hyukoh_900-x-horizontal-02

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีวงดนตรีอินดี้จากดินแดนเกาหลีใต้เดินทางมาเปิดการแสดงสดในเมืองไทย เพราะโดยส่วนใหญ่ก็มักจะเห็นแต่บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปที่เข้ามาทำให้เหล่าแฟนบอยแฟนเกิร์ลชาวไทยได้หวั่นไหวหัวใจเล่นๆ แต่สำหรับหนนี้ วงอินดี้ร็อคนามว่า HYUKOH (ฮยอกโอ) คือศิลปินรายล่าสุดที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ในบ้านเราจากการที่บัตรคอนเสิร์ตในรอบวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2017 ขายหมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาไม่กี่นาที จนผู้จัดอย่าง Seen Scene Space ต้องเพิ่มรอบ “HYUKOH Live in Bangkok 2017” ในวันรุ่งขึ้นอีกรอบ ซึ่งเราก็ได้รับโอกาสพิเศษในการเข้าไปพูดคุยกับ 4 สมาชิกวง HYUKOH อย่างเป็นกันเองก่อนที่คอนเสิร์ตรอบแรกจะระเบิดความมันขึ้น ซึ่ง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ฉบับที่คุณกำลังละเมียดอ่านอยู่ ณ ขณะนี้คือนิตยสารเล่มเดียวในเมืองไทยที่พวกเขาตอบรับการขึ้นปก

 

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ผู้เขียนไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของแวดวงดนตรีของประเทศเกาหลีใต้ แต่หากมองการสัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะนอกจากจะต้องทำงานแข่งกับเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษแล้ว นี่คือการเปิดโลกทัศน์ที่มีต่อวงดนตรีจากแดนกิมจิที่เรียกตัวเองว่า ‘อินดี้’ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคยมากนักสำหรับคอดนตรีชาวไทย

เดินทางถึงสถานที่จัดงานอย่าง Voice Space ตั้งแต่ประมาณบ่ายสามโมง เหมือนกับว่าจะไม่ใช่ความรู้สึกที่คุ้นชินเท่าไหร่กับการมาเยือนฮอลล์คอนเสิร์ตตั้งแต่หัววัน ทีมงาน Seen Scene Space ออกมาต้อนรับ และพาเราไปยังห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ซึ่งมีการซอยแยกย่อยเป็นห้องเล็กกว่านั้นอีก 2 ห้อง แต่กระนั้นมันก็ใหญ่เพียงพอที่ทีมช่างภาพจะเซ็ตอุปกรณ์ทั้งหลายแหล่เพื่อรอเวลาการทำงานที่แท้จริงที่กำลังจะเริ่มต้นในอีกไม่ช้า ส่วน 4 หนุ่ม HYUKOH น่ะเหรอ… เสียงดนตรีเบาๆ ลอยขึ้นมากระแทกหูเราที่อยู่ชั้น 2 บ่งบอกว่าพวกเขายังคงซาวนด์เช็กกันไม่เสร็จ

HYUKOH คือวงดนตรีแนวอินดี้ร็อคที่ประกอบไปด้วย 4 สมาชิก ได้แก่ โอฮยอก (ร้องนำ, กีตาร์), อิมดงกอน (เบส), อีอินอู (กลอง) และ อิมฮยอนเจ (กีตาร์) โดยพวกเขาคือศิลปินเบอร์แรกในสังกัด HIGHGRND (High Ground) ซึ่งเป็นค่ายลูกของ YG Entertainment ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงเกาหลีใต้ โดยต้นสังกัดของพวกเขามีศิลปินฮิปฮอปเบอร์ต้นๆ ของประเทศอย่าง Tablo แห่ง Epik High เป็นหัวเรือใหญ่นั่นเอง

hyukoh_900-x-vertical-04
hyukoh_900-x-vertical-03

โอฮยอก (กีตาร์, ร้องนำ)

ซึ่งความน่าสนใจที่ทำให้ HYUKOH กลายเป็นวงดนตรีที่ได้รับการจับตามองมากขนาดนี้ก็คือ นับตั้งแต่ที่พวกเขาเดบิวต์ในปี 2014 กับอัลบั้มอีพีที่ใช้ชื่อว่า 20 รวมถึงในปีถัดมากับอัลบั้ม 22 ที่ยังคงเป็นอีพีเช่นเดิม ไล่เรียงมาจนถึงสตูดิโออัลบั้มชุดแรกอย่าง 23 ในปี 2017 หลายต่อหลายเพลงของพวกเขาทะลุขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตเพลงกระแสหลักในประเทศเกาหลีใต้ อีกทั้งยังเคยติดอันดับ 6 บน Billboard World Albums Chart มาแล้ว ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ออกสเต็ปแดนซ์อย่างพร้อมเพรียงอย่างบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปเขาทำกัน มีแค่เครื่องดนตรี กีตาร์ เบส กลอง และไมโครโฟนเป็นอาวุธประจำกายเพียงเท่านั้น

ตัดภาพกลับมาที่ Voice Space ระหว่างที่เรานั่งทบทวนความรู้สึกที่มีต่อวงดนตรีวงนี้เพื่อนำไปใช้ต่อยอดในการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแรกที่ได้เสพย์ความมัน และรับชมความอลังการของมิวสิควิดีโอเพลง Wanli ที่เสมือนว่าเราหลุดเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Mad Max หรือแม้แต่การมองโลกที่จริงจังผ่านเพลงป๊อปร็อคเมโลดี้สวยๆ อย่าง Tomboy สมาชิกทั้ง 4 คนของ HYUKOH ก็ทยอยเดินเข้ามาในห้องพร้อมส่งเสียงทักทายเบาๆ ภายใต้กิริยาอันนอบน้อม คาแรคเตอร์อันจัดจ้านในมิวสิควิดีโอหรือบนสเตจเป็นเช่นไร ตัวตนจริงๆ ของพวกเขาก็ไม่ต่างไปจากสิ่งที่เราเคยเห็นในยูทูปมากนัก

เราตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับ HYUKOH เป็นลำดับแรก คืนก่อนหน้านั้นเราแอบหนักใจไม่น้อยเพราะทราบดีว่า HYUKOH เป็นวงดนตรีที่พูดไม่เก่ง โดยส่วนใหญ่ โอฮยอก ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งหัวหน้าวง, โปรดิวเซอร์, นักแต่งเพลง, มือกีตาร์ และนักร้องนำ คือลีดเดอร์ในการสัมภาษณ์กับสื่อมาโดยตลอด และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

มีเพียงรอยยิ้มที่มาคู่กับอาการนอบน้อมเพียงเท่านั้นที่ถือเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบแรกที่เราได้รับกลับมาจาก 4 หนุ่มหลังจากที่เรากล่าวขอบคุณสำหรับการเสียสละเวลามาพูดคุยกันในวันดังกล่าว และเพื่อสร้างความคุ้นเคยและบรรยากาศที่อาจจะผ่อนคลายมากขึ้น เราจึงชวนพวกเขาคุยถึงเรื่องทั่วไปเสียก่อน

hyukoh_900-x-vertical-06
hyukoh_900-x-vertical-05

อีอินอู (กลอง)

“เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งมีโอกาสได้มาเที่ยวเมืองไทย ตอนแรกกะว่าจะไปเชียงใหม่ แต่สุดท้ายก็ได้มากรุงเทพฯ แทน” โอฮยอกเล่าให้เราฟัง และนั่นคือที่มาที่ไปที่ทำให้เขาและผองเพื่อนสมาชิกทราบว่า HYUKOH ก็มีแฟนคลับในเมืองไทยอยู่จำนวนไม่น้อย แถมยังมีการสร้างเฟซบุ๊กเพจที่ให้เหล่าแฟนๆ มารวมตัวกันในชื่อ HYUKOH TH อีกด้วย

เกริ่นนำกันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาเข้าเรื่องผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขาอย่าง 23 อย่างจริงจังเสียที “อันที่จริงคนเกาหลียังไม่ค่อยนิยมศิลปินในรูปแบบวงดนตรีมากสักเท่าไหร่น่ะครับ การที่เราตัดสินใจทำวง ทำเพลงในลักษณะนี้ขึ้นมา ในแง่หนึ่งเราก็อยากให้เด็กเกาหลีในสมัยนี้ได้ทำความรู้จักดนตรีในอีกแนวหนึ่งด้วย ซึ่งบางเพลงในอัลบั้ม 23 ก็เป็นเพลงที่เราทำสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มเล่นดนตรีแรกๆ ด้วยซ้ำ” อีกครั้งที่โอฮยอกตอบคำถามเรา ซึ่งนั่นทำให้เรารู้ว่า แม้ HYUKOH จะสามารถพาเพลงขึ้นอันดับ 1 ได้ แต่ศิลปินไอดอลก็ยังคงครองความนิยมในธุรกิจดนตรีของเกาหลีอยู่ดี

เหล่าแฟนบอยและแฟนเกิร์ลของ HYUKOH คงทราบดีว่า พวกเขาตั้งชื่ออัลบั้มตามอายุในระหว่างที่ทำเพลงกัน อัลบั้มอีพี 20 คือตัวแทนความรู้สึกนึกคิดในช่วงวัยดังกล่าว ไม่ต่างจากอีพี 22 และอัลบั้มเต็มอย่าง 23 ซึ่งฟร้อนต์แมนของวงที่แฟนเพลงชาวไทยยกให้เป็น ‘หลวงพี่’ อย่าง โอฮยอก ก็ให้เหตุผลเพียงสั้นๆ ว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาหรือแฟนๆ ได้กลับมาฟังบทเพลงเหล่านั้นก็จะทราบทันทีว่า ตอนอายุเท่านั้น พวกเขามีแนวคิดและความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวต่างๆ อย่างไรนั่นเอง

20-ep
hyukoh-22
hyukoh23

จากซ้าย: ปกอัลบั้ม 20 (2014), อัลบั้ม 22 (2015) และ อัลบั้ม 23 (2017)

แม้ทางวงจะออกตัวว่ามีแนวเพลงอินดี้ร็อคยืนพื้น แต่สำหรับใครที่ฟังอัลบั้ม 23 ครบถ้วนทุกแทร็คแล้วคงรู้สึกไม่ต่างจากเราเท่าไหร่ เพราะมันเต็มไปด้วยกลิ่นอายทางดนตรีอันหลากหลาย เราได้ซึ้งไปกับเพลงป๊อปร็อคช้าๆ ฟังง่ายๆ อย่าง Tomboy หรือ Die Alone ได้ขยับแข้งขยับขาไปกับจังหวะสนุกๆ ของ Leather Jacket และ 2002WorldCup มันสุดเหวี่ยงกับพาร์ตร็อคหนักแน่นใน Wanli เพลงที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นงานทดลองอันแปลกใหม่อย่าง Reserved Seat ก็ตาม รวมไปถึงเพลงจากอัลบั้มก่อนหน้าที่ผสมปนเปความเป็นฟังก์ ดิสโก้ ฮิปฮอป และอื่นๆ อีกมากมายเอาไว้ หรือแม้แต่กลิ่นอายใหม่ๆ เมื่อครั้งที่โอฮยอกเคยร่วมทำโปรเจกต์กับศิลปินฮิปฮอปมาแรงของเกาหลีอย่าง Primary เมื่อปี 2015 และล่าสุดกับการที่เขาไปแจมกับ IU ในเพลง Can’t Love You Anymore แวบหนึ่งที่เราเคยเห็นพวกเขาเขียนรายชื่อศิลปินที่ชื่นชอบเอาไว้ในเพจของวงที่ไล่เรียงมาตั้งแต่ สตีวี่ วันเดอร์, เรย์ ชาร์ลส, Red Hot Chili Peppers, The Whitest Boy Alive ไปจนถึง Earth, Wind & Fire ความหลากหลายดังกล่าวอาจเป็นกุญแจสำคัญ

“ตอนเด็กๆ พวกเราฟังเพลงของศิลปินมากมายเต็มไปหมด” ถึงคราวที่ อิมฮยอนเจ มือกีตาร์ผู้มีลูกโซโล่จี๊ดๆ ไม่ต่างจากทรงผมของเขาเท่าไหร่นักขอตอบบ้าง “แล้วเราทั้ง 4 คนก็มีรสนิยมในการฟังดนตรีที่ต่างกันด้วยครับ ตอนทำเพลงก็เลยลองเอามาผสมผสานกัน จนสุดท้ายก็ได้เพลงที่มีหลากสี หลายรสชาติออกมา” และหากฟังดีๆ เนื้อเพลงของ HYUKOH มีทั้งภาษาเกาหลี, อังกฤษ และจีน เราสงสัยว่าสาเหตุสำคัญนั้นเกิดจากการที่โอฮยอกนั้นพำนักพักพิงอยู่ที่ประเทศจีนตั้งแต่อายุ 5 เดือนจนเรียนจบไฮสคูลหรือไม่ คนต้นเรื่องอย่างโอฮยอกก็ตอบกลับมาในทันทีว่า “เรื่องนั้นมันไม่มีผลอะไรมากครับ เราดูเป็นเพลงๆ ไป เมโลดี้ของเพลงไหนเหมาะกับภาษาอะไร เราก็เขียนกันไปตามนั้นมากกว่า”

นอกจากนั้นพวกเขายังนึกย้อนกลับไปสู่ช่วงที่กำลังทำเพลง Tomboy ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ประสบความสำเร็จเป็นลำดับต้นๆ ของ HYUKOH ก็ว่าได้ เราจึงโพล่งถามไปว่า ตอนนั้นคิดไหมว่าเพลงนี้จะดัง?

“คิดครับ” 4 หนุ่มเอ่ยปากออกมาแทบจะพร้อมๆ กันพร้อมเสียงหัวเราะกลางวงสนทนา ในที่สุดเราก็ได้ยินน้ำเสียงของมือเบสผมยาวผู้มีบุคลิกนิ่งเงียบอย่าง อิมดงกอน รวมถึง อีอินอู มือกลองร่างเล็กที่บนเวทีเขามักจะเป็นเมมเบอร์ที่ซุกซนและสดใสที่สุดในวงเสียที

แต่ประเด็นที่น่าขบคิดไม่น้อยหลังจากได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งเสียงดนตรีของ HYUKOH ก็คือ เราพบว่าในหลายบทเพลงพวกเขามักจะเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างจริงจัง ไม่ได้เน้นความรักอันสดใสเหมือนแสงแสงแดดยามเช้าเหมือนศิลปินเกาหลีโดยทั่วไปแต่อย่างใด หากจะให้ยกตัวอย่างในตอนนี้ เพลงอย่าง Leather Jacket หรือ Die Alone ในอัลบั้ม 23 พวกเขาหยิบยกเรื่องความตายมาเล่าเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ในปีนี้ อีอินอู และ อิมดงกอน เพิ่งจะอายุ 24 ปี อิมฮยอนเจ กำลังจะครบ 24 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 31 กรกฎาคม ส่วน โอฮยอก ยังอายุเพียง 23 ปี และจะครบอีกหนึ่งขวบปีในเดือนตุลาคม

“หลายเพลงที่เราได้ฟังกันตอนเด็กๆ ก็พูดถึงความตายนะ ผมก็เลยลองคิดดูว่า ความตายนี่มันน่ากลัวแค่ไหนกัน คนเราอาจจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้ แล้วถ้าพรุ่งนี้เราตาย มันจะเป็นอย่างไร ผมเลยลองเอาความรู้สึกในเชิงนี้มาเขียนเป็นเพลง” โอฮยอกตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าทั้งหมดที่เราถามมาก่อนหน้านี้ แต่เหมือนเขาจะเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องสัมภาษณ์เริ่มเครียด เขาเลยชี้ไปทาง อิมดงกอน และบอกกับเราว่า “มีอยู่วันหนึ่งเขารู้สึกกลัวตาย วันต่อมามือกลองของเราก็รู้สึกตาม ท้ายที่สุดก็ลามมาถึงผม จริงๆ มันเหมือนโรคติดต่อเหมือนกันนะ” เล่นเอาความเงียบก่อนหน้านี้ถูกแทรกด้วยเสียงหัวเราะของทุกคนในห้องขึ้นมาทันควันเลยทีเดียว

hyukoh_900-x-vertical-08
hyukoh_900-x-vertical-07

อิมฮยอนเจ (กีตาร์)

ในขณะที่มือกีตาร์อย่าง อิมฮยอนเจ ที่นั่งเงียบอยู่สักพักก็ขอแจมกับเพื่อนๆ บ้าง “ส่วนตัวผมว่าโอฮยอกเขามีน้ำเสียงที่ค่อนข้างโดดเด่น ในอนาคตเราอาจจะทำเพลงหวานๆ ขึ้นมาก็ได้” โอฮยอกได้ทีจึงเล่าต่อถึงเรื่องราวที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใด HYUKOH แทบจะไม่มีเพลงรักหวานๆ ออกมาให้ฟังเลย “จริงๆ จากทั้ง 3 อัลบั้มก็มีอยู่เพลงเดียวเท่านั้นก็คือ 2002WorldCup ซึ่งแฟนๆ จะรู้สึกว่ามันมีความโรแมนติกแฝงอยู่ แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่คิดว่ามันโรแมนติกเท่าไหร่หรอก” ซึ่งโอฮยอกก็บอกว่ามันเป็นเรื่องราวของเพื่อนเขา และทำท่าชี้ไปทางมือกีตาร์ของวงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เสียอย่างนั้น

การสัมภาษณ์ดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราวกกลับเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง เนื่องด้วยอุตสาหกรรมดนตรีของเกาหลีใต้นั้นสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นกอบเป็นกำมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า วงดนตรีอินดี้อย่างพวกเขามีมุมมองต่อเรื่องนี้ในอนาคตอย่างไร และโอฮยอกก็ยังคงเป็นตัวแทนวงในการบอกเล่าทัศนคติออกมาอย่างต่อเนื่อง “เรื่องนี้มันแล้วแต่คนจะคิดเลยนะครับ ทุกอย่างเมื่อมีจุดเริ่ม ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด วงการเคป๊อปเคยขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่ตอนนี้ก็เริ่มดาวน์ลงมา เพราะตอนนี้ที่เกาหลี ดนตรีฮิปฮอปถือว่ามาแรงที่สุด ทั้งที่หากเทียบกับเมื่อ 3-4 ปีก่อน ฮิปฮอปยังอยู่ในซีนอันเดอร์กราวนด์อยู่เลย แต่ตอนนี้ฮิปฮอปดังกว่าเคป๊อปแล้ว ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตเคป๊อปอาจจะกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดอีกครั้งก็ได้ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า แม้ว่าดนตรีเคป๊อปอาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่าเมื่อก่อน แต่เคป๊อปไม่มีวันหายไปจากอุตสาหกรรมดนตรีของเกาหลีอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้โอฮยอกก็ได้เล่าเรื่องราวของวงการเพลงอินดี้ในบ้านเกิดเมืองนอนของเขาให้เราฟังต่อ โดยอันที่จริงแล้วยังมีกลุ่มคนเพียงหยิบมือที่หันหน้าเข้าสู่โลกแห่งดนตรีอินดี้อย่างจริงจัง รวมถึงหากขีดเส้นแบ่งระหว่างดนตรีป๊อปกับอินดี้ คนฟังที่นิยมชมชอบในดนตรีที่ไม่ใช่เมนสตรีมก็ยังคงน้อยอยู่ดี “เมื่อก่อนตอนเราทำเพลงกันแรกๆ เรายังไม่มีเงินพอที่จะสามารถเช่าห้องอัดได้นานๆ ไปถึงก็ต้องรีบอัด แต่โชคดีที่พักหลังเริ่มมีคนรู้จักพวกเราบ้าง รายได้ที่ได้มาเราก็นำไปเช่าห้องอัดเดือนหนึ่งเต็มๆ เพื่อทำอัลบั้ม 23 นี่แหละครับ” โอฮยอกกล่าว

hyukoh_900-x-vertical-10
hyukoh_900-x-vertical-09

อิมดงกอน (เบส)

ฟังประโยคดังกล่าวจากฟร้อนต์แมนผู้มีบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์แล้วก็แอบนึกย้อนกลับมาสู่แวดวงดนตรีอินดี้ในบ้านเราอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนว่า HYUKOH ก็น่าจะประสบกับปัญหาที่ไม่ต่างจากวงอินดี้ในเมืองไทยสักเท่าไหร่ ทว่าการที่พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ นานา แม้จะเคยมีเหตุการณ์บั่นทอนจิตใจอย่างการที่วง Beach Fossils ออกมาทวีตว่า เพลง Panda Bear ซึ่งเป็นดิจิตัลซิงเกิ้ลของ HYUKOH เมื่อปี 2015 ได้ลอกเพลง Golden Age ของพวกเขาที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 2010 ก่อนที่โอฮยอกจะออกมาปฏิเสธ และทวีตของ Beach Fossils ได้โดนลบไป หรือแม้แต่การต่อสู้กับความรู้สึกที่พร้อมจะยอมแพ้อยู่เสมอในวันที่ยังไม่มีคนมองเห็นศักยภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อได้คงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวงดนตรีวงหนึ่งที่ยังคงหวังว่า พวกเขาจะมีพื้นที่ให้ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยได้ในสักวัน

ท้ายที่สุดเราถาม HYUKOH ว่า พวกเขาอยากก้าวไปสู่จุดไหนในวงการดนตรีโลกในภายภาคหน้า ในเมื่อมีศิลปินชาวเกาหลีมากมายที่สามารถยกระดับตนเองสู่ความเป็นสากลได้สำเร็จ “ผมมองว่า เป้าหมายแรกของพวกเราคือการทำให้คนฟังเพลงในเกาหลียกย่องแนวดนตรีแบบนี้ให้ได้เสียก่อน และหากว่ามีแค่สักคนที่เคารพและยอมรับในสิ่งที่พวกเราทำ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” โอฮยอกกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่ทั้ง 4 หนุ่มจะไปเปลี่ยนองค์ทรงเครื่องเป็นชุดสีแดงแรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นชุดสำหรับโชว์ในค่ำคืนแรกในเมืองไทย แต่งหน้าทำผมและออกมาโพสหน้ากล้องแบบไม่มีเคอะเขิน ระหว่างนั้นก็มีการหยอกล้อกันตามสไตล์เพื่อนที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายปี นับเป็นแง่มุมความสนุกปนน่ารักที่ HYUKOH ไม่ค่อยเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนเท่าใดนัก

 

และเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ HYUKOH ก็กล่าวคำอำลา และมุ่งหน้าสู่เวทีคอนเสิร์ต สถานที่ที่พวกเขากล่าวว่าสามารถเปิดเผยตัวตนได้อย่างเต็มที่ ผ่านทั้งบทเพลง และความฝันในเส้นทางดนตรีที่อัดแน่นไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เราสัมผัสได้เช่นนั้น

hyukoh_900-x-vertical-01

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol
Korean translator: JangHyun Jung
Special thanks: Seen Scene Space