XN1A9879addlogo

เมื่อ Breakbot  มาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 ในงาน Breakbot Live In Bangkok เราก็อดไม่ได้ที่จะขอเข้าไปนั่งพูดคุยกับเขาสักหน่อย เพราะวงดนตรีอิเล็คทรอนิกส์ดิสโก้ ที่มีกลิ่นอายความเป็นฟังก์และเฮ้าส์จากฝรั่งเศสนี้นับว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงที่กำลังอยู่ในกระแส หรือจะเพราะเป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงในยุค 70’s – 80’s เช่นเพลงของศิลปินอย่าง Bee Gees และ ไมเคิล แจ็กสัน 

แรกเริ่มเดิมที  Breakbot ก็มีเพียงแค่ ธิบัวต์ เบอร์แลนด์ ดีเจผมยาวมาดกวนเพียงคนเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็มี เออเฟนน์ หรือคริสโตเฟอร์ เออเฟนน์ คาน-อาซิโต้ เข้ามาร่วมด้วย และในอัลบั้มที่ 2 Still Water ก็ได้ ยาสมิน ชามีร์ และ ซาร่า อีดูซ์ แฟนสาวของเออเฟนน์มาร่วมร้องด้วยอีกสองแรง

น่าเสียดายที่วันนี้เราได้เออเฟนน์ มาสัมภาษณ์เพียงคนเดียว เนื่องจากธิบัวต์ติดภารกิจต้องเตรียมตัวขึ้นโชว์ แต่เราก็ดีใจมากที่ได้โอกาสมานั่งคุยกับคนทำเพลงดิสโก้เจ๋งๆ ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองของวงการอิเล็คทรอนิกส์ดิสโก้มากๆ อีกคนหนึ่ง แต่สุดท้ายทั้งเออเฟนน์และธิบัวต์ก็ใจดีกลับมาถ่ายรูปกับเราก่อนจะขึ้นโชว์ให้พวกเราได้ดูกัน

นอกจากเราจะรู้จัก เออเฟนน์ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกวง Breakbot แล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นสมาชิกวง Outlines วงดนตรีฮิปฮอปฟังค์ สัญชาติฝรั่งเศส จากค่าย Sonar Kollectiv โดยเพลงฮิตของเขาก็คือ  Just A Little Lovin  และนอกจากนี้เขาก็กำลังเตรียมตัวจะเป็นพ่อคนในเร็วๆนี้ด้วย แม้วันนี้เราจะมีเวลาเพียง 10 นาทีที่จะได้คุยกับเออเฟนน์ แต่พอคุยเสร็จก็รู้สึกได้เลยว่าเป็น 10 นาที่ที่คุ้มค่ามากทีเดียว ไปอ่านกันเลย!

XN1A9883addlogo

วันนี้คอนเสิร์ต Breakbot Live! in Bangkok 2016 มาในธีม High School Lover ในบรรยากาศแบบพรอมไนต์ งั้นเล่าให้เราฟังหน่อยสิ ชีวิตในช่วงไฮสคูลของคุณเป็นยังไงบ้าง?

ผมโชคดีที่ตอนอยู่มัธยมผมอินๆ กับดนตรีอยู่แล้ว ตอนนั้นผมเป็นเด็กคูลๆ คนหนึ่ง (หัวเราะ) ผมเริ่มเป็นดีเจตั้งแต่อายุ 15 โชคดีอีกอย่างนึงคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ ผมก็จะได้เจอคนจากทั่วโลก มันก็ช่วยให้ผมเปิดกว้างกับโลกนี้มากขึ้น

แล้วตอนนั้นคุณอินกับเพลงแนวไหน ?

ตอนนั้นก็จะเป็นเพลงฮิปฮอปเป็นส่วนใหญ่ครับ ช่วงนั้นมันเป็นช่วงกลางของยุค 90 เราก็ได้รับอิทธิพลจากฮิปฮอปเยอะครับ ช่วงนั้นอะไรที่ถูกโปรดิวซ์จากดีเจพรีเมียร์ (ดีเจและโปรดิวเซอร์สัญชาติอเมริกัน) ก็ชอบหมด Kid Rock (แร็ปเพอร์ชาวอเมริกัน) และแร็ปเพอร์ชาวฝรั่งเศสคนอืนๆ ก็ชอบหมด ดนตรีฮิปฮอปแบบฝรั่งเศสก็ชอบหมดเลยครับ อย่างวง Supreme NTM ก็ส่งผลต่อการทำเพลงของผมมากเลย

ดนตรีที่ฝรั่งเศสเป็นอย่างไรบ้าง ?

ตอนนี้เป็นช่วงที่ดีมากของดนตรีที่ฝรั่งเศสเลยครับ จริงๆ ก็ตลกดีนะ มันเป็นช่วงที่ศิลปินทุกคนค่อนข้างสามัคคีกันมากทีเดียว ทุกคนรู้จักกันหมด เหมือนเราทุกคนได้ออกไปเที่ยวด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงเราจะทำเพลงที่ต่างกันมากๆ เลยก็ตาม อย่างเช่น Brodinski (ศิลปินสไตล์เทคโนชาวฝรั่งเศส ) กับ Breakbot ก็ฉีกแนวกันไปมาก แต่จริงๆ เราสนิทกันมากครับ ซึ่งมันดีนะ มันทำให้เราได้แลกเปลี่ยน แล้วก็สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ดนตรีของศิลปินรุ่นพวกเราก็ได้รับอิทธิพลคล้ายๆ กันมาจากศิลปินรุ่นก่อนอย่าง Daft Punk แล้วก็คนอื่นๆ ที่เหมือนกับเป็นแรงบันดาลใจของเรา เพราะพวกเขาแสดงให้เราเห็นว่าเราสามารถทำดนตรีแบบที่พวกเรารักได้ แล้วก็ยังประสบความสำเร็จไปกับมัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มาจากเมืองใหญ่ๆ อย่างแคลิฟอร์เนีย หรือลิเวอร์พูลเหมือน The Beatles ก็ตาม มาลองคิดดูแล้วพวกเราก็แค่คนกลุ่มนึงที่มาจากเมืองเล็กๆ ในฝรั่งเศส แต่ทำดนตรีมาถึงจุดนี้ได้ ก็นับว่าน่าชื่นใจมากครับ

XN1A9887addlogo

นอกจากศิลปินรุ่นเก่าๆที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณ?

ผมคิดว่าการได้ท่องเที่ยวเนี่ยสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากๆ เลยนะ  เราโชคดีมากพอที่ไปเที่ยวหลายที่มากๆ ผมว่ามันเป็นการเปิดโลก มันทำให้เราเห็นวัฒนธรรมใหม่ และสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมันทำให้เราเห็นความแตกต่าง ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากมาเจออะไรแบบนั้นอีกเรื่อยๆ ซึ่งพอมาคิดดูแล้วการที่เราจะได้มาเที่ยวอีกก็คือเราต้องทำดนตรีขึ้นมาอีก มันเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงผลงานของพวกเรามากๆ เลยนะ เพราะเวลาที่คุณอยู่ไกลบ้าน คุณจะเกิดไอเดียเยอะแยะมากมายเลยในหัว แล้วคุณก็จะอยากกลับบ้านเพื่อทำเพลงใหม่ๆ เพื่อจะได้แชร์ให้คนอื่นฟังอีก

นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่คุณมาประเทศไทย แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่คุณได้แสดงแบบ Full Band มันต่างกับการเล่นแบบ DJ Set อย่างไร ?

จริงๆ ที่ต่างกันมากๆ เลยก็คือสองครั้งที่แล้ว เราแค่เป็นดีเจ เป้าหมายของเราตอนนั้นคือก็แค่อยากจะแชร์สิ่งที่เรารัก และสิ่งที่เราตั้งใจทำให้คนอื่นได้ฟังกัน ตอนนั้นมีทั้งเพลงที่เราทำเอง และเพลงดิสโก้ที่หาฟังยากๆ ด้วย แต่ครั้งนี้เราอยากแชร์ดนตรีที่เราต้องการทำจริงๆ เป็นการแสดงสดที่เป็น Full Band ด้วย การเตรียมตัวก็ค่อนข้างต่าง มันมีอะไรที่พัฒนาไปมากกว่าครั้งก่อน ผมว่าเราใช้เวลา 3 –4เดือนเลยทีเดียวกว่าจะสรุป Set list ออกมาได้ มันยากตรงที่เราอยากให้มันเป็นทั้งการเล่น DJ Set โฟลว์ๆไปกับการเล่นสดในฐานะ Full Band ด้วย เราอยากเอาเพลงฮิตๆ ทั้งหมดในอัลบั้มมาเล่นให้ทุกคนฟัง แต่ในขณะเดียวกันเราก็อยากจะให้มันมีที่ว่างไว้ให้พลังงานของเราที่จะเกิดขณะเล่นสดด้วย ผมว่าการแสดงสดมันก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของคนดูด้วยนะ มันขึ้นอยู่กันทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายก็ต้องดูกัน

ถ้าพูดถึงอัลบั้มแรก By My Side (2012) กับ อัลบั้มที่สอง Still Water (2016) แตกต่างกันอย่างไร?

สิ่งที่เกิดขึ้นในอัลบั้มแรกคือผมกับธิบัวต์ร่วมกันทำก็จริง แต่หลักๆ เลยจะเป็นธิบัวต์ทำส่วนของดนตรีทั้งหมด ผมจะเป็นคนดูเรื่องการร้องหรือเนื้อร้องอะไรแบบนี้มากกว่า และในอัลบั้มแรกธิบัวต์ก็โปรดิวซ์ทุกอย่างในแลปท็อปของเขา แต่สำหรับอัลบั้มที่ 2 เราได้ร่วมกันทำมากขึ้น คือช่วยกันในเรื่องต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งใช้เวลาในห้องอัดกันมากขึ้น และเพลงต่างๆ ในอัลบั้มที่ 2 ก็เขียนขึ้นในระหว่างทัวร์ซะเยอะ เราก็ได้เล่มแจมด้วยกันบ่อย ซึ่งมันดีตรงที่มันทำให้เพลงเป็นธรรมชาติขึ้น แล้วมันทำให้ดนตรีมันไหลลื่นดี อีกอย่างคือธิบัวต์เก่งเรื่องฮาร์โมนิค ส่วนผมเก่งเรื่องเมโลดี้ พอมาอยู่ด้วยกันมันก็ลงตัว มันดีกับการทำเพลง นอกจากนี้อัลบั้มล่าสุดก็โตขึ้นด้วย เราก็ได้ใส่ไอเดียเข้าไปมากขึ้น เรื่องโปรดักชั่นก็ดีขึ้นด้วย เราได้ เดวิด เบอร์แลนด์ น้องชายของธีบัวต์มาช่วยทำ เพราะเขาเองก็ทำสตูดิโอเจ๋งๆ อยู่ ตอนแรกเราก็ใช้แลปท็อปทำเพลงกันส่วนมาก แต่ในที่สุดอัลบั้มนี้เราใช้เครื่องดนตรีจริงๆ หลายชิ้น เช่น กลอง เบส ก็จะมีแค่บางส่วนที่ใช้แลปท็อปทำ เช่น กีตาร์ในบางเพลง แล้วเราก็ได้นักร้องหญิงมาช่วยร้องด้วย 2 คนคือ ซาร่า อีดูซ์ แฟนผม แล้วก็ ยาสมิน ชามีร์ เธอบินมาจากลอนดอนเลย จริงๆก็ใช้เวลาซักพักกว่าจะลงตัว เพราะผมกับธิบัวต์อยากให้มันออกมาเพอร์เฟ็กต์ที่สุด ก็เลยใช้เวลานานเหมือนกัน

ได้ยินมาว่าเพลง In Return ในอัลบั้มที่ 2 ค่อนข้างต่างกับเพลงอื่นในอัลบั้ม ซึ่งเป็นเพลงที่คุณแต่งให้แฟนด้วย?

อ๋อใช่ครับ (ยิ้มเขินๆ) ผมแต่งให้ตอนที่เธอท้องอยู่ ซึ่งตอนนี้เธอก็ยังท้องอยู่นั่นแหละ ธิบัวต์ก็ชอบ เลยเอามาใส่ในอัลบั้ม เพลงนี้ก็มีธิบัวต์ช่วยช่วงคอร์ดในท่อนฮุค ส่วนเดวิดก็ช่วยท่อนโซโล่ด้วย รวมๆ ก็ออกมาดีมากเลยครับ

เล่าเรื่องเพลง Star Tripper ในอัลบั้ม Star Wars Headspace หน่อยสิ  (อัลบั้มที่นำเอาเพลงประกอบ Star Wars มาทำใหม่ให้ในสไตล์อิเล็คทรอนิกส์)

มันเป็นโอกาสที่เยี่ยมมากครับ มันเริ่มจากที่เราได้อีเมลล์จาก ริค รูเบน (โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน) ซึ่งเขาเป็นไอดอลของเราสองคนเลยนะ เขาก็แบบ “เฮ้ย พวกคุณ ผมอยากให้คุณมาทำเพลงซักเพลงในอัลบั้มนี้หน่อยได้มั้ย?” ผมกับธิบัวต์ก็เป็นแฟน Star Wars อยู่แล้วมันก็เหมือนไอดอลกับไอดอลมาเจอกัน เราก็แบบ “เอ้า ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” อะไรแบบนี้ ซึ่งวันนี้เราก็ใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิดด้วย เพราะสไตล์มันค่อนไปทางออเครสตร้าก็เลยดูจะเป็นเพลงเปิดที่ดีมากๆ ครับ

XN1A9878addlogo

มีแพลนจะทำอัลบั้มใหม่ หรือโปรเจ็กท์อะไรใหม่ๆ เร็วนี้บ้างไหม?

เรากำลังเริ่มๆ ทำเพลงใหม่ครับ ก็หวังว่ามันจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการที่จะออกมาให้ทุกคนได้ฟัง ตอนนี้ผมก็กำลังทำสตูดิโอของตัวเองด้วย ก็หวังว่าซักต้นปีหน้า จะได้มีเพลงใหม่ๆ มาทำอัลบั้มกัน

ช่วงนี้ดูเหมือนว่ากระแสการฟังและทำดนตรีดิสโก้เป็นที่สนใจมากๆ คนทำเพลงหลายคน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ยกให้คุณเป็นฮีโร่ของพวกเขา คุณมีอะไรอยากจะแนะนำพวกเขาบ้างไหม?

ในการทำเพลง ผมว่าก็เป็นตัวของตัวเองครับ คงความเป็นออริจินัลไว้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือพยายามจริงใจกับดนตรีที่คุณทำ และไอเดียที่อยู่ในหัวคุณ แล้วก็พยายามทำให้มันออกมาเป็นจริงให้ได้ สำหรับพวกเรา เสียงในหัวมันให้แรงบันดาลใจที่ดีมากนะ ซึ่งการทำให้มันออกมาจริงๆ บางทีก็เป็นปัญหาเหมือนกันนะ แต่ก็ต้องฝึกทำให้มันออกมาฟังง่ายๆ ที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งใจฟังเสียงในหัวคุณมากๆ แล้วก็ทำมันออกมา บางทีเราก็โดนเทคโนโลยีอะไรหลายๆ ทำให้เราเสียสมาธิไปหน่อยเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไรนะ สิ่งสำคัญก็คือคุณต้องพยายามกลั่นกรองสิ่งที่อยู่ในใจของคุณออกมาให้ได้ แล้วก็พยายามแชร์มันออกไป

Story by Pensagow S. 

Photo by Pisut S.