bb23-beat-jason-aldean-cr-joseph-llanes-3126-sept-2016-billboard-1240

 

เจสัน อัลดีน ถอดหมวกคาวบอยออกและยกมือขึ้นมาจัดระเบียบทรงผมพลางนั่งลงเพื่อเริ่มพูดคุยกับเรา เขาคนนี้ได้ฉายาว่า ‘พ่อหนุ่มคันทรี่’ หลังจากที่ออกอัลบั้ม They Don’t Know ซึ่งแต่ละเพลงล้วนมีเนื้อหาทำนองเดียวกัน ชวนให้นึกถึงคนอกหัก รถ 18 ล้อ ทัศนียภาพสไตล์คันทรี่ นั่นอาจเป็นที่มาของฉายานั้น แต่เจ้าตัวจะไม่พอใจเท่าไร “ตลก หยามกันชัดๆ เหมือนมองคันทรี่ว่ามีแค่รถปิ๊กอัพ จิบเบียร์ จีบหญิง นี่มันดูถูกกันไปหน่อย กระทบทั้งผม, ลุค ไบรอัน ยัน Florida Georgia Line เลยนะเนี่ย คนที่เรียกผมแบบนี้แปลว่าไม่ได้ตั้งใจฟังเพลงที่ผมทำมาเป็นปีๆ ด้วยซ้ำ ก่อนจะตั้งฉายาให้ใครก็ควรทำการบ้านสักหน่อยนะ”

ปลายปีนี้เจสันกำลังจะเริ่มทัวร์อารีน่าคอนเสิร์ต “Six String Circus” เพื่อให้แฟนเพลงได้คุ้นเคยกับอัลบั้มที่เจ็ดของเขามากขึ้น ตอนนี้เจสันก้าวเข้ามาถึงจุดหนึ่งในชีวิตที่สามารถทำเพลงขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ตคันทรี่ได้ไม่ยาก (Lights Come On ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มล่าสุดเป็นเพลงที่ 15 ของเจสันที่ได้ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด Country Airplay) และแน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งความสำเร็จก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนเล็กน้อย

พอมีชื่อเสียง ก็เป็นธรรมดาที่ปาปารัสซี่จะเริ่มเพ่งเล็ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 ที่สื่อ TMZ ปล่อยรูปของเจสันที่กำลังกอดจูบกับสาวผู้แข่งขัน American Idol อย่าง บริตทานี เคอร์ เจ็ดเดือนหลังจากนั้น เจสันหย่ากับอดีตภรรยาที่รักกันมาตั้งแต่ไฮสคูลและลงเอยแต่งงานกับบริตทานีเมื่อปีที่แล้ว

รักของทั้งสองยังหวานชื่นดีจนทุกวันนี้ เขาทั้งสองและลูกที่ติดมากับภรรยาเก่าอีกสองคน (คีย์ลี่ อายุ 13 ปี และ เคนดีล อายุ 9 ปี) มักจะพากันไปทัวร์คอนเสิร์ตเสมอ “พาบริตไปไหนมาไหนด้วยเป็นเรื่องดีนะครับ เราเดินทางด้วยกัน เล่นดนตรีร้องเพลงด้วยกัน เวลาผมทัวร์เธอก็จะได้เห็นว่ามันยากและเหนื่อยแค่ไหน การให้คนรักของเรามาเห็นด้วยตา ชีวิตคู่มันก็ง่ายขึ้นครับ”

bb23-beat-jason-aldean-cr-joseph-llanes-6421-sept-2016-billboard-1240

 

ปีที่แล้วเจสันกลับมาเป็นกระแสในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อเขาชโลมสีผิวและใส่วิกผมให้เหมือนกับแร็ปเพอร์ Lil Wayne ในวันฮาโลวีน ทีแรกเจ้าตัวมองว่าแค่เล่นขำๆ แค่ลงเมคอัพเพื่อที่จะออกไปสนุกโดยไม่มีใครจำหน้าได้

“คนยุคนี้เซนซิทีฟมากจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวได้หมด” เขาชี้แจงเรื่องคอสตูมวันฮาโลวีน “ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรทั้งนั้น เข้าใจครับว่าสีผิวเป็นประเด็นที่อ่อนไหว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้มันเพื่อทำร้ายใคร สื่อชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่เสมอ ถ้าหากสิ่งที่ผมทำดูเหมือนไม่ให้เกียรติใคร ผมก็ต้องขอโทษด้วย แต่ผมไม่ได้มุ่งร้าย ไม่เคยแม้แต่จะคิด”

ถึงจะเริ่มกลายเป็นคนดัง แต่ในสายตาของไมเคิล น็อกซ์ โปรดิวเซอร์ที่ร่วมงานกับเจสันตั้งแต่เจอกันครั้งแรกเมื่อปี 1998 ไมเคิลยังมองว่าเจสันคือคนเดิมเสมอ คือคนที่ตั้งใจทำอะไรบางอย่างเพื่อผู้อื่นตลอดเวลา

ก่อนหน้านี้เจสันกำลังตัดสินใจว่าเขาควรทำอย่างไร ในเมื่ออยากให้แฟนเพลงได้ฟังเพลงของเขาฟรีผ่านสตรีมมิ่ง แต่อีกใจก็สนับสนุนให้ซื้อเพื่ออุดหนุนผลงานของศิลปินคันทรี่ ในที่สุดเขาก็พบทางออก คือการไม่ปล่อยเพลงผ่านสตรีมมิ่ง แต่ปล่อยออกมาเป็นดิจิตัลดาวน์โหลดและแผ่นซีดีแทน

“ไม่ใช่ว่าผมต้องการเงิน แต่ผมทำเพื่อทั้งตัวเอง เพื่อวงการเพลง เพื่อแนชวิลล์ นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และทุกคนที่เกี่ยวข้อง”

ด้วยความที่เจสันนึกถึงความรู้สึกของผู้ฟังเสมอ เขาจึงไม่ต่างจากซูเปอร์สตาร์ในใจของใครหลายคน นั่นเป็นสาเหตุที่เพลง Lights Come On ได้ใจแม้กระทั่งชนชั้นแรงงานทั่วไปที่ได้ฟังเพลงนี้ด้วย “เพลงนี้อุทิศให้กับคนที่อุตส่าห์ยอมตื่นมาเซ็ตอัพเวทีตั้งแต่หกโมงเช้าและรออยู่ที่นั่นจนคนดูมาถึง”

ใจความของเพลงที่เป็นไตเติ้ลแทร็คของอัลบั้มก็ชนะใจผู้ฟังไม่ต่างกัน “อย่าดูหมิ่นสิ่งที่เรายังไม่เคยประสบด้วยตัวเอง ผมเดินทางไปหลายที่ อย่างที่ลอสแอนเจลิส ถ้าคนรู้ว่าเราไปที่นั่นเขาจะคิดภาพเราคงนั่งอยู่บนกองฟาง ใช้ชีวิตอยู่ในรถบรรทุกสักคัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาพยนตร์สักเรื่องเล่าถึงชีวิตคนทางใต้ ภาพที่ออกมามักจะเกินจริงไปมากเสมอ เพลงๆ นี้เป็นเพลงที่ตรงกับผมมาก”

bb23-beat-jason-aldean-cr-joseph-llanes-1473-sept-2016-billboard-1240

 

ไมเคิล ผู้เป็นโปรดิวเซอร์บอกกับเราว่า การที่ศิลปินคนหนึ่งจะแต่งเพลงเล่าสิ่งที่ตนคิดไปด้วย และนำมาขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ในแบบร็อคผสมคันทรี่ไปด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“ผมไม่เคยทำงานกับใครที่หลากหลายเท่าเขา เขาจะพาคุณเดินทางไปสู่ห้วงแห่งทัศนคติและอารมณ์ นั่นล่ะ จุดขายของเขาเลย เขาผิดธรรมชาติน่ะครับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมโชว์ของเขาถึงได้น่าตื่นเต้นนัก”

ความเสี่ยง คืออีกสิ่งที่เจสันชื่นชอบ “ตอนที่เพลง Dirt Road Anthem ออกมา หลายคนที่บริษัทกลัวเพลงนี้” เจสันเล่า “ตอนเพลง Burnin’ It Down ก็เหมือนกัน ใครๆ ก็หวั่นใจเพราะมันป๊อปมาก  แต่ทุกครั้งที่เราลุกขึ้นมาทำอะไรแหวกแนว ส่วนมากผลที่ตามมาจะยิ่งใหญ่เสมอครับ ผมไม่มีวันจะถอยกลับเข้ามุมหรอกนะ”

 

 

 

 

 

 

Story by: Richard L. Eldredge
Photos by: Joseph LLanes
Translated by: Sutthimas R.