jets (3)

 

หากพูดถึงวงดนตรีที่ชื่อ Jetset’er ขึ้นมา แฟนเพลงยุคเก่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วคงจะถึงซาวนด์ดนตรีโซลอันจัดจ้าน ผสมผสานความเป็นดิสโก้และฟังกี้อยู่เนืองๆ หากนึกไม่ออกลองเสิร์ชหาเพลงจากอัลบั้ม The Album และ Nude ฟังดู ซึ่งความสำเร็จอย่างล้นหลามจากเพลงรักในดวงใจของใครหลายคนอย่าง จูบ ก็ทำให้พวกเขามีโอกาสได้เข้ามาทำงานอัลบั้มชุดที่ 3 ที่ใช้ชื่อว่า Jet’s กับค่ายแกรมมี่ หลังจากนั้นหลายคนมองว่าเพลงของ Jetset’er มีความป๊อปขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เพลงป๊อปที่ว่าก็ฮิตไปทั่วทุกสารทิศเช่นกันไม่ว่าจะเป็น น้ำผึ้งพระจันทร์, Sense, เซียนตัดเซียน การพูดคุยกับสมาชิกทั้ง 4 คนของ Jetset’er ทั้ง ที – พิพิธพล พุกกะณะสุต (ร้องนำ), โอ – ทฤษฎี สีม่วง (กีตาร์), เอ็ดดี้ – ญาณวุฒิ จรรยหาญ (กลอง) และ หมู – วรพจน์ วิศรุตนาถ (เบส) ในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการไขข้อข้องใจว่าพวกเขาจะไม่กลับไปทำเพลงในรูปแบบเดิมแล้วจริงหรือ แล้วเส้นทางในวงการดนตรีที่พวกเขาเลือกเดินต่อไปนั้นจะเป็นเช่นไร ไปฟังจากปากพวกเขากัน

 

ปกติถ้านึกถึง Jetset’er เพลงสไตล์รักโรแมนติกนี่ลอยมาแต่ไกล แต่ทำไม 2 ซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง เธอเก่ง และ คิดถึงเธอ ถึงได้เศร้าขนาดนั้น?
ที : ช่วงหลังๆ พวกเราทำเพลงรักมาตลอด ก็อยากจะลองเปลี่ยนไปเป็นแนวทางอกหักบ้าง แต่จริงๆ แล้ว Jetset’er ก็มีเพลงอกหักมาค่อนข้างเยอะนะครับ แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากเท่าไหร่

อย่างเพลง ตัวคั่นเวลา จากอัลบั้มแรกของพวกคุณ?
เอ็ดดี้ : โห… ยังจำได้ด้วย นานมากแล้วนะนั่น (หัวเราะ) อย่างสตอรี่ของเพลง เธอเก่ง เนี่ย คือพี่โอจะเอาเพลงเร็วไปส่งพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงนี้ ตอนนั้นพวกเรายังอยู่กับค่าย We Records พี่ฟองเบียร์ก็คุยกับพี่โอว่า เขามีอยู่เพลงหนึ่ง พอพี่โอฟังแล้วถึงขั้นอุทานออกมาว่า ห๊ะ! แล้วพอพี่โอเอาเดโมกลับมาให้ที่วงฟัง ทุกคนก็อุทานเหมือนพี่โอเป๊ะ พวกเราก็เลยแก้ตารางปล่อยเพลงใหม่หมด เอาเพลงนี้ขึ้นมาก่อนเลย เพราะมันดีมากจริงๆ

แต่สำหรับซิงเกิ้ลล่าสุด คิดถึงเธอ ก็ดูเป็นอารมณ์เศร้าในอีกรูปแบบหนึ่ง?
โอ: คือหลังจากพวกเราปล่อยเพลง เธอเก่ง ออกมา ผมรู้สึกว่าไหนๆ ก็เศร้าแล้ว ก็เศร้าต่อไปให้มันสุดแล้วกัน ก็เลยเขียนเพลง คิดถึงเธอ ขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาจากประสบการณ์จริงของผมเอง จริงๆ แทบทุกเพลงของ Jetset’er ผมจะเขียนขึ้นมาจากชีวิต สภาพแวดล้อม หรือคนรอบข้างเราเสมอ ผมเชื่อว่าอารมณ์ที่คิดถึงใครสักคนถึงแม้ว่าจะผ่านมานานแล้วมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ก็เป็นอีกอารมณ์ของ Jetset’er ที่ไม่ค่อยได้ยินกันบ่อยๆ ก็ดีเหมือนกันนะ คือคนเราก็ไม่ได้มีแค่อารมณ์เดียวตลอดสักหน่อย จะให้พวกเรามีแต่เพลงรักโรแมนติกฟรุ้งฟริ้งโอ้เบบี้กันทั้งวันทั้งคืนก็คงจะเลี่ยนไปนิด (หัวเราะ)

เชื่อว่าแฟนเพลงยุคแรกๆ ของ Jetset’er หลายคนคงคิดถึงความหวือหวาในเรื่องซาวนด์อย่างที่เราเคยได้ยินจากเพลง เชื่อในตัวฉัน หรือ ฝ่าไฟแดง ที่มีกลิ่นอายของดนตรีโซล, ดิสโก้, ฟังก์ มีเครื่องเป่าแบบจัดเต็ม ไม่คิดจะกลับไปทำเพลงสไตล์นั้นแล้วเหรอ?
โอ : ฟังเลยไหมครับ (หัวเราะ)
ที : ต้องบอกว่าทำมาสเตอริ่งเสร็จแล้วด้วย
โอ : ถ้าคิดถึงเพลงสไตล์ เชื่อในตัวฉัน หรือ ฝ่าไฟแดง ผมเชื่อว่าเพลงเร็วเพลงใหม่ที่พวกเราเตรียมจะปล่อยในช่วงเดือนกันยายนเฟี้ยวกว่า 2 เพลงนั้นอีก อยากให้รอฟังกันครับ ตอนนี้ก็ดื่มด่ำกับความเศร้ากันให้สุดก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยกลับมาลั้ลลากัน

นึกว่าจะทำแต่เพลงจังหวะมีเดียมหรือไม่ก็ช้าๆ ไปเลยแล้วเสียอีก?
โอ : สิ่งที่ Jetset’er เคยเป็น มันก็ยังคงเป็นอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องกลายพันธุ์บ้าง พัฒนาการบ้าง หรืออะไรก็ตามแต่ มันแล้วแต่มุมมองของคน ผมเชื่อว่าพันธุกรรมของ Jetset’er ทั้ง 4 คนยังเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวสมองและความคิด เพียงแค่เราจะหยิบมันออกมาแสดงให้เห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

jets (4)

 

ใช่… เพราะหลายคนมองว่า Jetset’er ทำเพลงป๊อปกว่าแต่ก่อนเยอะ?
โอ : เรื่องจริงครับ มันเป็นแนวทางที่วงคุยกันตั้งแต่ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับแกรมมี่ เหมือนเป็นการชั่งน้ำหนักกันระหว่างคอมเมอร์เชียลกับศิลปะ ช่วง 2 อัลบั้มแรกที่พวกเราไปแสดงสดในหลายๆ ที่ เราก็เล่นเพลงตัวเองนี่แหละ คนดูก็มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเราในระดับหนึ่ง พวกเรารู้สึกว่าเวลาไปเล่นสดแล้วคนดูมีความสุข เราจะมีพลังในการส่งอารมณ์กลับไปสู่คนดูที่อยู่ด้านล่างมากขึ้น หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มเล่นเพลงคัฟเวอร์บ้างสัก 1-2 เพลง คือถ้ามองในแง่ของการสร้างตัวตนของศิลปิน นี่อาจไม่ใช่วิธีหรือแนวทาง แต่มันสามารถสร้างความสุขให้คนฟังและให้พวกเรา ณ ขณะนั้นได้

อย่างเรื่องพาร์ตดนตรีก็ไม่ซับซ้อนเหมือน 2 อัลบั้มแรก?
โอ : หลายคนคิดว่าพอ Jetset’er มาอยู่แกรมมี่แล้วทำเพลงไม่ซับซ้อนเหมือนเดิม แต่ผมรู้สึกว่าความซับซ้อนสามารถมองได้หลายแง่ เพลงป๊อปดีๆ เพลงหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คอร์ดที่มันหรูหราขนาดนั้น ในความเรียบง่ายมันมีความยากของมันอยู่ ผมเชื่อว่าการทำเพลงอย่างไรให้สื่อสารถึงคนฟังเป็นศาสตร์ที่ลึกกว่าเรื่องของความซับซ้อน ทำอย่างไรให้เพลงลงตัวและกลมกล่อม จุดนี้สิยาก แต่ละวงในบ้านเราก็พยายามหาจุดๆ นี้อยู่ แล้วจุดที่พอดีที่สุดของแต่ละวงก็ไม่เหมือนกันอีก แต่พวกเราคุยกันชัดเจนแล้วว่าเลือกที่จะป๊อปขึ้น เราทำในสิ่งที่รัก มันเป็นความใฝ่ฝันของเรา แต่เราก็ต้องเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่า Jetset’er เป็นวง Pop n’ Soul ป๊อปคือทำอย่างไรให้คนหมู่มากเข้าใจสิ่งที่พวกเราต้องการจะสื่อสาร ส่วนโซลก็คือจิตวิญญาณของพวกเราทั้ง 4 คน

กลับมารอบนี้ดูเหมือนลุคการแต่งตัวจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย?
เอ็ดดี้ : คือพออายุเริ่ม 30 กว่าๆ เวลากระโดดบนเวทีมันจะเริ่มมีปัญหากับพวกข้อเข่า ข้อเท้า จริงๆ ก็คือแก่นั่นแหละ (หัวเราะ) พวกเราก็เลยเปลี่ยนมาใส่รองเท้าสนีกเกอร์กัน ไม่ได้ใส่เอาเท่นะ เป็นเรื่องสุขภาพล้วนๆ แล้วครั้นจะไปใส่สูทเนี้ยบๆ เหมือนเมื่อก่อนก็ดูไม่เข้ากับสนีกเกอร์เลย ก็เลยต้องมีเปลี่ยนบ้าง กางเกงขาจั๊มไหม ให้ดูสบายขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นสูท มีความเป็นทางการอยู่นิดนึง
โอ : ซึ่งก็ได้ PILA Bangkok มาดูแลเสื้อผ้า และ JAN & MAY สำหรับเครื่องประดับ เป็นการบาลานซ์กันระหว่างฟังก์ชั่นกับแฟชั่น… เพิ่งคิดได้เมื่อกี๊เลย (หัวเราะ)

เวลาคิดจะทำเพลงใหม่ ประสบการณ์ 12 ปีในวงการดนตรีทำให้ขั้นตอนในการทำเพลงง่ายขึ้นไหม?
โอ : ถ้าพูดถึงคนมีประสบการณ์ มันก็ควรจะต้องทำง่ายขึ้น แต่ความเป็นจริงคือ ทุกวันนี้พฤติกรรมของคนฟังเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ผมเคยคิดเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วเราต้องแต่งเพลงเพื่อรองรับความรู้สึกของคนหมู่มากหรือความรู้สึกตัวเองกันแน่ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาตั้งแต่อัลบั้มแรกส่วนใหญ่ก็พบว่า เราเขียนเพลงเพื่อรองรับความรู้สึกตัวเองก่อนเสมอ อย่างที่บอกว่าเราแต่งเพลงจากชีวิตจริง เราต้องเล่นไปตลอดชีวิต ถ้าเกิดเล่นโดยที่ไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย ผมว่าไม่ใช่แล้ว แต่ถ้าอย่างน้อยเรารู้สึกกับเพลงตัวเอง หรือเพื่อนๆ ในวงรู้สึก มันก็น่าจะมีคนรู้สึกเหมือนกับเราบ้าง ก็ถือเป็นกำไรชีวิตที่เวลาไปเล่นแล้วมีคนอิน มีความสุข หรือแม้แต่ร้องไห้ไปกับเพลงของพวกเรา
เอ็ดดี้ : บางทีรู้เยอะก็คิดเยอะ เหมือนนักฟุตบอลที่เจนสนาม เขาจะรู้ทันทีว่าเกมนี้จะออกมาในรูปแบบใด อย่างผมกับพี่โอชอบใช้คำเก่ามากๆ ถ้าเป็นไปได้อยากใส่เหลือเกินพวกคำว่า ฤดี ฤทัย เนี่ย แต่ด้วยความที่พวกเราอยู่มานาน เรารู้ว่าสมัยนี้มันไม่ได้ แค่คำว่าดวงใจก็หาจังหวะเสียบเข้าไปยากจะตายอยู่แล้ว จริงๆ ก็ทำได้นะ ถูกใจด้วย แต่ถามว่ามีคนฟังไหม ก็อาจจะน้อย
ที : อย่างผมที่มีหน้าที่สื่อสารกับคนฟังโดยตรง ช่วงแรกๆ เดินร้องธรรมดา ก้มหน้าก้มตาไม่มองใคร ยอมรับว่าการมีประสบการณ์ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้เราควรต้องทำอย่างไร ก็เคยคุยกับพี่ๆ ศิลปินหลายคนที่ผ่านตรงนี้มาเยอะเช่น พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ซึ่งพี่เขาก็แนะนำสิ่งดีๆ ให้ผมเยอะมาก

jets (2)

 

ยอดวิวของซิงเกิ้ล เธอเก่ง ทะลุร้อยล้านวิวไปเรียบร้อยแล้ว ในมุมมองของพวกคุณ “ยอดวิว” เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของศิลปินได้มากน้อยแค่ไหน?
โอ : ถ้ามองในแง่ธุรกิจ การที่ยอดวิวถึงร้อยล้านก็เป็นหลักการันตีได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะความรู้สึกถึงความสำเร็จของแต่ละคนเงื่อนไขมันไม่เหมือนกัน เมื่อก่อน Jetset’er ทำเพลงออกมาได้ 1 ล้านวิวก็ฟินแล้ว (หัวเราะ) ยอดวิวเป็นตัวชี้วัดได้ในระดับหนึ่งว่ามีคนให้ความสนใจกับเพลงๆ นั้น แล้วก็เป็นเพลงที่มีคุณภาพระดับหนึ่ง สามารถสื่อไปถึงความรู้สึกคนฟังได้ ทีนี้สิ่งที่จะชี้วัดความสำเร็จต่อไปมันก็มีอย่างอื่นอีก การเล่นสดก็อีกเรื่อง หรือคุณทำหน้าที่ตรงนั้นได้เต็มศักยภาพหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องเช่นกัน มันเป็นแค่สิ่งที่ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจน เมื่อก่อนก็วัดจากยอดขายเทปหรือซีดี ยอดสตรีมมิ่งบนคลื่นวิทยุ คือก็ดีใจแหละที่ได้ยอดวิวเยอะ แต่ขอไม่ยึดติดกับมันดีกว่า
หมู : สิ่งสำคัญคือเวลาพวกเราเล่นสดก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้คนดูหรือคนที่จ้างเราไปเล่นรู้สึกประทับใจให้ได้

เพลงรักที่ดีสำหรับพวกคุณต้องเป็นอย่างไร?
หมู : เพลงรักมีหลายแบบ เนื้อหาที่เข้มข้น สามารถบรรยายถึงบรรยากาศได้ สามารถดึงคนฟังให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นหรือเรื่องราวนั้นๆ ได้
เอ็ดดี้ : อย่างที่พี่หมูว่าแหละครับ อย่างเช่นเพลง จูบ, น้ำผึ้งพระจันทร์, เธอเก่ง หรือแม้แต่ คิดถึงเธอ มันเป็นเพลงที่เราฟังปุ๊บ เราสามารถหลับตาแล้วเห็นภาพว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เพลงกำลังบรรเลงอยู่ มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกว่า เนื้อเพลงจะต้องพรรณนาประมาณนี้ ดนตรีจะต้องเป็นแบบนี้ แต่มันคืออะไรก็ได้ที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเราอินไปกับมัน
ที
: อาจไม่จำเป็นจะต้องมีคำว่ารักอยู่ในเพลงก็ได้ สำหรับผมจะชอบทางคอร์ดและเมโลดี้ที่สวยงาม เนื้อหาอาจจะพูดถึงความรักหลายๆ รูปแบบก็ได้ แต่ถ้าเมโลดี้ช่วยส่งเสริมด้วย มันจะทำให้เพลงรักเพลงนั้นตราตรึงและกลายเป็นที่จดจำ
โอ : ผมขอพูดในเชิงเทคนิคของคนทำเพลงละกันนะครับ อย่างที่พี่หมูกับพี่เอ็ดดี้บอก เนื้อเพลงควรเล่าเรื่องให้คนฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจไม่พอต้องรู้สึกด้วย พอรู้สึกปุ๊บ ทำนองที่สวยงามที่มันแมตช์กันพอดีก็จะยิ่งส่งเสริมเพลง รวมถึงการเรียบเรียง ก็จะเป็นเรื่องของภาพรวมหรือบรรยากาศของเพลงที่แต่ละศิลปินจะทำให้เพลงๆ หนึ่งออกมาสมบูรณ์แบบ

เป้าหมายในการเล่นดนตรีตอนนี้เมื่อเทียบกับตอนอัลบั้มแรกแตกต่างกันไหม?
โอ : พวกเราถึงความฝันตั้งแต่ได้ออกอัลบั้มแรกแล้ว เป้าหมายตอนนี้ผมเชื่อว่าไม่ต่างจากจุดเริ่มต้น พวกเรายังอยากมีอัลบั้ม ยังอยากทำเพลงในสไตล์ เชื่อในตัวฉัน หรือ ฝ่าไฟแดง ซึ่งก็ได้ทำแล้ว และมันก็เป็นไปในทิศทางอย่างที่เราหวัง Jetset’er ฝ่าฟันสิ่งต่างๆ นานามาด้วยกัน เจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ ถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันทำให้พวกเรามีภูมิคุ้มกัน โชคดีที่ตอนนี้พวกเราทั้ง 4 คนยังอยู่ด้วยกัน มีทีมที่ดี มีคนสนับสนุนที่ดี มีความสุขกับสิ่งที่ทำ ยังอยากแต่งเพลงและออกไปเจอแฟนเพลงเหมือนเดิม
ที
: เหมือนกับว่าช่วงแรกๆ ที่เราไปเล่นคอนเสิร์ต เราทำเพื่อตัวเราเอง สนุกกันเอง ยังไม่ได้นึกถึงคนฟังมากนัก ถึงวันนี้รู้สึกว่า เวลาพวกเราทำผลงานขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง เล่นคอนเสิร์ตสักครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้มันทำให้คนหลายๆ คนได้รับความสุขกลับไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอนนี้เราจะทำให้แฟนเพลงทุกคนของ Jetset’er มีความสุขด้วย

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.
Special Thanks: White Music