major-lazer-bb16-2017-fea-jkdl-billboard-1500

บ่ายร้อนๆ ในเดือนพฤษภาคมที่ไมอามี่ ชายหนุ่ม 3 คนจากวง Major Lazer ได้มานั่งรวมตัวกันที่ร้านอาหารซีฟู้ดใกล้ท่าเรือชื่อ Garcia’s รับประทานอาหารกลางวันกับเมนูอย่างหอยสังข์ชุบแป้งทอด ปลามาฮิมาฮิย่างข้าวที่เสิร์ฟพร้อมกล้วย ดิปโพล หรือ เวสลีย์ เพนตซ์(แต่ทุกคนเรียกเขาว่า ‘เวส’) ดูจะถูกใจรูปการ์ตูนของพะยูนที่ถูกวาดไว้บนผนังเป็นพิเศษ ดูจากที่เขายืนถ่ายรูปกับมันอยู่เป็นเวลานาน “ผมรักพะยูน!” เขากล่าว “ผมมีรอยสักรูปพะยูนด้วย พวกมันยอดเยี่ยมที่สุด”

หากถามถึงสถานที่ที่เหมาะกับจิตวิญญาณของ Major Lazer ก็คงเป็นไมอามี่อย่างแน่นอน เมืองที่อยู่บนทางแยกระหว่างสหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา และทะเลแคริบเบียน ชีพจรของเมืองเต้นตรงจังหวะกับสไตล์ของ Major Lazer ด้วยลูกผสมของความเป็นแดนซ์ฮอลล์ ฮิปฮอป อีดีเอ็ม และเรกเกตัน ซึ่งแนวเพลงที่พูดมาเราสามารถได้ยินจากรถที่ขับผ่านมาได้เรื่อยๆ ดิปโพล สมาชิกผู้ก่อตั้งวง เคยเข้าเรียนโรงเรียนที่เหนือชายฝั่งทะเลขึ้นไปในฟอร์ตลอเดอร์เดล ในรัฐฟลอริด้า สถานที่ที่ทำให้เขาหลงรักเพลงเร็กเก้ เมทัล และไมอามี่เบส ส่วน วอลชี ไฟร์ เอ็มซีหลักและดีเจคนที่สองของวง เติบโตมาในจาไมก้า แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวัยเด็กรวมถึงปัจจุบันในไมอามี่ ในขณะที่สมาชิกดีเจคนสุดท้าย จิลเลียนแนร์ มาจากประเทศตรินิแดดและอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก แต่ตอนนี้เขากำลังเตรียมตัวย้ายมาไมอามี่ “ผมรักที่นี่” ดิปโพลในวัย 38 กล่าว “8 ปีที่แล้วผมย้ายมาอยู่แอลเอ แต่ถ้าผมรู้ว่ามาอยู่ไมอามี่แล้วจะให้ผลดีกว่าผมคงจะย้ายมาที่นี่แทน”

ช่วงนี้ดิปโพลกัดผม ผมของเขาเป็นสีขาวและยาวพอที่จะรวบจุกได้ เป็นเรื่องที่สร้างความตกใจให้แฟนคลับสาวๆ ของเขา “ผมไปเวกัส และผู้ชายทุกคนที่ผมเจอหน้าตาเหมือนกันหมด” เขาอธิบาย “ดีเจทุกคนแต่งตัวเหมือน The Chainsmokers เพราะอย่างนั้นผม เลยคิดว่าการให้อิสระกับสไตล์ของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ นั่นเป็นสิ่งที่เดวิด โบวี่ทำทุกๆ 4 เดือน เขาจะแปลงร่างจนเหมือนเป็นคนใหม่เสมอ”

major-lazer-bb16-2017-feat-vvfr-billboard-1240

วอลชี (ชื่อจริงของเขาคือ เลห์ตัน พอล วอลช์) ในวัย 34 ปีมีบุคลิกที่ดูอบอุ่นและช่างเจรจา แตกต่างกับจิลเลียนแนร์ (คริสโตเฟอร์ ลีคอก) อย่างสิ้นเชิง เขาเป็นชายวัย 39 ที่ดูสงวนท่าทีและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันนี้เหล่าดีเจแห่ง Major Lazer ทั้งสามตระเวนไปทั่วโลกด้วยตัวเองเพื่อรักษาความหลากหลายในการทำงาน อย่างจิลเลียนแนร์ก็เปิดค่ายเพลงของตัวเอง Feel Up Records จัดทัวร์ปาร์ตี้สไตล์งานเทศกาลที่ชื่อว่า Chicken & Beer และเขายังเป็นเจ้าของร้านอาหารแนวแคริบเบียนในบรูคลินชื่อ Pearl’s Bake and Shark ในขณะที่วอลชีก็จัดงานปาร์ตี้ในไมอามี่ทุกอาทิตย์ ชื่องานว่า Rum and Bass มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังอยู่ในขั้นตอนการทำอัลบั้มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการทัวร์หมาดๆ ในแอฟริกา

ส่วนด้านดิปโพลและทีมบริหารก็ยังดูแลค่ายเพลงอินดี้ของเขา Mad Decent ซึ่งเป็นค่ายที่รับผิดชอบการปล่อยเพลงของ Major Lazer รวมไปถึงเพลงฮิตของวง Jack U และดีเจดิลลอน ฟรานซิส นอกจากนี้ดิปโพลยังจัดทัวร์คอนเสิร์ตงานเทศกาลดนตรีหน้าร้อนประจำปี Mad Decent Block Party หรือถ้ามีเวลาก็ไปเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินแนวหน้าอย่างบียอนเซ่หรือมาดอนน่า แถมเขายังผันตัวไปเป็นนักลงทุนที่รอบรู้ในบางเวลา เลือกลงเงินกับบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีอย่าง Snapchat หรือ Tesla และบางครั้งก็ขยับไปทำซีรี่ส์ทีวีด้วย โดยตอนนี้เขาทำอยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ What Would Diplo Do? ฉายบนช่อง Vice ที่ได้เจมส์ ฟาน เดอร์ บีค มาเป็นตัวนำ และรับบทของดีเจโปรดิวเซอร์ และรายการแข่งขันที่ทางช่อง NBC เพิ่งให้ไฟเขียวในการผลิตไป ซึ่งเนื้อหาของรายการจะครอบคลุมการที่ดิปโพลเข้ามาช่วยนักร้องที่มีประสบการณ์กลับมาทำอาชีพนี้อีกครั้ง

วันนี้ทีม Major Lazer ดูเหนื่อยล้ากันพอสมควร น่าจะเป็นผลจากการที่คืนก่อนหน้าพวกเขาต้องแสดงโชว์แบบไพรเวทบนหาดที่ห่างไกลให้กับบริษัท Bacardi ซึ่งพวกเขาได้ทำสัญญาเพื่อโปรโมทเหล้ารัมพร้อมกับซิงเกิ้ลใหม่แนวแดนซ์ฮอลล์ Front of the Line ได้นักร้องแนวโซก้าที่โด่งดังอย่าง มาเชล มอนทาโน่ และศิลปินสุดฮิตจากจาไมก้าอย่าง Konshens มาร่วมด้วย โดยเพลงดังกล่าวมาจากอัลบั้มอีพีใหม่ของเหล่าดีเจหรือ Know No Better ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 6 เพลง และมีศิลปินมากหน้าหลายตามาร่วมฟีทเจอริ่งทั้งแร็ปเพอร์อย่าง ทราวิส สก็อตต์ และ Quavo ไปจนถึง คามิลล่า คาเบลโล และ ฌอน พอล ส่วนสไตล์การหมุนแผ่นก็หลากหลายมาก ตั้งแต่แนวทรอปิคอลเฮ้าส์ เรกเกตัน EDM และแอโฟรบีท “ทำงานกับเหล้ารัมมันง่าย” จิลเลียนแนร์พูดขึ้นเมื่อสบโอกาส “เพราะมันเข้ากับไลฟ์สไตล์ของพวกเรา คุณคงเคยเห็นบางคนถ่ายโฆษณากับรถคาดิลแลค แต่มันไม่เข้ากับพวกเขาเลย”

สำหรับดิปโพล ความได้เปรียบของการทำสัญญาครั้งนี้อยู่ที่การทำแผนโปรโมทเพลง ดีเจหนุ่มชี้ว่า ถ้าออกมานอกจาไมก้าเพลงสไตล์แดนซ์ฮอลล์ก็มีคนชอบที่เฉพาะกลุ่มมาก ดังนั้นหากมีข้อได้เปรียบจากงบการตลาดของ Bacardi เข้ามาเสริม เพลงนี้อาจจะพอสู้กับคนอื่นบนระบบสตรีมมิ่งได้ และจะทำให้เพลงถูกเปิดในวิทยุแน่นอน การทำสัญญาพิเศษที่ชาญฉลาดแบบนี้ทำให้พวกเขาส่ง 7 ซิงเกิ้ล ขึ้นไปติดชาร์ต Billboard Hot 100 ตั้งแต่ Lean On (ได้ DJ Snake และนักร้องชาวเดนิช MØ มาร่วมฟีทเจอริ่ง ทำให้เพลงนี้ไต่อันดับขึ้นไปถึงท็อป 5 แถมยังติดชาร์ตทั่วโลก และมียอดวิวในยูทูปกว่า 2 พันล้านครั้ง) และ Cold Water ที่ได้จัสติน บีเบอร์ และ MØ มาร่วมทีม ทำให้ขึ้นชาร์ตไปอย่างง่ายดาย ซึ่งก็น่าจะเป็นผลจากฝีมือของเอ็ด ชีแรน ที่มาร่วมแต่งเพลงด้วย

justin-bieber-and-diplo-april-2016-a-bb16-2017-billboard-1548

“มันเป็นเรื่องของการเจอเสียงแนวใหม่ๆ และรู้ว่าสไตล์แบบใดที่กำลังเจ๋งอยู่ตอนนี้” MØ กล่าวระหว่างพูดถึงสูตรความสำเร็จของ Major Lazer “หากคุณจับพวกเขามารวมตัวกัน คุณจะสามารถผลักดันเพลงไปได้อีกระดับ”

หลังพระอาทิตย์เลือนขอบฟ้าบนเกาะเวอร์จิเนียคีย์ไปได้ราว 1 ชั่วโมง พวกเขาก็ขึ้นแสดงในงานของ Bacardi พร้อมยูนิฟอร์มเสื้อเบสบอลสีขาวเหมือนกันทั้ง 3 คน และเริ่มต้นโชว์ด้วยเพลง Front of the Line มีวอลชีคอยกระตุ้นให้คนดูตื่นเต้นด้วยการพูดใส่ไมค์ว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่านี่เป็นเพลงใหม่ของ Major Lazer ทุกคนเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายสแนปแชทไว้เร็ว!” พวกเขาใช้การแสดงครั้งนี้เพื่อทดสอบวัตถุดิบใหม่ ทั้งเพลงของตัวเองและเพลงรีมิกซ์ เพื่อจะได้รู้ว่าเพลงใดเหมาะกับงานเทศกาล Major Lazer มักจะทบทวนสไตล์เพลงและแผนการโปรโมทโดยดูจากข้อมูลของ Spotify หรือ Apple Music เสมอ โดยมีคนที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวทางการทำงานของพวกเขาไปมาก เช่น เดรก และ คานเย่ เวสต์ปีที่แล้ว Major Lazer วางแผนจะปล่อยอัลบั้มในช่วงต้นปี 2017 แต่ตอนนี้พวกเขาตั้งใจจะปล่อยซิงเกิ้ลแบบเรื่อยๆ ไปตลอดปี อันที่จริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ทำอัลบั้มอีกเลย “ผมเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นการทำซิงเกิ้ลแล้ว เพราะไม่มีใครอยากจะซื้ออัลบั้มของเรา” ดิปโพลกล่าว “แพลตฟอร์มที่เหมาะกับเพลงของพวกเราคือระบบสตรีมมิ่ง สมัยนี้ทุกคนควบคุมสิ่งที่ตัวเองต้องการจะฟังได้ ถือว่าเข้าทางพวกเราพอดี” โดยอัลบั้มสุดท้ายของดีเจทั้งสามออกมาตอนปี 2015 ชื่อว่า Peace Is the Mission ซึ่งข้อมูลจาก Nielsen เผยว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากการสตรีมและดาวน์โหลดเพลง Lean On

ตั้งแต่เริ่มต้น Major Lazer ก็ทำเพลงโดยคำนึงถึงความเข้าใจในผู้บริโภคเสมอ นั่นคือปัจจุบันนี้เพลงป๊อปเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก การเริ่มต้นทำเพลงของดิปโพลเกิดขึ้นในปี 2007 พร้อมเพลง Paper Planes ของ M.I.A. แร็ปเพอร์ชาวศรีลังกาที่เกิดและโตในลอนดอน ซิงเกิ้ลดังกล่าวกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตและกลายเป็นนิยามของดนตรีในช่วงปี 2000 ซึ่งวงการเพลงก็ยังพยายามตามให้ทันซาวนด์แนวนี้อยู่ และเป็นที่ไมอามี่นี่เองที่ Major Lazer มอบหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเพลงป๊อปนั้นไร้พรหมแดน โดยหลักฐานที่ว่ามาในรูปแบบของซิงเกิ้ล Despacito เพลงฮิตสไตล์เรกเกตันของหลุยส์ ฟอนซี และ แดดดี้ แยงกี้ ซึ่งร้องด้วยภาษาสเปนเป็นหลัก เวอร์ชั่นรีมิกซ์ที่ได้เสียงของจัสติน บีเบอร์มาร่วมแจมจุดที่ชาญฉลาดคือพวกเขามิกซ์เพลงโดยใช้แนวทางแบบต้นฉบับเป็นหลัก หรือจะดูตัวอย่างจากอีกเพลงท็อปชาร์ตอย่าง Shape of You ของเอ็ด ชีแรน ที่ใช้จังหวะแบบแอฟริกันตะวันตก ทำให้เห็นว่า Major Lazer มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่าซาวนด์แนวแอโฟรป๊อปจะกลายมาเป็นเทรนด์ฮิต

major-lazer-bb16-2017-feat-ykea-billboard-1240

คามิลล่า คาเบลโล มีมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับความเป็นสากลในแนวทางของ Major Lazer “ฉันกำลังคิดถึงเรื่องที่อัลบั้มอีพีของพวกเขามีศิลปินมาฟีทเจอริ่งด้วยมากมาย” เธอกล่าว ด้านดิปโพลก็ประมาณจำนวนไว้ที่ “ราว 20 เพลงได้” “พวกเขามีเพลงกับ Anitta (นักร้องชาวบราซิล) และ J Balvin (นักร้องชาวโคลอมเบีย) เวลาทำงานพวกเขาจะไม่ได้นั่งหาหรือดึงสิ่งต่างๆ มาใช้จากอินเทอร์เน็ตระหว่างทำตัวชิลๆ อยู่ในแอลเอหรอก แต่พวกเขาจะลงพื้นที่ไปทั่วโลกเพื่อดูว่าดนตรีส่งผลกระทบต่อคนแต่ละพื้นที่อย่างไร เช่นดูว่าแนวเรกเกตันส่งผลกับชาวโคลอมเบียหรือไม่ หรือแนวแดนซ์ฮอลล์และเร็กเก้ส่งผลต่อคนในคิงส์ตันอย่างไร พวกเขาศึกษามัน”

หลังการแสดงสำหรับ Bacardi จบลง ดิปโพลก็ไป “สังสรรค์กับสาวๆ กลุ่มหนึ่ง” ก่อนจะกลับมารวมทีมกับเพื่อนในวงสำหรับอาฟเตอร์ปาร์ตี้สไตล์แดนซ์ฮอลล์ ซึ่งเขาก็ฮอตจัดถึงขนาดโดนลากขึ้นไปบนเวทีและยุให้ออกลีลาเต้นให้คนดู “ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผมเป็นชายผิวขาวคนสุดท้ายที่ยังยืนได้อยู่ในงานนั้น” เขาพูดขึ้น “ส่วนวอลชีเมายับ” เพื่อนร่วมวงของเขาหัวเราะ อธิบายต่อว่าเพราะมันเป็นการแสดงในบ้านของพวกเขา “มีหลายคนที่ผมอยากจะกลับไปสังสรรค์ด้วย!”

หากศิลปินคนใดมีประสบการณ์การขึ้นแสดงในที่ที่ไม่ค่อยได้ต้อนรับศิลปินเบอร์ใหญ่ นั่นคงเป็น Major Lazer แน่นอน ในปี 2016 พวกเขาเคยขึ้นแสดงต่อหน้าคนครึ่งล้านในฮาวาน่า ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในสารคดี Give Me Future ที่จะฉายรอบพรีเมียร์ในเทศกาล Sundance ในปีนี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะเป็นวงใหญ่วงเดียวที่กลับมาขึ้นแสดงในแถบแคริบเบียน ลาตินอเมริกา และเอเชียตอนใต้อยู่เรื่อยๆ ที่น่าปลื้มใจคือกลุ่มคนดูที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกครั้ง ก่อนหน้านี้ดิปโพลและวอลชีเพิ่งใช้เวลา 10 วัน ในการขึ้นแสดงที่แอฟริกา พวกเขาขึ้นโชว์ในฐานะ Major Lazer และแสดงในไนจีเรีย เคนย่า เอธิโอเปีย แอฟริกาใต้ และรวันดา “มันเป็นโชว์ที่ดีมากๆ” วอลชีพูดขึ้น พร้อมเสริมว่ามีคนดูกว่าพันคนและพวกเขารู้จักทุกเพลงที่เล่น “มันแปลกที่จะคิดว่าไม่ค่อยมีศิลปินวงอื่นมาจัดการแสดงที่นี่บ้าง”

major-lazer-bb16-2017-feat-zlgu-billboard-1240

การเดินสายไปทั่วโลกเป็นเรื่องปกติของดิปโพลที่มีการแสดงที่เวกัสทุกอาทิตย์และเพื่อนร่วมวงของเขา หากลองนับจำนวนโชว์ที่เขาต้องทำ รวมทั้งของ Major Lazer และโชว์เดี่ยวของตัวเองดิปโพลจะมีโชว์ที่ต้องขึ้นถึง 300 โชว์ต่อปี “วอลชีน่าจะมีมากกว่าผมประมาณ 5-10 โชว์ต่อปี” เขากล่าว “บางทีผมก็ต้องกลับบ้านช่วงวันจันทร์” เมื่อใดที่ขาของดิปโพลแตะพื้นดินของลอสแอนเจลิส เขาต้องปรับโหมดไปเป็นคุณพ่อให้ลูกชาย 2 คนของเขา (ล็อกเก็ตวัย 6 ขวบ และเลเซอร์วัย 2 ขวบ) นอกจากนั้นเขายังสร้างวิลล่าและรีสอร์ทในพื้นที่นอกเมืองจาไมก้าหรือ Portland Parish ซึ่งเขาวางแผนไว้ว่าจะเป็นที่ที่เอาไว้ใช้เวลากับลูก “ผมพยายามจะทำให้มันเสร็จก่อนผมจะอายุ 40 ปี”

จุดเริ่มต้นของ Major Lazer เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในตอนที่ดิปโพลพร้อมเพื่อนสายโปรดักชั่นและบีทเมคเกอร์ สวิทช์เหลือเพลงในคลังเยอะหลังจากทำอัลบั้มให้ M.I.A. ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Arular และตามด้วย Kala พวกเขาจับศิลปินแนวแดนซ์ฮอลล์ Vybz Kartel มาฟีทเจอริ่งในเพลง Pon de Floor และยังเติมเชื้อให้เพลง Run the World (Girls) ของบียอนเซ่ โดยจิลเลียนแนร์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ตอนเริ่มแรก เพราะเขาเป็นคนพาคู่ดูโอ้ไปเล่นเพลงในปาร์ตี้ที่ตรินิแดด หลังจากนั้นก็มีเอ็มซีหลายคนแวะเวียนเข้ามาในวง ก่อนวอลชีจะปรากฏตัวขึ้นในปี 2012 โดยมาจากทีมงานเพลงแดนซ์ฮอลล์ Black Chiney

majer-lazer-bb16-performance-may-2017-billboard-1548

หลังมื้อเที่ยง Major Lazer กระโดดขึ้นรถเอสยูวีสีดำและมุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Pérez เพื่อไปชมการจัดแสดงงานศิลปะในศตวรรษที่ 20 ของศิลปินชาวจาไมก้า จอห์น ดังค์ลีย์ โดยจิลเลียนแนร์ ผู้มีเส้นสายในวงการศิลปะได้ส่งข้อความหาเพื่อนที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้จัดเตรียมการเข้าชมของทุกคนในทีม ด้านดิปโพลที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของพิพิธภัณฑ์ก็เดินนำหน้าไปยังแกลเลอรี่บนชั้น 2  จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปดูงานศิลปะตามที่ต่างๆ ในห้อง วอลชีดูชอบใจรูปชายแก่ผิวขาวที่กำลังเล่นเทนนิสเป็นพิเศษ “ดูเหมือนทรัมป์เลย” เขาพูดพลางหัวเราะ

ดีเจทั้งสามมีตารางงานที่แน่นมาก ถัดจากนี้พวกเขามีคิวขึ้นแสดงในแทมปา รัฐฟลอริด้าต่อในช่วงเย็น และวันถัดมาพวกเขาก็ต้องไปโชว์ตัวที่บอสตัน แต่ก่อนที่พวกเขาจะโดดขึ้นรถเอสยูวีเพื่อไปต่อ ดิปโพลอยากแวะดูของในร้านกิฟท์ช็อปเสียหน่อย “ผมไม่เคยได้ไปช็อปปิ้งในที่ที่มีของดีเลย” เขาพูดขึ้นขณะเลือกของขวัญให้ลูกชาย โดยที่ได้มาคือตุ๊กตาหมีที่สามารถตกแต่งได้ตามใจ และหนังสือศิลปะอีกตั้งใหญ่สำหรับเอาไปไว้ในห้องสมุดที่บ้านในจาไมก้า พร้อมส่งท้ายด้วยการถ่ายรูปกับวัยรุ่นที่มาขออย่างร่าเริง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเพื่อนร่วมวงอีก 2 คนอยู่ข้างกาย ดิปโพลก็ดูกลมกลืนไปกับฝูงชนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ อย่างเขา “คนส่วนใหญ่ที่ชอบพวกเราจะค่อนข้างชิล” ดิปโพลพูดพร้อมหัวเราะ “เพราะพวกเราแก่ไป 10 ปีที่จะเป็นบอยแบนด์”

หลังจากเติมพลังด้วยกาแฟและจ่ายเงินค่าหนังสือแล้ว เขาก็รวมทีมของเขาขึ้นรถไปเพื่อออกเดินทางไปยังอีกจุดหนึ่งบนโลกอีกครั้ง

Story by: Jonathan Ringen
Photos by: Austin Hargrave
Translated by: Aphichaya T.