OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เป็นเวลา 2 ปีเต็มนับจากซิงเกิ้ลแรกในชีวิตของ ภูมิ วิภูริศ อย่าง Adore ได้ออกมาโลดแล่นในวงการเพลงบ้านเรา กับความรู้สึกแรกครั้งที่ยังไม่ทราบว่าเจ้าของบทเพลงดังกล่าวเป็นใครมาจากไหน ก็คิดไปเองต่างๆ นานาว่า นี่คงเป็นผลงานจากศิลปินอินดี้สากลสักคนที่เราเพิ่งมีโอกาสได้ทำความรู้จักเสียกระมัง กลับกลายเป็นว่า เขาคือศิลปินสัญชาติไทยวัยเพียง 21 ปีที่มาพร้อมน้ำเสียงในโทนทุ้มต่ำ และมีความแหบแบบ distortion อยู่เนืองๆ กับซาวนด์ที่เจือจางกลิ่นอายของความเป็นอินดี้โฟล์คอยู่อย่างเต็มเปี่ยมต่างหากเล่า เวลาล่วงเลยไปพร้อมซิงเกิ้ลที่เขาปล่อยออกมาเป็นระยะ วันนี้หนุ่มน้อยคนนี้มีอัลบั้มเต็มชุดแรกเป็นที่เรียบร้อยกับ Manchild

จากบทสนทนาอย่างจริงจังระหว่าง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ กับ ภูมิ วิภูริศ เมื่อปีที่แล้วทำให้เราทราบว่า เขาก้าวเข้าสู่โลกแห่งเสียงดนตรีตั้งแต่เด็กจากเสียงเพลงหลากหลายแนวที่แม่ของเขาเปิดให้ฟัง หลังจากนั้นเขาก็มีโอกาสไปเปิดโลกทัศน์ทั้งทางด้านการใช้ชีวิตและสรรพเสียงแห่งดนตรี ณ เมืองแฮมิลตัน ประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่อายุ 9 ปี ก่อนจะซื้อกีตาร์ตัวแรกและเริ่มอัดคลิปคัฟเวอร์เพลงลงยูทูปในเวลาต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่เมื่อ ภูมิ ตัดสินใจจะทำเพลงของตัวเองและสื่อสารในสิ่งที่เขาจะเล่าผ่านเนื้อร้องภาษาอังกฤษทั้งหมด

PhumViphurit_manchild_AlbunCover

 

เรื่องราวในอัลบั้ม Manchild ซึ่งใช้เวลาถึง 3 ปีในการทำเพลงเปรียบเสมือนการหวนรำลึกไปถึงช่วงเวลาที่เขาร่ำเรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์ การจากลาจากพื้นที่ตรงนั้น และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนบ้านเกิดของเขาอย่างเมืองไทย โดย ภูมิ รับหน้าที่แต่งเนื้อร้องและอัดเสียงกีตาร์อะคูสติกด้วยตนเองทั้งหมด อีกทั้งยังร่วมเรียบเรียงเพลงและโปรดิวซ์กับ แรต แทริเยร์ ก่อเกิดเป็น 9 แทร็คในอัลบั้มที่บ่งบอกตัวตนของชายหนุ่มที่ชื่อ ภูมิ วิภูริศ ได้ชัดเจนเป็นที่สุด

เปิดหัวอัลบั้มด้วยกรู๊ฟสนุกๆ จากแทร็คที่มีชื่อว่า Strangers in a Dream ที่ตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ลเมื่อปีที่แล้ว กับเนื้อหาโรแมนติกเล็กๆ ที่ ภูมิ ชักชวนคนฟังก้าวสู่โลกแห่งความฝันที่แสนสวยงามและสามารถทำหรือเป็นอะไรก็ได้แม้แต่ราชาและราชินีก็ตาม ยืนพื้นด้วยการตีคอร์ดจากกีตาร์อะคูสติก บวกกับลีดกีตาร์ไฟฟ้าที่เล่นตัวโน้ตน้อยๆ เบสหนึบๆ คุมตลอดเพลง ท่อนโซโล่ฟังแล้วมีโยกตามด้วยความอารมณ์ดีแน่ๆ Run อีกหนึ่งแทร็คที่หลายคนคงได้ฟังกันแล้วกับกลิ่นอายดนตรีโฟล์คแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กระเดื่องย้ำๆ ทำเอาเราย่ำเท้าไปตามจังหวะ ฟังแล้วพร้อมจะฝังความเศร้าเสียใจลงดิน และออกวิ่งไปพร้อมกับส่งเสียงร้องเพลงอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

 

ผ่อนอารมณ์ด้วยเพลงจังหวะเนิบช้าติดกัน 2 เพลงทั้ง The Art of Detaching One’s Heart และ Trial & Error เพลงแรกได้วง Jenny & the Scallywags มาฟีทเจอริ่ง การโคจรมาเจอกันของ ภูมิ และ เจนนิเฟอร์ แล็คเกรน สามารถเพิ่มมิติความละมุนภายใต้อารมณ์ความสูญเสียในบางสิ่งบางอย่างได้เป็นอย่างดี เสียงเกากีตาร์ในช่วงเวิร์สแรกของ ภูมิ ช่างเหงาและเศร้าเอาการ และเพลงก็ค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้นทางอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งเสียงกีตาร์ไฟฟ้าและคีย์บอร์ดจนไปแตะจุดสูงสุดตั้งแต่ช่วงคอรัสกลางเพลงถึงท่อนฮุกสุดท้าย ในขณะที่เพลงหลังก็เศร้าไม่แพ้กัน มีกลิ่นอายของดนตรีบลูส์จากทั้งสำเนียงกีตาร์และน้ำเสียงของ ภูมิ เอง มีเครื่องสายช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความแตกสลายของจิตใจไปสู่อีกขั้น ก่อนที่ช่วงกลางเพลงจะเพิ่มเติมไลน์กีตาร์ไฟฟ้าหม่นๆ พร้อมท่อนที่ร้องย้ำๆ ซ้ำๆ ว่า ‘My love, where did you go?’ คล้ายๆ กำลังเสพความดาร์คจากเพลงของ เดเมียน ไรซ์ อยู่ประมาณหนึ่ง

Adore มาพร้อมอินโทรของกีตาร์อะคูสติกแสนคึกคัก เมโลดี้ท่อนฮุกติดหูที่พร้อมจะให้คนฟังร้องตามและขยับแข้งขยับขากันอย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับ Paper Throne ที่ก็ยังคงกรู๊ฟชวนโยกเบาๆ เอาไว้อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตัดอารมณ์สู่แทร็คที่ชื่อ Beg ซึ่งถือเป็นเพลงแรกที่ ภูมิ แต่งเอาไว้ตั้งแต่ปี 2013 แม้จะมีเพียงน้ำเสียงของเขากับเสียงสับกีตาร์อะคูสติกอย่างเร่งเร้า แต่กลับเต็มอิ่มไปด้วยฟีลลิ่งอันเข้มแข็ง มีเพียงคำร้องขอว่าให้เธอออกไปจากชีวิตฉันเพียงแค่นั้น ส่วน Long Gone ถือเป็นเพลงที่โดดเด้งออกมาจากแทร็คอื่นในอัลบั้มอยู่พอสมควร ด้วยเสียงสังเคราะห์และเพอร์คัสชั่นในรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาเป็นสีสัน เคยชม ภูมิ เล่นสดเพลงนี้ครั้งหนึ่ง ซึ่งเขานำเอาวิธีการอัดลูปดนตรีซ้ำๆ มาใช้ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบทเพลงที่ชื่อเต็มไปด้วยความย้อนแย้งอย่าง Sweet Hurricane น้ำเสียงของ ภูมิ ในช่วงแรกของเพลงทำให้นึกไปถึง ไมเคิล บูเบล อยู่ไม่น้อย พาร์ตดนตรีอันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเน้นการสร้างบรรยากาศอันโหวงเหวงได้ดีทีเดียว เป็นการปิดฉากอัลบั้ม Manchild อย่างสมบูรณ์ด้วยท่าทีที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของเขา

 

“ดนตรีที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมอยากเรียกมันว่า อัลเทอร์เนทีฟ” หนึ่งในถ้อยคำจาก ภูมิ วิภูริศ เมื่อขวบปีที่แล้วที่ชี้ชัดถึงแนวดนตรีที่เขาหลงใหล กับวงดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ อาทิ Bombay Bicycle Club, Young the Giant, Mac DeMarco ซึ่งส่งผลมาถึงผลงานเพลงที่เต็มไปด้วยความละเมียดในอัลบั้มชุดนี้ แม้ว่าแกนหลักของทุกแทร็คจะมีความเป็นโฟล์คแปะหน้า ทว่าก็สามารถสัมผัสได้ถึงซาวนด์แบบดรีมป๊อป ไลน์กีตาร์ไฟฟ้าที่สอดแทรกเข้ามาเกือบทุกเพลง กรู๊ฟเท่ๆ ของบรรดาเพลงที่มีจังหวะซึ่งเข้าถึงได้ไม่ยาก หากจะเรียกว่าเป็นโฟล์คทางเลือกหรืออัลเทอร์เนทีฟโฟล์คที่มีกีตาร์อะคูสติกเป็นพระเอกคนสำคัญคงจะไม่ผิดนัก

เสน่ห์ทางน้ำเสียงของ ภูมิ วิภูริศ ถือเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นที่น่าพูดถึงเป็นอย่างมาก หากฟังดีๆ จะพบว่าเขามีเร้นจ์เสียงที่ค่อนข้างกว้าง ด้วยโทนอันทุ้มต่ำแต่มีความแหบอยู่ในเนื้อเสียง แต่กับในบางเพลง เสียงเต็มของเขากลับพุ่งสูงในระดับที่น่าประหลาดใจทีเดียว อีกทั้งยังเป็นน้ำเสียงที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในวงการเพลงบ้านเราอีกด้วย

PhumViphurit_Rats

 

ในขณะที่เรื่องเนื้อร้องภาษาอังกฤษที่หนุ่มภูมิรับผิดชอบแต่งด้วยตัวเองทั้งหมดก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เขาเป็นนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางภาษา ไม่ว่าจะบอกรักใครสักคน หรือกำลังจมดิ่งอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก เขามักจะใช้การเปรียบเทียบกับบางสิ่งบางอย่างได้อย่างน่าสนใจ เช่นในเพลง Paper Throne ที่พยายามจะบอกคนฟังว่า เขาจะไม่ยอมคุกเข่ายอมแพ้ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็เปรียบสิ่งๆ นั้นว่าเป็นเหมือนบัลลังก์กระดาษนั่นเอง ทว่าการที่เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูงอาจทำให้คนฟังเข้าใจในสิ่งที่เขาจะสื่อสารได้ไม่ง่ายนัก รวมถึงมู้ดแอนด์โทนของทั้งอัลบั้มค่อนไปในทิศทางเดียวกันจนหลายคนอาจรู้สึกว่ามันเนือยๆ ไร้แรงดึงดูดไปสักหน่อย

แต่ในอีกแง่มุม การค้นพบแนวทางของตนเองได้เด่นชัดขนาดนี้จากเพียงแค่อัลบั้มเต็มชุดแรกก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย และการได้รับรู้เรื่องราวและความรู้สึกตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก กระทั่งค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเหมือนกับชื่ออัลบั้ม Manchild ที่เป็นการผสมระหว่าง 2 คำก็ทำให้มุมมองที่มีต่อการมองโลกที่จะส่งผลต่อผลงานเพลงต่อๆ ไปของ ภูมิ วิภูริศ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองมากทีเดียว

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Rats Records