1975-the-beat-opener-bb6-2016-billboard-650

 

ตอนนั้นเป็นเวลา 11 โมงเช้า ผู้สัมภาษณ์นั่งอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง มองไปยังชายหนุ่มอีกคนที่กำลังเอ็นจอยสเต็กที่อยู่ตรงหน้า เมื่ออิ่มแล้วเขาก็เอาจานไปเก็บในห้องครัว ก่อนที่จะค่อยๆ เดินออกมานั่งที่ห้องรับแขก เมื่อมวนบุหรี่ติดไฟ บทสนทนาจึงเริ่มขึ้น…

ชายหนุ่มคนนี้ก็คือแมตตี้ ฮีลี่ย์ ฟร้อนท์แมนหนุ่มวัย 26 ปีแห่งวงร็อคสัญชาติอังกฤษแท้ที่คนไทยคุ้นกันดีอย่าง The 1975 ส่วนบ้านที่กำลังนั่งสัมภาษณ์กันอยู่นี้เป็นทาวน์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในย่านอีสต์เอนด์ ลอนดอน เป็นบ้านที่แมตตี้ซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หรือจะให้พูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นเงินกำไรจากอัลบั้มของเขาในปี 2013 เป็นปีที่ถือเป็นขาขึ้นของ The 1975 ทั้งได้ติดท็อปชาร์ต ทั้งคำชมมากมายก่ายกองจากนักวิจารณ์เพลง ไปจนถึงเรื่องส่วนตัวของแมตตี้ที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ดารา’ เต็มขั้นหลังจากมีข่าวคู่กับเทย์เลอร์ สวิฟต์ (แมตตี้บอกว่าข่าวลือ) ผู้สัมภาษณ์มองไปรอบห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยของแต่งบ้านวินเทจ และบังเอิญสะดุดตากับหนังสือของ ริชาร์ด ดอว์กินส์ (นักเขียนผู้ไม่เลื่อมใสศาสนา) “สำหรับผม ดนตรีนี่แหละ คือพระเจ้า” แมตตี้บอกกับเรา ท่ามกลางบรรยากาศการให้สัมภาษณ์ที่นิ่งและเย็นราวกับคลาสบำบัดจิต

คนอังกฤษรู้จัก The 1975 มานานกว่าใคร โดยเฉพาะแมตตี้ เขาเกิดมาพร้อมชื่อเสียงเพราะมีพ่อแม่เป็นนักแสดง (เดนิส เวลช์ และ ทิม ฮีลี่ย์) แถมพ่อแม่ของเขาเป็นเพื่อนซี้กับวงร็อคอย่าง Thin Lizzy และ Dire Straits “ตอนเด็กๆ พ่อเคยบอกว่า ผมอยากเป็นอะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น อยากเป็นอย่างจอห์น เลนนอนก็ยังได้” แมตตี้จำได้ขึ้นใจ เพราะการที่เด็กคนหนึ่งได้ฟังสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ก็ต้องนึกฝันตามเป็นธรรมดา

แมตตี้ฟอร์มวง The 1975 ขึ้นมาตั้งแต่ตอนอายุ 13 ปี เล่นดนตรีอยู่ประมาณ 5 ปีค่อยเริ่มตระเวนออกหาสังกัด แต่ก็ไม่มีใครแลเหลียว “ตอนนั้นเสียใจมาก เพราะมีคนพูดว่างานของเรายังดีไม่พอ ผมไม่ชอบให้คนอื่นมาตัดสินความคิดสร้างสรรค์ของผม” ในเมื่อไม่มีค่ายสนใจอุ้มชู แมตตี้จึงลงมือทำอัลบั้มเอง ผ่านมาจนถึงอัลบั้มชุดที่ 4 กับฐานแฟนเพลงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเขาเข้าตา Universal Music Group ในที่สุด อัลบั้มแรกนั้นชัดเจนด้วยกลิ่นอายของภาพยนตร์ยุค 80s อย่าง Brat Pack และอัลบั้มนี้แหละ ที่ทำให้เขาได้สัมผัสว่าการเป็นอันดับ 1 บนชาร์ตทั่วประเทศนั้นเป็นอย่างไร

อย่างที่บอกไปว่าประเทศอังกฤษรู้จัก The 1975 มานาน แต่ชื่อเสียงของแมตตี้ไปไกลระดับโลกเมื่อเขาสนิทสนมกับซูเปอร์สตาร์สาวหลายคน อย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์, คาร่า เดอเลวีญ และ ลินด์ซี่ โลฮาน นั่นคือเรื่องส่วนตัว ส่วนเรื่องงานเพลงก็เช่นกัน แมตตี้ตั้งใจจะให้อัลบั้มใหม่นี้ไปไกลกว่าที่เคย (กำหนดปล่อยอัลบั้ม 26 กุมภาพันธ์) เมื่อต้นเดือนนี้เขาไปออกรายการ Saturday Night Live เดือนเมษายนจะขึ้นเวที Coachella ก่อนจะตามมาด้วยทัวร์คอนเสิร์ตอีกหลายอารีน่าในอเมริกา

Taylor-Swift-1975-the-beat-bb6-2016-billboard-620

อัลบั้มใหม่มีชื่อว่า I Like It When You Sleep, For You are So Beautiful Yet So Unaware of It เมื่อถามถึงอัลบั้มนี้ แมตตี้บอกว่ามันคือสุดยอดแห่งความครีเอท “ผมแทบบ้าเลยล่ะ ไม่ว่าจะกิน จะเดิน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ จังหวะเพลงมันดังในหัวตลอดเลย”  ตลอดทั้ง 17 แทร็คที่เรากำลังจะได้ฟังนั้นประกอบด้วยหลายแนวดนตรีปะปนกัน ทั้งอาร์แอนด์บี แอมเบียนต์ ฟังก์ร็อคยุค 80s ได้รับอิทธิพลจาก D’Angelo, Mazzy Star และ The Replacements ที่ค่อนข้างชัดเจนมาก ส่วนซิงเกิ้ลแรกที่ออกมาแล้วอย่าง Love Me พูดถึงชื่อเสียงอันโด่งดัง ในทางที่แมตตี้รู้สึกว่าสนุกไปกับมัน “You’ve got a beautiful face but got nothing to say/You look famous, let’s be friends.”

การทำอัลบั้มนี้ เริ่มแรกนั้นไม่ง่ายเลย เพราะแมตตี้อยากทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายของแฟนเพลง เขาถึงกับเสพยาหนักกว่าเดิมเพื่อเขียนเพลงให้ได้ แต่ก็พบว่าทั้งโคเคนและเฮโรอีนนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย สุดท้ายแล้วเขาเขียนเพลงได้โดยใช้ความสุขที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และแรงปรารถนาที่อยากทำมันล้วนๆ มากกว่า “ความหมกมุ่นของผมไม่ทำร้ายใคร และผมจะไม่ยอมให้อะไรมาขวางกั้นในสิ่งที่ผมอยากทำ”

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา สมาชิกวงคนอื่นก็มาถึงที่บ้านเพื่อถ่ายรูปรวม (อดัม ฮันน์ มือกีตาร์, จอร์จ เดเนียล มือกลอง และ รอสส์ แมคโดนัลด์ มือเบส) ทั้ง 3 คนดูเรียบร้อย พูดไม่ค่อยเก่งเมื่อเทียบกับฟร้อนท์แมน สัมผัสได้เลยว่าพวกเขาสนิทกันมาก แมตตี้เอ่ยปากแทนเพื่อนๆ ว่า “พวกเราเป็นผู้ชายอ่อนโยน เซนซิทีฟ เรารักกันมาก วงนี้คือทุกอย่างสำหรับเรา”

พอลองถามแมตตี้ดูบ้างว่าทำไมไม่ลงหลักปักฐานคบกับใครเป็นเรื่องเป็นราวสักที “คุณทำได้เหรอ ถ้าจะเป็นทั้งแฟนที่ดี ฟร้อนท์แมนที่ดี ดูแลทัวร์ไปด้วยพร้อมกัน ไหวเหรอ?”

แมตตี้ก็เหมือนคนทั่วไปที่เป็นปลื้มเวลาแอบส่องพฤติกรรมของแฟนคลับที่ดูเหมือนจะรัก The 1975 เอามากๆ “แต่ไม่ใช่พวกที่ถึงขนาดสักชื่อผมไว้ที่คออะไรแบบนั้นนะ นั่นไม่น่าจะดี”

 

Story by: Nick Duerden
Translated by: Sutthimas R.
Photos by: Billboard.com