Meghan-Trainor-fea-bb18-01a-2016-billboard-1548

จากสาวอวบที่ร้องเพลงในวงดนตรีของครอบครัว เมแกน เทรนเนอร์ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีซิงเกิ้ลที่ติดอันดับท็อปเทนถึง 4 ซิงเกิ้ลและได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่จากแกรมมี่จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่เธอกลายเป็นนักร้องชื่อดัง และเธอนี่เองที่กลายเป็นนิยามใหม่ของคำว่า “เติบโต” สำหรับศิลปินหญิงวัยรุ่นคนอื่นๆ (โป๊น้อยลง เล่นทรัมเป็ตให้มากขึ้น!) และยังเป็นต้นแบบที่เด็กสาวคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย “ก็ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เมแกนกล่าว

 

ในวันนี้เธอมาพร้อมกับผมที่เปล่งประกายสีแดงสวย พร้อมกับชุดสีดำทั้งชุด เมแกน เทรนเนอร์ตัวจริงมีความคล้ายคลึงกับผู้หญิงขึ้โมโหในมิวสิควิดีโอเพลง No ของเธอ ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มที่ 2 ของเธอที่มีชื่อว่า Thank You (ปล่อยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา) และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ 4 ของเธอที่ติดอันดับท็อปเทน โดยเพลงนี้อยู่อันดับที่ 3

 

จริงๆเพลงนี้ค่อนข้างแตกต่างกับการเป็นสาวผมบลอนด์ ในชุดสีพาสเทลพร้อมกับโบว์ใหญ่ๆ สไตล์ยุค 50 จากมิวสิควิดีโอเพลง All About That Bass อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้เธอดังเปรี้ยงปร้างและขึ้นสู่อับดับ 1 ของชาร์ต Hot 100 เป็นเวลาถึง 8 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

ท่ามกลางความดังของเธอในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เมแกน ผู้แต่งและผู้ร่วมแต่งเพลงดังอีกสองเพลงอย่าง Lips Are Movin และ Like I’m Gonna Lose You ที่ร้องกับ จอห์น เลเจนด์ เธอก็ชนะรางวัลศิลปินหน้าใหม่จากงาน Grammy Awards ปี 2016 และได้รับรางวัลอีก 2 รางวัลจาก Billboard Music Awards ส่วนอัลบั้ม Title และ Thank You ก็เข้าสู่ชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในอับดับที่ 1 และ 3 ตามลำดับ

 

“ผมไม่เคยเจอใครที่สามารถทำผลงานได้เยอะขนาดนี้มาก่อนเลย” แอล.เอ.รีดส์ ประธาน Epic Records และ CEO คนที่ให้เมแกนเซ็นสัญญาในปี 2014 กล่าว “ผู้คนรู้ว่าเธอเป็นตัวทำเพลงฮิต เธอแตกต่าง และความสามารถของเธอก็มีมากกว่าคนอื่นๆ”

 

“ฉันพูดเสมอว่า ฉันทำอะไรก็ฮิต” เมแกนโม้ แต่เธอก็คือคนที่เขียนเพลงฮิตติดชาร์ตให้กับเจนนิเฟอร์ โลเปซ, Fifth Harmony และ Rascal Flatts เมแกนกำลังมุ่งหน้าไปที่ ลอง ไอส์แลนด์ซิตี้ ในควีนส์ ซึ่งเธอจะไปทำพรีเทปให้กับ NBC สำหรับเทศกาลฉลองวันชาติของอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งจะมีตึกเอ็มไพร์สเตดเป็นแบ๊กดรอปสวยๆ ส่วนอาทิตย์ต่อไปของเธอก็จะเป็นการเตรียมการสำหรับการทัวร์ในอเมริกาเหนือซึ่งจะเริ่มวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งก่อนหน้านี้เธอต้องยกเลิกทัวร์ของเธอครึ่งทางเพราะว่าเธอต้องได้รับการผ่าตัดเส้นเสียงที่ตกเลือด “ฉันไม่มีเสียงเลยจริงๆ” เมแกนกล่าว

13681799_10157318316490457_1561968448_o

 

 

ชีวิตดั่งเทพนิยายของเมแกน เทรนเนอร์ เริ่มต้นจากตอนที่เธอเป็นวัยรุ่น เธอเข้าสัมมนาการแต่งเพลง ออกอัลบั้มของตัวเองถึง 2 อัลบั้ม และเซ็นสัญญากับค่ายในช่วงพักกลางวันของโรงเรียน จากนั้นเธอก็ทำเดโม่เพลง All About That Bass ซึ่งเพลงนี้เธอเขียนเองร่วมกับเควิน คาดิช โปรดิวเซอร์ แต่ชีวิตก็ต้องพบเจออุปสรรคอยู่บ้างเช่น อาการเส้นเสียงตกเลือด และ การที่เธอต้องยกเลิกทัวร์นั่นเองที่เข้ามาในช่วงที่เธอกำลังดังได้ที่นั่นเอง

 

Nielsen Music บอกว่า อัลบั้มในสัปดาห์แรกของการขายอัลบั้ม Title ขายได้ 238,00 แผ่น ส่วนอัลบั้ม Thank You ขายได้ 107,000 แผ่น และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มิวสิควิดีโอ Me Too ก็กลายเป็นกระแสเพราะหุ่นของเมแกนในวิดีโอดูผอมเกินจริงโดยที่เธอไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น บางคนคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสร้างกระแส แต่เจ้าตัวบอกกับเราว่า “มันไม่ใช่การสร้างกระแสอย่างแน่นอน และถึงแม้มันจะทำให้สื่อให้ความสนใจมากขึ้นแต่มันไม่ใช่การสร้างกระแสอะไรเลย เรื่องทั้งหมดนี่มันน่าอายมาก”

 

“ตอนแรกฉันแบบว่า … มันไม่น่าจะยากนะ แต่การปล่อยเพลงแล้วมันขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 3 แล้วร่วงลงมานี่ทำให้ฉันแบบ … โอ้ย ฉันรู้แล้วว่ามันยากแค่ไหนที่จะไปอยู่อันดับที่ 1” อย่างไรก็ตามเพลง No และ Me Too ที่เป็นซิงเกิ้ลที่สองจากอัลบั้ม Thank You และยังเป็นเพลงฮิตที่สร้างสรรจากเสียงและภาพลักษณ์สไตล์เรโทรของเธอซึ่งก็พัฒนามาจากแนวเพลงแบบป๊อปหวานๆ สไตล์ดู-วอป ไปสู่แนวเพลงแบบอาร์แอนด์บีร่วมสมัย จนกลายมาเป็นเพลงซนๆ จี๊ดๆ แบบสาวสวยเซ็กซี่ หรือจริงๆอาจจะมองว่าเธอเป็นบียอนเซ่รุ่นเล็กก็ได้ ที่จริงแล้วเมแกนบอกกับเราอย่างตื่นเต้นว่าเธอรีเควส “พัดลม”แบบที่บียอนเซ่ใช้ขึ้นเวทีในทัวร์ของเธอด้วย เพราะผมของเธอจะได้สยายแบบควีนบี

 

แต่แน่นอนว่าไม่ว่าเมแกนจะใช้ลมพัดอีกกี่ครั้ง เธอก็ไม่สามารถกลายเป็นบียอนเซ่ได้ เมแกนยอมรับว่าเธอไม่ใช่นักเต้นที่เต้นได้สวยแบบบียอนเซ่ เนื้อเพลงของเธอก็ไม่ได้แหวกแนวขนาดที่จะทำให้ใครๆ นึกถึงคำว่า Girl Power ในยุค 90 ได้เลย แต่จุดเด่นของเมแกน เทรนเนอร์ คือการที่ใครๆก็สามารถจำได้ด้วยซิงเกิ้ลฮิตของเธอ เธอได้ก้าวเลี่ยงกับดักที่ขุดหลุมไว้สำหรับนักร้องสาวคนอื่นๆ คือใช้ความยั่วยวนในการดึงดูดผู้ชาย และความฉาวบนหน้าหนังสือซุบซิบเพื่อวัดระดับความก้าวหน้าในอาชีพของตัวเอง

 

ในทัวร์ครั้งนี้ เธอแค่ตั้งใจจะเล่นทรัมเป็ต และเปียโน กีตาร์ อูคุเลเล่ และเปอร์กัสชั่นแค่นั้น เธอยังบอกว่า “ทัวร์ครั้งนี้จะเป็นแค่ฉันแสดงออกว่าฉันเป็นนักดนตรีตัวจริง ฉันแบบว่า .. ‘นี่ เอาเครื่องดนตรีทุกอย่างที่คุณหาได้มาให้ฉันเล่น แล้วทำให้มันออกมาเท่ๆนะ’”

Meghan-Trainor-screenshot-1-bb18-2016-billboard-1548

 

เมแกนเป็นตัวบอกว่าเธอจะต้องมาเป็นนักดนตรีแน่นอน เธอใช้เวลาช่วงเด็กในเมืองนันทัคเก็ต รัฐแมสซาชูเซตส์ ตอนที่เธออายุ 6 ขวบเธอก็ได้ร้องเพลงในโบถส์ของครอบครัวร่วมกับคุณพ่อของเธอ แกรี่ ซึ่งเป็นคนเล่นออร์แกน และเป็นครูสอนวงมาร์ชชิงแบรนด์ในโรงเรียนมัธยมด้วย ต่อมาเมื่อเธออายุ 12 ปีเธอก็โชว์คัฟเวอร์เพลงของบ๊อบ มาร์เล่ที่บาร์ในเมืองกับวงดนตรีของครอบครัวที่ชื่อว่า Island Fusion มีสมาชิกในวงเป็นคุณพ่อของเธอ ป้าลิซ่า และน้องชายชื่อว่าจัสติน

 

ย้อนไปเมื่อตอนที่เมแกนอายุ 7 ขวบ ป้าลิซ่าของเธอแต่งงานกับเบอร์ตัน โทนี่ย์ศิลปินเพลงแนวโซกา ชาวตรินิแดต เมแกนเปิดรูปหนุ่มผิวสีที่มาพร้อมกับซิกแพคส์ให้เราดูจากโทรศัพท์ “ฉันชอบเปิดรูปนี้ให้เพื่อนๆดู แล้วฉันก็จะอวดว่า ‘นี่คือลุงของฉันล่ะ!’ แล้วพวกเขาก็จะแบบ ‘อะไรนะ!’” เธอยังบอกอีกว่า “ฉันพูดเสมอว่า ฉันน่ะมีความตรินิแดตสุดๆ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องมีเชื้อสายตรินิแดต แต่ความจริงก็ไม่หรอก แต่ฉันก็หวังว่าฉันจะมีอะนะ”

 

สิ่งที่เธอพูดทำให้ แอล.เอ.นึกขึ้นได้ถึงอิทธิพลจากความเป็นตรินิแดตที่เธอได้รับเลยทันที เขาบอกว่า “ผมถามเธอเสมอว่า ในครอบครัวของเธอมีใครเป็นคนผิวดำบ้างหรือเปล่า เพราะเธอมีความเป็นโซลสูงมากสำหรับสาวผิวขาวจากนันทัคเก็ต”

 

โย ก็อตติ หนึ่งในเมมฟิสแร็พเปอร์ผู้ร่วมร้องท่อนแร็พในเพลง Better ของเมแกนพูดถึงเธอว่า “เมแกนมีเสียงที่เข้มและแข็งแรง สำหรับผมผมว่ามันคือโซล ในเมมฟิสเราเรียกมันว่าความเจ็บปวด (Pain)”

 

 

ถึงแม้ว่า MTV.com จะบอกว่าในเพลง No เธอจะติดสำเนียงแบบแอฟริกันอเมริกัน หรือที่เรียกกันว่า “Blaccent” ก็ตาม แต่เมแกนบอกว่าเธอก็ร้องปกติ “นี่มันคืออะไรแบบแกรี่ เทรนเนอร์ ” เธอกล่าว และยังเสริมว่า “บางทีพ่อของฉันก็คิดว่าตัวเองคือเจมส์ บราวน์ (นักร้องผิวสี) เขามีความเป็นโซลมากๆ”

 

และถึงแม้ว่าเมแกนจะรู้สึกโอเคกับการเป็นนักร้องของเธออย่างเต็มที่ แต่เธอก็ไม่ได้มีหัวมาทางด้านการเมืองเหมือนดาราบางคน เธอเคยพูดเรื่องสิทธิของชาว LGBTQ  และการควบคุมการใช้ปืน ว่า “ฉันว่ามันงี่เง่ามากที่จะให้คนบ้าที่ไหนก็ได้เดินไปซื้อปืนง่ายๆ” แต่เธอจะไปไม่เป็นเมื่อมีใครพูดถึงเรื่องการเลือกตั้ง

“ฉันควรจะรู้เยอะกว่านี้ แต่ถ้าระหว่างคลินตันกับทรัมป์ ฉันโหวตให้คลินตันแน่ๆ” และพูดต่อว่า “แต่ฉันไม่เคยโหวตเลย แล้วก็ไม่เคยอยากจะโหวตเลยด้วย”

Meghan-Trainor-fea-bb18-02n-2016-billboard-1240

 

ถ้าเมแกนหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียงของเธอในตอนนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะว่า “ฉันไม่ได้รู้สึกว่าฉันดังหรืออะไร” เมื่อพูดถึงเรื่องที่จัสติน บีเบอร์ตัดสินใจพักจากการพบปะแฟนๆเมื่อเร็วๆนี้ เมแกนก็บอกเราว่า “ฉันรู้สึกว่าความดังของฉันเทียบกับเขาไม่ได้เลย แต่ฉันก็มีของประหลาดๆ ชวนอี๋ส่งมาให้เหมือนกันนะ เช่นฉันได้รูปถ่ายเบ้าตาจากแฟนคลับพร้อมกับโน้ตเขียนว่า ‘คุณคือสิ่งที่ผมโปรดปรานที่สุด’ เพราะฉะนั้นฉันคิดไม่ออกเลยว่าจัสตินจะได้รับอะไรบ้าง ฉันหมายถึงขนาดตอนที่เขาไปเที่ยวในวันหยุด เขาอาจจะอยากแก้ผ้า ก็ยังจะตามไปถ่ายรูปเขาให้ได้ ฉันรู้สึกแย่แทน”  

 

เมแกนลองเเต่งเพลงเพราะคิดว่าเด็กอวบๆแบบเธอไม่มีทางจะเป็นป๊อปสตาร์ได้ แต่หลังจากที่แอล.เอ.รีดส์จับเธอเซ็นสัญญา เธอก็ได้ชีวิตแบบที่เธอฝันไว้ตั้งแต่เธอได้รู้จักบริทนี่ย์ สเปียร์ส และ คริสติน่า อากิเลร่า “ฉันเขียนเพลงถึงไอดอลของฉันไว้ตอนเด็กๆ พาร์ตที่น่ากลัวก็คือจะมีเพลงนึงชื่อว่า Who I Wanna Be เนื้อเพลงก็จะประมาณว่า I’ll go to the Grammys holding hands with Adele and the family (ฉันจะไปงานแกรมมี่ จับมือกับอเดลและครอบครัวของเธอ) และ I’ll write like T-Swift and I’ll do this — one day (ฉันแต่งเพลงเหมือนเทย์เลอร์ สวิฟต์ และฉันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ สักวันหนึ่ง)”

 

แล้วเธอก็ได้ทำอย่างนั้นจริงๆ เธอพบทั้งอเดลและเทย์เลอร์ในงานประกาศรางวัล แต่ก็ไม่เคยกล้าที่จะพูดถึงเพลงที่เธอแต่ง “ฉันเคยเจอเทย์เลอร์อยู่สองสามครั้ง เธอน่ารักมาก เธอจูบหน้าผากฉันเพราะว่าเธอสูงมากอะ” และเมแกนก็ยังได้พบบียอนเซ่สองครั้งอีกด้วย “เหมือนเธอลอยได้ ฉันรู้สึกว่าบียอนเซ่ไม่ได้เดินเฉยๆ” เมแกนบอกอีกว่า “บียอนเซ่บอกฉันว่า ลูกสาวเธอชอบมิวสิควิดีโอของฉัน ฉันแบบ ‘เป็นเกียรติมากค่ะ!’”

 

คนสนิทของเธอนับรวมไปถึง โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ นักแสดงสาววัย 19 ปีด้วย “ฉันรักเมแกนมาก” โคลอี้กล่าว “เธอสดใส และเธอทำให้ฉันมีความสุขมากจริงๆ” ถ้าเมแกนกับโคลอี้ไปเดินพรมแดงด้วยกัน หรือโดนปาปารัซซี่ไล่ตาม พวกเธอก็จะทำเหมือนมันเป็นเรื่องตลกเสมอ โคลอี้บอกว่า “นั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกเราเข้ากันได้ดี ก็..เรารู้ว่าชื่อเสียงจริงๆแล้วมันโง่แค่ไหน และเพราะเราต่างรักในสิ่งที่เราทำนั่นแหละ” 

 

ถ้าเมแกนไม่ได้อยู่ในสตูดิโอเธอก็จะเล่นปิงปอง น้องชายของเธอบอกว่าเธอเซียนมาก และเธอก็จะดู It’s Always Sunny in Philadelphia กับน้องชาย และดู Girls กับ Broad City กับโจโจ และเธอเมาไม่ได้เพราะว่าถ้าเธอเมาเธอจะตะโกนและมันทำร้ายเส้นเสียงของเธอ

 

การรักษาตัวหลังการผ่าตัดของเมแกน (ซึ่งแซม สมิธแนะนำว่าให้เธอไปผ่าตัดซะ แล้วเขาสัญญาว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้น) ทำให้เธอต้องอยู่เงียบๆเป็นเวลา 5 เดือน เธอบอกว่า “ถ้าคุณได้ยินเสียงของคุณตอนนั้น คุณจะสติแตกไปเลยแหละ มันเหมือนกับฉันพังและกำลังจะตาย” เธอรับมือกับอาการนั้นด้วยการไปเพ้นท์เครื่องปั้นดินเผาที่ Color Me Mine ทุกวัน และซื้อลูกสุนัขพันธ์มอลทีสมาเลี้ยงและตั้งชื่อให้มันว่าบิ๊กกี้ “ใช่ ฉันสติแตก” เธอขำแล้วพูดต่อว่า “ฉันส่งข้อความหาพ่อกับแม่ บอกพวกเขาว่า ‘ฉันรู้แล้วว่าการซึมเศร้าคืออะไร เพราะในที่สุดฉันก็เป็น และมันก็คือแบบนี้แหละ!’ ”

จากนั้นเราถามเมแกนต่อว่าแล้วอยู่เงียบๆ ไม่ดีต่อการอยู่กับตัวเองเหรอ? เธอก็ตอบกลับมาว่า “ฉันทำสมาธิไม่เป็น” เธอเคยลองเล่นโยคะแล้วก็ไม่ชอบมัน พอหายจากการรักษาเมแกนก็ออกไปร้องคาราโอเกะกับโคลอี้ซึ่งบอกกับเราว่า “เธอร้องเพลงยังกับบียอนเซ่และวิทนีย์ ฮูสตัน แต่มันไม่ได้เหมือนเธออวดหรืออะไร เธอไม่ได้มีท่าทีแบบนั้น เธอเป็นคนที่ยินดีต้อนรับอะไรใหม่ และเธอก็เปิดใจสำหรับช่วงเวลาๆ ดีมากๆ”

Meghan-Trainor-citi-concert-series-bb18-2016-billboard-1548

 

ภายในห้องแต่งตัวของเมแกน เทรนเนอร์ ในวันที่ 4 กรกฎาคม เมแกนกำลังแต่งหน้าทำผมและกำลังหมกมุ่นอยู่กับป๊อปคอร์นราดเมเปิ้ลไซรัปที่เธอได้กินเป็นอาหารเย็น และกำลังคุยเรื่องงานในโทรศัพท์กับครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ หลังจากนั้นผู้จัดการของเธอก็รีบมาบอกเธอว่า ถึงเวลาไปได้แล้ว และตอนนี้มีลูกสาวออทิสติกของตำรวจ NYPD มารอกอดเธออยู่ด้วยนะ “เธอชื่ออะไร?” เมแกนถาม หลังจากรู้ชื่อแล้วเธอก็โดดลงจากห้องแต่งตัวพร้อมอ้าแขนให้สาวน้อยคนนั้น “ว่าไง ลิเลียนน่า!”

 

ถึงแฟนๆของเมแกนจะดูมีความรักให้เธอมากมาย แต่ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตของเธอไม่ได้เป็นแบบนั้น อัลบั้ม Thank You เหมือนกับเป็นอัลบั้มที่รวมเพลงอารมณ์ประมาณว่า ฉัน-ไม่-ต้องการ-ผู้ชาย หรือเพลงเศร้าเกี่ยวกับการโดนขีดความสัมพันธ์ไว้ให้เป็นแค่เพื่อนจากผู้ชายที่เธอแอบหลงรัก ส่วนตัวเธอเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเลิกโสดเร็วๆนี้ “ฉันแทบจะไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาเลย” เมแกนบอก “ฉันเคยมีความสัมพันธ์ แบบที่เป็นความสัมพันธ์จริงๆตอนอายุ 16 – 18 และหลังจากนั้นก็คืออะไรไม่รู้” แฟนคนสุดท้ายของเธอคือคนคนนึงที่เธอพูดถึงในเพลง Ain’t Your Mama  ของเจนนิเฟอร์ โลเปซ เธอและเขาเลิกกันเพราะว่าเขาไม่อยากจะเดทกับป๊อปสตาร์ ตอนหลังเธอมารู้ว่าเขาไม่ดาวน์โหลดเพลง All About That Bass ของเธอด้วยซ้ำ “ฉันไม่แคร์ถ้าคุณจะไม่ชอบเพลงป๊อป แต่อย่างน้อยคุณก็น่าจะสนับสนุนคนที่คุณบอกว่าคุณรักสิ แค่ $1.29 เอง!”

 

เธอยังบอกอีกว่าคนที่เธอจะคบด้วยอย่างน้อยต้องแกล้งเป็นแฟนคลับบ้าง แล้วเขาก็ต้องมีงานทำ และบางทีอาจจะรับกิจการต่อจากพ่อแม่ของเธอก็ได้ แต่เขาอาจจะต้องโตกว่าเธออย่างน้อย 10 ปี “ฉันเคยคุยกับคนอายุ 29 ฉันคิดว่านั่นโตแล้วนะ แต่ก็ไม่อะ สมองเขายังเด็กอยู่เลย ฉันเลยคิดว่าซัก 35 ขึ้นไปอาจจะดี” แต่ส่วนมากหนุ่มๆ มักจะไม่เข้าหาเธอก่อน เธอเคยใช้แอพฯ Raya ซึ่งเป็นแอพฯ หาคู่สำหรับเซเลบริตี้ “ฉันเคยเล่นอยู่แปปนึง แล้วก็เลิกเล่น โอ้ย ฉันทำอะไรอย่างงี้ไม่ได้หรอก ฉันจะรีบตีตัวออกห่างทันทีถ้ามีคนชวนไปเจอ ฉันแบบ ‘ไม่เอาอะ กลัว’”

 

(วันที่เราได้คุยกับโคลอี้ เธอแอบบอกเราว่าเธอมีแผนสำหรับการไปโยนโบว์ลิ่งแต่เป็นแบบเดทคู่ โดยเธอจะไปกับบรู๊คลิน เบคแฮม และเมแกนเธอจับคู่ให้กับผู้ชายที่เธอคิดว่าดี “ฉันไม่ต้องการอะไรนอกจากหาผู้ชายดีๆให้เธอ แต่ก็ต้องดูก่อน ฉันเลยจับคู่เธอให้กับคนดีๆที่ฉันรู้จัก”)

 

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของเมแกนก็ถูกตัดสินไปที่ “หุ่น” ของเธอ ถึงแม้ว่าความจริงแล้วเธอจะไม่ได้อวบเท่า นิกกี้ มินาจ หรือ คิม คาร์เดเชี่ยน เวส แต่เธอก็ไม่ได้ผอมเหมือนดาราคนอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้เด็กสาวหลายๆ คนเข้าถึงเธอได้มากขึ้น ฉันไม่มีทางเลือกเลยจริงๆ มันไม่ได้เหมือนกับว่าฉันจะเป็นคนดังและเป็นตัวอย่างให้สาวอวบอะไรแบบนั้น แต่ฉันหมายถึงว่า ถ้ามันช่วยคนอื่นได้ ก็เยี่ยมเลย งั้นฉันจะเป็นแบบอย่างให้เอง!

 

เป้าหมายของเมแกนสำหรับอัลบั้มใหม่และทัวร์คือการเป็นแบบอย่างให้คนคิดว่าตัวของพวกเขาเองเจ๋งพอ ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะตลกนิดหน่อยที่ดันไปเข้ากับสถานการณ์ในวันที่เธอโชว์เพลง Me Too ในรายการ Tonight Show Starring Jimmy Fallon เพราะเมื่อเธอร้องเพลงเสร็จก็ล้มลงไปกองกับพื้นแบบช็อคๆ จนจิมมี่ ฟอลล่อนลงไปนอนเป็นเพื่อนแล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา ทางรายการยอมให้เธอถ่ายใหม่อีกครั้งแต่ปรากฏว่าเธอชอบครั้งแรกมากกว่า “ฉันดูกังวลมากในรอบที่2แบบว่า‘อย่าล้มนะ อย่าล้มนะ’ และฉันก็ไม่ได้ร้องดีด้วย ฉันเลยบอกพวกเขาว่า ‘เอารอบแรกเลยค่ะ ให้เขาเห็นไปเลยว่าล้ม’” ถ้าจะมีอะไรซักอย่างที่เมแกน เทรนเนอร์ ทำไม่ได้ถึงแม้จะตั้งใจทำแล้วก็ตาม สิ่งนั้นจะเป็นการทำให้ความสำเร็จของเธอดูง่าย “ยังไงฉันก็ต้องล้มอยู่ดี งั้นก็ล้มมันซะที่นี่เลยแล้วกัน”

 

Story by: Jada Yuan

Photos by: Miller Mobley / Billboard

Translated by: Pensagow S.