miyavi-1

นอกจากจะเป็นร็อคสตาร์ที่โดดเด่นทางด้านกีตาร์จนหลายๆ คนเรียกเขาว่า กีตาร์ซามูไรทาคามาสะ อิชิฮาระ หรือ มิยาบิ ยังเป็นนักร้อง นักแต่งเพลงมากความสามารถที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก เป็นคุณพ่อลูกสอง และยังเป็นนักแสดงในเรื่อง Unbroken ภาพยนตร์ของดาราสาวฮอลลีวู้ดอย่าง แองเจลิน่า โจลี ซึ่งเธอเองก็เป็นฑูตพิเศษของ UNHCR หรือ องค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเป็นเวลา 10 ปีแล้ว

 นี่เองคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ร็อคสตาร์ชาวญี่ปุ่นคนนี้กลายมาเป็นจิตอาสาในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกับองค์กร UNHCR เขาเริ่มจากการทำวิดีโอที่ชื่อว่า The Others ซึ่งเป็นวิดีโอที่เล่าถึงผู้ลี้ภัยในหลายๆ ประเทศ อาทิ อัฟกานิสถาน เลบานอน มาลี จอร์แดน รวมทั้งประเทศไทย และก่อนหน้านี้ มิยาบิ ได้เดินทางไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในเลบานอนมาแล้วถึงสองครั้ง และเขาก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือเหล่านั้น จนครั้งนี้เขามีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยในเอเชีย รวมถึงได้ไปพบกับผู้ลี้ภัยที่มีส่วนร่วมในมิวสิควิดีโอของเขา พร้อมทั้งตั้งใจว่าจะไปเล่นดนตรีในค่ายร่วมกับผู้ลี้ภัยอีกด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เราได้มาพูดคุยถึงอีกบทบาทหนึ่งของ มิยาบิ ในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในครั้งนี้

ไปค่ายลี้ภัยครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้าง?

ตอนแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะว่าไปกับ แองเจลินา โจลี แต่พอไปถึงแล้วเนี่ย ผู้ลี้ภัยไม่มีใครมีทีวีสักคน พวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าใครดังหรือใครไม่ดัง สิ่งที่สำคัญคือเวลาได้เข้าไปสัมผัสกับตัวตนของผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะเด็ก ผมได้เห็นความหวัง จะได้เห็นความสดใสของเด็ก เวลาที่ผมได้เล่นกีตาร์กับเด็ก จะได้เห็นเลยว่าพวกเขาร่าเริงมาก และมีความหวังอยู่ในสายตา ที่สำคัญคือหลังจากนั้นเด็กหลายคนบอกว่าอยากเป็นร็อคสตาร์ ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญกับผมมาก เพราะผมรู้สึกว่าได้ใช้ดนตรีในการส่งต่อความหวังไปให้กับคน

ตัวผมเองก็เป็นพ่อที่มีลูกเล็กๆ สองคน เพราะฉะนั้นผมก็มีหน้าที่ในการที่จะทำให้โลกนี้มันดีขึ้น เพราะว่าในอนาคตผมจะต้องส่งต่อโลกนี้ไปยังลูกๆ  ถ้าสมมุติว่าผมสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรผ่านการใช้ดนตรีไปสู่แฟนคลับหรือว่าไปสู่ผู้ลี้ภัย ก็จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นสำหรับลูกๆ ของผมด้วย

 

ทำไมถึงคิดว่าการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยคือสิ่งที่จำเป็น?

บางคนอาจเข้าใจว่าผู้ลี้ภัยคือภาระของประเทศ แต่ผมเห็นว่าผู้ลี้ภัยไม่ได้เป็นภาระ เขาเป็นคนเหมือนกับเรา แน่นอนรัฐบาลหรือประเทศก็มีหน้าที่ในการดูแลคนของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเราต้องหาความสมดุลระหว่างการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกับการที่เราจะต้องดูแลประเทศหรือเรื่องของความมั่นคง ถ้าเรามีบาลานซ์กับเรื่องพวกนี้แล้ว เราก็สามารถพูดคุยและสร้างการให้ความช่วยเหลือให้กับผู้ลี้ภัยได้

 

ผลตอบรับจากแฟนๆ ในเรื่องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?

แฟนๆ ทั่วโลกให้การสนับสนุนมากครับ พวกเขาช่วยบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ บางคนก็คิดโปรเจกต์มาช่วยหาเงินบริจาค และก็ช่วยเอาคำพูดของผมไปเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้เรื่องผู้ลี้ภัยด้วย

miyavi-4

คุณไปเยี่ยมค่ายลี้ภัยที่เลบานอนครั้งแรกในปี 2015 ครั้งที่ 2 ในปี 2016 มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

ครั้งแรกที่เห็นคือเด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนและต้องทำสวนมันสำปะหลัง ทั้งๆ ที่อยากไปเรียนมาก พอกลับไปครั้งนี้ได้ไปโรงเรียนกันแล้ว สายตาเด็กๆ สดใสแล้วก็มีความสุขมาก ตัวผมเองจะบอกลูกเสมอว่า เราโชคดีมาก เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่อยากตื่นนอน ไม่อยากจะไปโรงเรียน แต่นั่นแปลว่าเรามีชีวิตที่ดีมากแล้ว

 

นอกจากการศึกษา ยังมีอย่างอื่นอีกไหมที่ยังน่าเป็นห่วงสำหรับเด็กๆ อยู่?

นอกเหนือจากเรื่องการศึกษาก็เป็นเรื่องความเท่าเทียม ในเลบานอนมีผู้ลี้ภัยนับเป็น 1ใน4 ของประชากร เพราะฉะนั้นการให้ความช่วยเหลือจะต้องทั่วถึง ตอนที่ผมไปแจกขนม ถ้าสมมติว่าขนมไม่พอเด็กก็จะสู้กัน ใช้ความรุนแรงกัน เลือดตกยางออกอะไรแบบนั้นเลย มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าเราปล่อยให้เด็กใช้ความรุนแรง ต่อไปเราก็อาจจะอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เกิดสงคราม นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องพ่อแม่ของเด็ก เขาไม่สามารถออกไปทำงานได้ ถ้าไม่ได้ทำงานนานๆ เขาก็จะไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเหมือนกัน

 

ในฐานะที่เป็นนักดนตรีคุณคิดว่าดนตรีช่วยอะไรผู้อพยพได้บ้าง?

เราคงไม่สามารถเอาดนตรีเข้าไปรบในสงครามแทนปืนไรเฟิลได้ ผมไม่สามารถเอากีตาร์ไปปกป้องเพื่อน หรือคนในครอบครัวจากสิ่งชั่วร้ายได้ แต่ก่อนที่มันจะไปถึงจุดที่เป็นสงคราม ดนตรีอาจจะช่วยได้ ดนตรียังมีข้อความและสามารถใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปด้วยได้ อีกอย่างคือมันสามารถรวบรวมคนมาอยู่ในที่เดียวกันได้ อย่างคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นก็จะมีทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติ ช่วงเวลาที่เราฟังดนตรีด้วยกัน เราสามารถที่จะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน มันทำให้เกิดความสามัคคีบางอย่างซึ่งแข็งแรงมาก นั่นคือสิ่งที่เป็นพลังของดนตรี  นักดนตรีสร้างบ้านไม่ได้ เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นด้านการเมืองไม่ได้แต่เราสามารถทำให้คนสามัคคีกันได้ จากเสียงดนตรีของเรา และปรัชญาที่แฝงอยู่ในบทเพลง

คนในแวดวงดนตรีมักจะบอกว่า เราควรแต่งเพลงที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสังคมหรือการเมือง เพราะคนฟังเพลงต้องการเพลงที่ฟังแล้วผ่อนคลาย ซึ่งผมก็เข้าใจนะ แต่ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ปัญหาการลี้ภัยกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ผมว่าคุณก็ควรจะเริ่มคิดได้แล้วล่ะ ว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยบ้าง ซึ่งไม่สำคัญเลยนะว่าคุณจะทำมากทำน้อย คุณก็แค่ทำ และมันก็เป็นความรับผิดชอบของเราต่อคนรุ่นหลัง ที่ต้องทำการกุศลหรืออะไรแบบนี้ในวิธีการเท่ๆ นอกเหนือจากการที่แบบ เฮ้ย..ผมเป็นร็อคสตาร์นะ ต้องปาร์ตี้ เล่นกีตาร์หรืออะไรเจ๋งๆ สิ ถ้าคุณเจ๋งจริง คุณก็ต้องทำการกุศลออกมาให้มันเท่ๆ เจ๋งๆ ได้ด้วย คนจะได้ทำตาม

miyavi-2

คุณเคยเอาเรื่องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยไปเป็นแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีบ้างไหม?

ในอัลบั้ม Fire Bird มีเพลงชื่อ Long Nights ซึ่งเพลงนี้แต่งขึ้นหลังผมไปค่ายผู้ลี้ภัยในเลบานอน เป็นเรื่องราวของผู้ลี้ภัยที่ต้องหนีผ่านทางเรือ ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเรือจะไปหยุดที่ตรงไหน จะขึ้นเรือก็ต้องเสียเงินอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตจะต้องดำเนินต่อไปยังไง คืนวันเหล่านั้นเป็นคืนที่ยาวนานสำหรับผู้ลี้ภัยมาก ผมเลยแต่งเพลงนั้นขึ้นมา ที่แน่ๆ ก็คือผู้ลี้ภัยทุกคนยังต้องดำเนินชีวิตต่อไปตราบใดที่ยังมีความหวัง ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงก็คือความหวัง และความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อให้มีอนาคตที่ดีขึ้น เพราะว่าสิ่งที่เขาพบเจอมันรุนแรงมาก

 

คุณมีแผนการที่จะให้แฟนคลับได้ร่วมมือกับคุณในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยบ้างไหม?

ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีนะครับ จริงๆ ผมก็อยากทำ ค่ายผู้ลี้ภัยที่เมืองไทยปลอดภัยกว่าค่ายที่เลบานอน ค่ายที่เลบานอนอันตรายมาก เปิดหน้าต่างไม่ได้เลย ประตูก็หนักมากเพราะเป็นประตูกันกระสุน ผมเลยไม่อยากจะพาแฟนๆ เข้าไปเสี่ยงในสถานที่อันตรายแบบนั้น แต่มันเป็นไอเดียที่ดีและน่าลองทำจริงๆ นะ

 

วางแผนการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยไว้อย่างไรบ้างในอนาคต?

ในอนาคตก็อยากพาเด็กๆ ในค่ายลี้ภัยออกนอกประเทศบ้าง อาจจะเป็นญี่ปุ่นหรือลอสแอนเจลิส ที่ไหนก็ได้ พวกเขาจะได้เห็นโลกกว้างขึ้น และมีความหวังในการใช้ชีวิต

Story by Pensagow S.

Photo by Purin A.