pexels-photo-164719

ในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะเศร้าโศกจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์สูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจชาวไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อมีเรื่องมากระทบจิตใจอย่างรุนแรง แต่ละคนก็มีความสามารถในการรับมือแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม และสังคมรอบข้าง อาจารย์นายแพทย์ ทรงภูมิ เบญญากร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตแพทย์เด็กจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบอกว่า “บางคนที่อาจจะมีพื้นฐานจิตใจไม่ได้เข้มแข็งมากก็อาจจะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าซึ่งอาจจะรุนแรงส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้”

ซึ่งในการบำบัดโรคซึมเศร้าจริงๆ แล้วมีวิธีการมากมาย แต่มีศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่า ดนตรีบำบัด (Music Therapy)  หากจะพอมีสิ่งใดที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ สิ่งนั้นก็คือดนตรี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าดนตรีเป็นส่วนประกอบของชีวิตเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่นอกจากเราจะใช้ดนตรีเพื่อความเพลิดเพลินแล้ว เรายังสามารถใช้ดนตรีในการบำบัดจิตใจได้ด้วย โดยอาจารย์นายแพทย์ ทรงภูมิได้ให้นิยามไว้ว่า “ดนตรีบำบัดคือการใช้ดนตรีมารักษาผู้ป่วย เรียกว่าเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทางหู สามารถส่งไปที่สมองส่วนอารมณ์ให้ทำงานอยู่ในระดับที่ไม่มากไปหรือน้อยไป ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของดนตรีด้วยว่าเราจะสามารถเลือกดนตรีให้เหมาะสมกับอารมณ์ได้อย่างไร แน่นอนว่าจะทำให้คนไข้ปรับตัว และอยู่ในอารมณ์ปกติได้”

pexels-photo-109123

เมื่อพูดถึงดนตรีบำบัด จริงๆ แล้วในทางการแพทย์เริ่มต้นมาตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้วในยุคกรีก ในยุครุ่งเรืองของตุรกี โรงพยาบาลในวังจะมีเวทีไว้ให้ดนตรีบรรเลงในขณะที่ผู้ป่วยรับการรักษา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีการนำเอาดนตรีบำบัดมาช่วยดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ.1944 มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำเอาวิชาดนตรีบำบัดบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาเป็นที่แรกอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ก็กำลังเป็นที่สนใจ โดยมีกลุ่มอิสระที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ศิลปะในการบำบัด เช่น กลุ่ม Artfield, กลุ่มชีวาศิลป์ และวัดคำประมูลในจังหวัดสกลนคร นอกจากนี้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ยังมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับดนตรีบำบัดโดยตรงซึ่งเปิดให้คนทั่วไปได้รับเข้าดนตรีบำบัดได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยที่มีคณะดุริยางคศิลป์ ก็เปิดให้มีการเรียนการสอนเรื่องดนตรีบำบัดเช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นต้น  โรงพยาบาลหลายๆ แห่งในไทยก็เริ่มจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดแล้ว เช่น โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา, โรงพยาบาลมนารมย์ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลสมิติเวช

นอกจากเรื่องการป่วย ดนตรีบำบัดก็ยังช่วยสร้างสมาธิได้ โดยปู – พีระพงษ์ นรชาติ นักดนตรีบำบัดจากกลุ่ม Artfield กลุ่มนักกระบวนการศิลป์ที่นำศิลปะมาปรับใช้เพื่อการบำบัดจิตใจของผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปที่มีความเครียดเล่าให้เราฟังถึงการใช้ดนตรีบำบัดควบคู่ไปกับกิจกรรมการปั้นว่า ต้องใช้ดนตรีเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดสมาธิ “ดนตรีจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้คนไข้เข้าสู่สมาธิก่อน บางคนพึ่งไปกายภาพมา บางคนพึ่งตื่น เราใช้ดนตรีสร้างสมาธิ บวกกับปัจจัยอื่น เช่น บรรยากาศห้อง และดนตรีต้องเป็นมิตร ผ่อนคลาย สุดท้ายก็นำไปสู่กิจกรรมการปั้น”

นอกจากจะช่วยสร้างสมาธิแล้ว ดนตรีบำบัดยังลดความเจ็บปวดได้ด้วย มีงานวิจัยโดยคุณพรรณทิพา ขำโพธิ์และคณะ จากวารสารสภาการพยาบาล ปีที่ 29 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2557 เรื่อง ดนตรีบบัดต่อความเจ็บปวดจากการเจาะไขกระดูกในเด็กวัยเรียน  ทำการทดลองโดยเปิดเพลงเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กที่มาเจาะไขกระดูก ผลคือเด็กที่ได้ฟังเพลงเจ็บปวดน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ฟังเพลง ส่วนนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีบำบัดจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้นำดนตรีบำบัดไปบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งในโรงพยาบาลศิริราชขณะให้คีโมเพื่อลดความเจ็บปวดจากคีโมบำบัด

woman-girl-technology-music

อาจารย์นายแพทย์ทรงภูมิ เล่าต่อว่า “เวลาเราฟังดนตรีเศร้าๆ มันก็จะทำให้เรารู้สึกเศร้า เวลาเราฟังดนตรีที่ครื้นเครงมันก็ทำให้เราสนุก แน่นอนว่าดนตรีมันมีผลต่ออารมณ์ ดนตรีบำบัดช่วยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสมองอย่างชัดเจน ในระยะเริ่มต้นสมองส่วนอารมณ์จะตอบสนองดีกับการรักษาด้วยดนตรีบำบัดอย่างมาก” นอกจากนี้เวลาที่เราฟังเพลงสมองทั้งสองซีกจะทำงานพร้อมกัน ซึ่งก่อให้เกิดการเชื่อมโยงในสมองและทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น และสามารถป้องกันโรคความจำเสื่อมได้ด้วย เพราะฉะนั้นอาจารย์นายแพทย์ทรงภูมิจึงแนะนำว่า นักดนตรีบำบัดจะต้องมีความเชี่ยวชาญ และได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี

การบำบัดในหลักทั่วไปมีสองวิธีคือการฟัง และการเล่น การฟังคือไปฟังเพลงที่เราชอบ อาจจะไปร้านอาหารที่มีดนตรีสดก็ได้ ส่วนการเล่นดนตรีควรเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน อย่ากดดันตัวเองว่าถ้าเล่นแล้วจะต้องเล่นได้ดี  “เวลาหมอตรวจคนไข้ หมอจะแนะนำว่า ให้เป็นดนตรีอะไรก็ได้ ขอให้เข้าถึงได้ง่าย แล้วให้เขารู้สึกว่าฟังแล้วสนุก แล้วเขาก็จะเริ่มมีสมาธิมากขึ้น ไปโฟกัสกับเรื่องสบายๆ แทน หลังจากนั้นจะสนใจเรื่องอื่นๆ มากขึ้น” อาจารย์นายแพทย์ทรงภูมิกล่าว

ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้นที่สามารถใช้ดนตรีบำบัดได้ ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้หมด ไม่มีใครที่ไม่เหมาะกับดนตรีบำบัด บางคนเวลาได้ยินคำว่าบำบัดจะคิดว่าต้องไม่สบายแล้วค่อยมาบำบัด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะดนตรีไม่ได้รักษาโรคได้อย่างหายขาด แต่ช่วยบำบัดมากกว่า ผู้ป่วยบางคนอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่าไม่สามารถรักษาได้แล้ว ได้แค่ประคับประคองอาการไปเท่านั้น เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ดนตรีบำบัดก็จะเข้ามาช่วยให้จิตใจสงบขึ้น และช่วยให้มีกำลังใจ คุณปูเล่าว่า “มนุษย์เรามีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างประกอบไปด้วยร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ ดนตรีก็จะเข้าไปทำกับสภาวะอารมณ์และจิตใจแล้วสะท้อนออกมาภายนอกหรือร่างกาย ดนตรีบำบัดก็เข้าไปช่วย” ซึ่งก็อาจพูดได้ว่าเป็นจริงตามนั้น เพราะเมื่อเราเปิดวิทยุ เราได้ฟังเพลง ไม่ว่าเราจะเป็นเพลงเศร้า หรือเพลงที่สนุก เราก็อินไปกับมันได้ ก็ทำให้เรายิ่งมั่นใจขึ้นไปอีกว่าเพลงส่งผลต่อความรู้สึกของเราจริงๆ ก็เหมือนกับการที่เราได้บำบัดตัวเองด้วยดนตรีแบบที่ไม่รู้ตัว เพราะว่านอกจากดนตรีจะช่วยพัฒนาสมองทั้งสองด้านแล้ว ก็ส่งผลถึงอัตราการเต้นของหัวใจ รวมไปถึงอารมณ์ด้วย

จึงถือได้ว่าดนตรีบำบัดเป็นการบำบัดทางเลือกอีกอย่างหนึ่งได้ซึ่ง ปู- พีระพงษ์บอกเราว่า ในทางการแพทย์กับดนตรีบำบัด ถ้าจะให้เกิดผลดีต้องใช้ควบคู่กัน บางทีผู้ป่วยคนหนึ่งอาจจะไม่ต้องการแค่ยา อาจจะต้องการอย่างอื่น เช่นจิตแพทย์ กายภาพบำบัด หรือศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัดก็จะเป็นหนึ่งในวิธีการนั้น

people-hand-iphone-smartphone

ภาวะซึมเศร้าอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ดนตรีบำบัดก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้จิตใจดีขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้หายเป็นปลิดทิ้งเหมือนปวดหัวแล้วไปกินยาพารา แต่บางทีการค่อยๆ รักษาจากภายในสู่ภายนอกก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะการอยู่กับความเศร้าทำให้เราเข้าใจตัวเอง และ รู้จักกับการจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น เริ่มดนตรีบำบัดด้วยตัวเองง่ายๆ โดยการลองฟังเพลงที่ชอบ หรือถ้าใครเบื่อที่จะฟัง อยากลองเล่นดนตรีดูก็ได้เหมือนกัน เล่นโดยไม่ต้องคิดว่าฝีมือจะออกมาเป็นอย่างไร บางทีเป็นคนสร้างเสียงดนตรีขึ้นมาเอง อาจจะสนุกกว่าที่คิดก็ได้

Story by Pensagow S.