xn1a9782

 

Labanoon เป็นภาษาอาหรับ มีความหมายว่า ‘นมสด’ ความสดใหม่และจริงใจทั้งในเรื่องของเนื้อหาและพาร์ตดนตรีที่ส่งผ่านมาในอัลบั้ม นมสด เมื่อปี 2541 ก็ทำให้วงดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นจากเวทีการประกวดดนตรีระดับมัธยมอย่าง ฮอตเวฟ มิวสิค อวอร์ดส วงนี้ดังเป็นพลุแตก รวมถึง 3 อัลบั้มต่อมาอย่าง 191 (พ.ศ.2542), คนตัวดำ (2545) และ Clear (2546) ก็สานต่อความสำเร็จไปไม่น้อยกว่ากัน กับเหล่าเพลงฮิตที่เพียงอินโทรขึ้นก็นึกเนื้อร้องออกทันทีไม่ว่าจะเป็น ยาม, 191, รางวัลปลอบใจ, ถูกทุกข้อ, คนตัวดำ, แฟนเก่า, Missed Call ฯลฯ แม้ว่าอีก 2 อัลบั้มต่อมาอย่าง สยามเซ็นเตอร์ (2548) และ 24 ชั่วโมง (2549) จะมีกระแสตอบรับที่ลดน้อยถอยลงไปพอสมควร ในที่สุด Labanoon ก็ตัดสินใจพักวงและหายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง เมธี อรุณ ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักร้องนำและมือกีตาร์ได้ผันตัวเองไปเล่นการเมืองที่บ้านเกิด โดยเป็นอดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล รวมถึงเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และรองประธานสโมสรฟุตบอล สตูล ยูไนเต็ด อีกด้วย ส่วน อนันต์ สะมัน มือเบสของวงก็ไปทำงานประจำที่บริษัทไอทีแห่งหนึ่ง จนกระทั่งปี 2555 พวกเขาก็กลับมารวมตัวอีกครั้งพร้อมมือกลองคนใหม่อย่าง สมเมย์ – ณัฐนนท์ ทองอ่อน และปล่อยอัลบั้ม Keep Rocking ซึ่งถือเป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีของวงนั่นเอง

และปีนี้พวกเขาทั้ง 3 คนในนาม Labanoon ก็พร้อมเดินหน้าต่อกับอัลบั้ม N.E.W.S. ซึ่งวางแผงไปเรียบร้อยแล้ว ภายใต้การทำงานกับค่ายใหม่อย่าง genie records โดยได้ทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว และพวกเขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์เพลงฮิตให้เกิดขึ้นกับวงการเพลงบ้านเราอีกครั้งกับเพลง เชือกวิเศษ ที่ขณะนี้ยอดวิวในยูทูปเลยตัวเลขสามร้อยล้านวิวไปแล้ว รวมถึงเพลงอื่นอย่าง ศึกษานารี, พลังงานจน (feat. เปาวลี พรพิมล), แพ้ทาง และ พนักงานดับเพลิง อีกด้วย

 

2 ปีที่แล้ว Labanoon ย้ายมาอยู่กับค่าย genie records ซึ่งแต่ละซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาก็ประสบความสำเร็จแทบทั้งสิ้น พวกคุณมองเห็นอะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง?
เมธี : บอกตรงๆ ผมไม่คิดด้วยซ้ำไปว่าทุกคนจะให้การต้อนรับการกลับมาของ Labanoon และชอบเพลงของเรา เราแค่รู้สึกดีใจที่ได้กลับมานำเสนอผลงานเพลงหลังจากหายไปนาน และอยากทำให้มันดีที่สุดแค่นั้น อัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง N.E.W.S. เป็นอัลบั้มที่พวกเรา 3 คนคิดเยอะ ท่ามกลางความกดดันหลายๆ อย่าง

ภายใต้ซาวนด์ที่ทำให้นึกย้อนไปสู่ยุคแรกๆ ของพวกคุณ ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน?
เมธี : การเข้ามาของ สมเมย์ ทำให้ภาคดนตรีของ Labanoon ในอัลบั้มนี้แข็งแกร่งและเข้มข้นขึ้น เขาเคยอยู่วง Oblivious เคยเล่นดนตรีหนักๆ มาก่อน ก็เลยเอาลูกส่งในสไตล์ของสมเมย์มาประยุกต์ใช้กับความเป็นกรู๊ฟของ Labanoon
สมเมย์ : ตอนแรกผมเครียดมาก ด้วยความที่มาตรฐานของ Labanoon สูงมากอยู่แล้ว การที่เราเข้ามาใหม่ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผมยอมรับนะว่าแต่ก่อนไม่เคยฟังแนวนี้เลย เสพย์แต่เพลงหนักๆ จนเริ่มได้มาเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ จากพวกพี่ๆ เขา

n-e-w-s

 

ความรู้สึกกับอัลบั้มใหม่ของ Labanoon?
เมธี : ถ้าเทียบกับ 7 อัลบั้มที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าอัลบั้ม N.E.W.S. หรือชื่อภาษาไทย เหนือ ใต้ ออก ตก น่าจะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Labanoon มันครบองค์ประกอบทั้งหมดทั้งเรื่องซาวนด์ดนตรีและกระบวนการคิด ผมไม่รู้นะว่า Labanoon จะมีอัลบั้มเต็มออกมาอีกหรือเปล่า เพราะยุคนี้เขาไม่ทำอัลบั้มเต็มกันแล้ว เรามีเดโมในมือเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญากับ genie records เซ็นปุ๊บก็อัดทั้งอัลบั้มเลย เสร็จตั้งแต่เดือนกรกฏาคมปี 2557 หลังจากนั้นก็เป็นกระบวนการของการโปรโมตแล้ว ผมคิดว่า N.E.W.S. เต็มไปด้วยจิตวิญญาณในเรื่องของการทำอัลบั้ม แน่นอนว่ามันไม่เหมือนการทำซิงเกิ้ลที่อาจจะหวังแค่เรื่องยอดวิว อัลบั้มเต็มคือสิ่งที่พวกเราอยากนำเสนอ ซึ่งคนฟังอาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ภาพรวมของอัลบั้มจึงมีทั้งเพลงรัก หรือเพลงลึกๆ ซึ่งอาจจะไม่ดัง แต่เป็นเพลงที่พวกเราภูมิใจในความรู้สึก
อนันต์ : ซึ่งมันก็มีเรื่องการวางตำแหน่งในแต่ละเพลงเข้ามาเสริมด้วย

แตกต่างอย่างไรกับ 7 อัลบั้มที่ผ่านมา?
เมธี : คือต้องยอมรับว่า พอมาอยู่ค่ายใหญ่ก็จะได้เปรียบในเรื่องงบประมาณหรือทุน เราได้ห้องอัดดีๆ ได้ เชน เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียมามิกซ์ให้ทั้งอัลบั้ม หรือแม้แต่การได้มิสเตอร์คริสเตนเซนที่เคยทำมาสเตอริ่งให้กับวง Metallica มาร่วมงาน ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ก็ได้ทำมาสเตอริ่งที่นิวยอร์ก มันเป็นเรื่องของมุมมองและมิติที่เพิ่มมากขึ้น
อนันต์ : นั่นคือข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแต่ละคนก็ระดับโลกทั้งนั้น คือพวกเราก็เล่นปกติเหมือนที่เคยเล่น แต่ได้มาอยู่ในระบบการบันทึกเสียงที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ต้องประยุกต์ให้เข้ากับวงของเราด้วย

การทำงานกับบุคคลในแวดวงดนตรีระดับโลกทำให้พวกคุณได้เรียนรู้อะไร?
เมธี : ความเป็นมืออาชีพ นั่นคือสิ่งที่เราควรเอาเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ควรซื่อสัตย์กับงาน มั่นใจ และมีความสุขกับมัน เหมือนกับ Labanoon ที่ก็ตัดสินใจมาทางนี้แล้ว
อนันต์ : มาไกลมาแล้วด้วย (หัวเราะ)
เมธี : ใช่ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด พร้อมรับกับชะตากรรมในทุกเรื่องๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

จากอัลบั้มชุดแรกๆ ของ Labanoon ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แต่ในช่วงหลังๆ กระแสกลับเงียบหายไปพอสมควร?
เมธี : อาจจะเป็นเพราะว่า พวกเราไม่ได้คิดรอบคอบด้วยมั้งครับ คิดแล้วก็ทำเลย ไม่ได้วางสเต็ปในการทำงาน อาจจะอยากลองอะไรใหม่ๆ บ้าง และก็ด้วยบริบทอะไรหลายอย่าง ซึ่งพอมาถึงจุดหนึ่งที่วงการเพลงเปลี่ยน มันก็อาจส่งผล แต่สำหรับอัลบั้มชุดนี้ เหมือนเรากำลังทำอัลบั้มแรกกันอยู่ ยอมรับตามตรงแบบไม่อายเลยว่า ผมวางโครงสร้างอัลบั้มนี้เหมือนกับอัลบั้ม นมสด เมื่อปี 2541 มันไม่ได้มีอะไรใหม่เลยนะ เรียบง่าย และ back to basicใครจะมีอะไรก็แล้วแต่ แต่พวกเรามีดนตรี 3 ชิ้นนี่แหละ ซื่อๆ ตรงๆ จริงใจ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราได้ และจงภูมิใจกับสิ่งที่เราเป็น
สมเมย์ : แต่มันก็จะมีการพัฒนาในมุมของซาวนด์มากกว่า ก็ไปเพิ่มเติมในจุดนั้นให้เข้มข้นขึ้น

การเป็นวงดนตรี 3 ชิ้นนั้นยากง่ายต่อการนำเสนอบทเพลงอย่างไรบ้าง?
เมธี : ผมอยากให้ทุกคนลองมาเล่น 3 ชิ้นดู ท่ามกลางความง่ายมักจะมีความยากในตัวอยู่เสมอ ทุกตัวโน้ต ความละเอียด ความใส่ใจ เอาเข้าจริงดนตรี 3 ชิ้นแทบจะทำอะไรเยอะไม่ได้เลย ต้องโฟกัสกับการเล่นดนตรีจริงๆ บนเวทีคอนเสิร์ตก็ไม่สามารถเอนเตอร์เทนคนดูเยอะได้ เพราะผมต้องเล่นกีตาร์ แต่เราสามารถคอนโทรลคนที่มาดูด้วยเพลงและดนตรีของเราได้ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากมาก มันขึ้นอยู่กับการเรียบเรียงและกระบวนการคิดตั้งแต่แรก ครั้งหนึ่งเราเคยอยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ท้ายที่สุดมันพัง อย่างช่วงที่ปล่อยเพลง เชือกวิเศษ หรือ แพ้ทาง มีคนบอกว่า ผมไม่เห็นพี่โซโล่เลย คือมันใส่ไม่ได้ ถ้าใส่เพลงจะพังทันที มันเป็นเรื่องของความลงตัวด้วย

ไหนๆ พูดถึงเพลง เชือกวิเศษ แล้ว มีมุมมองกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง?
เมธี : ส่วนหนึ่งก็มาจากเพลงแหละครับ แต่ท้ายที่สุดพวกเราให้เครดิตกับค่าย ผู้กำกับ นักแสดงในเอ็มวีทุกคน พวกเราเป็นแค่คนทำเพลง ถ้าไม่มีบริบทเหล่านี้มาช่วย เพลงก็คงไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้ เพลงอย่าง พลังงานจน เราไม่คิดว่ามันจะถึงร้อยล้านวิว เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงช้าที่จะไปถึงจุดนั้นได้ พลังงานจน เป็นเพลงที่พวกเราภูมิใจมากที่สุดกับการนำเสนอ ในอัลบั้มนี้น่าจะเป็นเพลงที่ผมชอบมากที่สุด ภูมิใจมากกว่าเพลง เชือกวิเศษ ด้วยซ้ำ

 

ช่วงที่ผ่านมาเกิดข่าวคราวกับ Labanoon มากมาย ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์เพลงกับค่าย Music Bugs หรือแม้แต่เพลง แพ้ทาง ที่หลายคนมองว่าไปก็อปปี้เพลงต่างชาติมา สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนในการทำงาน?
เมธี : ไม่นะครับ ท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นความจริงก็จะยังคงอยู่เสมอ ว่าเราคิดหรือทำอะไร มันจะมีคำตอบในตัวของมันเองอยู่แล้ว และผมเชื่อว่าสิ่งใดที่เป็นเท็จ วันหนึ่งมันก็จะมลายหายไปด้วยตัวของมันเองเช่นกัน เพราะเราไม่มีสิทธิ์จะไปบังคับให้ใครเข้าใจตามเราได้ แต่ละคนมีมุมมองต่างกัน แต่เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ทำงานเหนื่อยและหนักแค่ไหน ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ซึ่งเราก็ได้รับกำลังใจจากทั้งแฟนเพลงและคนรอบข้าง ไปนั่งคุยกับพี่กบ (ขจรเดช พรมรักษา-มือกลองวง Big Ass) กับพี่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย-นักร้องนำวง Bodyslam) พวกพี่เขาก็บอกว่า อย่าไปซีเรียสเลย ท้ายที่สุดพวกเราก็ต้องเดินกันต่อ

หลายคนรอฟังเพลงช้าจาก Labanoon อีก?
เมธี : อัลบั้มชุดนี้ไม่มีเพลงช้าแล้ว ที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลจะเป็นเพลงลึกๆ แล้ว ไม่รู้คนฟังจะอินหรือเปล่านะ บอกตรงๆ ว่าช่วงที่ทำเพลง เชือกวิเศษ ถ้าเพลงนี้ไม่มา อัลบั้มนี้ก็จะไม่มีเพลงช้าเลย

ทั้งๆ ที่เพลงช้าของ Labanoon ได้รับความนิยมจากคนฟังมาโดยตลอด?
เมธี : ผมคิดเพลงรักไม่ออก ผมอายุ 30 กว่าแล้ว มันไม่ใช่อารมณ์อกหักในแบบที่เคยเป็นมาแล้ว เมื่อก่อนทำได้เพราะอกหักจริง คนอายุรุ่นผมจะมองความรักไปสู่ความรับผิดชอบ หรือความรักแบบเชื่อใจกันแล้ว อีกอย่างคือ เพลงจะอยู่ได้นานต้องมาจากความรู้สึก ไม่ใช่เมคขึ้นมา

แล้วเรื่องราวหรือแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงของ Labanoon ในยุคสมัยนี้ล่ะ ได้มาจากไหน?
เมธี : ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ทุกคนผ่านเรื่องราวของการต่อสู้ ดิ้นรน ผมรู้สึกว่า เวลาผมร้องเพลงแบบนี้แล้วผมอิน ผมอยากให้ Labanoon เป็นวงดนตรีที่เป็นหัวหอกในการนำเรื่องการต่อสู้ชีวิตมานำเสนอ เชื่อไหมว่า ตอนพวกเราตัดสินใจเอาเดโมมาเสนอกับ genie records พวกเรายังไม่รู้เลยว่าเขาจะเอาหรือเปล่า แต่ก็เอาวะ ลองดูสักตั้งหนึ่ง พอจะปล่อยเพลง ผลตอบรับจะออกหัวหรือก้อยก็ไม่รู้เช่นกัน
สมเมย์ : คือ Labanoon หยุดทำอัลบั้มไปนาน มองอีกมุมหนึ่ง พวกเราก็อาจะเป็นศิลปินยุคเก่าไปแล้วหรือเปล่า
เมธี : แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เหมือนเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่ชื่อ ตายดาบหน้า คือลุยไปข้างหน้าก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ซึ่งมันจะสำเร็จหรือไม่ไม่มีใครรู้

xn1a98578

 

พวกคุณไม่คิดว่าชื่อของ Labanoon จะการันตีอะไรได้อีกแล้ว?
เมธี : ผมเปรียบ Labanoon เป็นวงภูธรเล็กๆ เป็นวงอะไรก็ไม่รู้เมื่อ 18 ปีที่แล้ว แต่ท้ายที่สุดวงดนตรีวงนี้ยังอยู่ใน พ.ศ. นี้ได้ พอนึกย้อนกลับไปมันก็คุ้มกับความเหน็ดเหนื่อยนะ ในวันที่ปล่อยซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มนี้อย่าง ศึกษานารี ออกมา พวกเราตื่นเต้น ใจสั่น ความดีใจมันเกิดขึ้นแล้ว พวกเรามีเพลงใหม่แล้ว

โบโน่ แห่งคณะ U2 เคยบอกว่า “Music can change the world because it can change people” แล้วพวกคุณล่ะ คิดว่าเพลงสามารถเปลี่ยนโลกได้ไหม?
อนันต์ : มันน่าจะเป็นเรื่องของการจรรโลงใจมากกว่า
เมธี : เอาจริงๆ… ผมว่าคงเปลี่ยนไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้ก็มีแค่คุณธรรม จริยธรรม ตราบใดที่คุณยังไม่สามารถคิดได้ว่า การวางระเบิดฆ่าคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิดบาป โลกใบนี้ก็ยังจะคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันอาจจะเป็นเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์ก็ได้มั้ง ผลประโยชน์สามารถฆ่าคนได้ มันอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้อยู่ด้วยกันได้ เกิดความจริงใจซึ่งกันและกันมากกว่า

อยากให้คนฟังได้อะไรจากอัลบั้ม N.E.W.S. บ้าง?
เมธี : ฟังแล้วเข้าใจเรา แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริงๆ ผมชอบการทำเพลงในยุคนี้ที่เป็นซิงเกิ้ลมากกว่าอัลบั้มอีก มันง่ายมากเลยนะถ้าคุณจับตลาดได้ว่าคนชอบเพลงแบบไหน การทำอัลบั้มมันเหนื่อย มันมีทั้งเรื่องการขายความคิดที่ไม่รู้ว่าคนฟังจะเข้าใจหรือเปล่า แต่ในอีกแง่หนึ่ง การทำอัลบั้มมันเท่ แต่ความเท่อาจจะกินไม่ได้อีก เราเลยต้องตีโจทย์การทำอัลบั้มออกมา เรามีเพลง 3-4 เพลงที่เล่นกับตลาดแมสหรือยอดวิวจากยูทูปแล้ว แต่เพลงที่เหลือก็เป็นในอีกแง่มุมหนึ่งที่พวกเราอยากจะนำเสนอ
อนันต์ : ตอนนี้อัลบั้มวางแผงทั่วประเทศแล้ว ฝากทุกคนที่ติดตาม Labanoon มาตลอดด้วย บอกตามตรงว่าไม่รู้จะหาซื้อได้อีกไหม ไม่รู้จะมีอัลบั้มเต็มอีกไหม ไม่รู้พวกเราจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน (หัวเราะ) ก็ฝากไว้ด้วยครับ
สมเมย์ : แค่อยากบอกว่า พวกเราเป็นนักดนตรี เราไม่ได้ต้องการให้คนเข้าใจว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นแบบนี้ อย่าไปคิดว่าทำไมเพลงเหมือนเดิมเลย ไม่สมัยใหม่เลย แต่ละเพลงพวกเราตั้งใจทำเพลงและเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง หน้าที่ของพวกเราคือทำให้คนฟังมีความสุข และเราก็อยากให้คุณเสพย์ในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้คุณฟัง

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.