old_potato-2-027

 

ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้แต่เข็มวินาทีของนาฬิกายังเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา… ไม่ต่างอะไรกับตลอดระยะเวลา 15 ปีกับเส้นทางบนถนนสายดนตรีของวงร็อคหัวมัน Potato ที่ความเปลี่ยนแปลงเดินทางเข้ามาทักทายพวกเขาอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะกว่าที่สมาชิกในวงจะกลายมาเป็น 4 คนอย่างที่เห็นในปัจจุบันทั้ง ปั๊บ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข (ร้องนำ), โอม – ปิยวัฒน์ อนุกูล (เบส), กานต์ – กานต์ อ่ำสุพรรณ (กลอง) และ หั่ง – ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล (กีตาร์) พวกเขาก็ผ่านลมพายุลูกน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน

Potato คือชื่ออัลบั้มแรกของพวกเขาเมื่อปี 2001 กับเพลงแจ้งเกิดอย่าง ทำนองที่หายไป และ เธอไปกับใคร สมาชิกในตอนนั้นก็ประกอบไปด้วย ปีย์ – ปีย์ชนิตถ์ อ้นอารี (ร้องนำ, กีตาร์), โน้ต – นันทไกร ฉ่ำใจหาญ (กีตาร์), นุช – อรนุช ตั้งเดชาวุฒิ (เบส), บ๋อม – สุวาทิน วัฒนวิทูกูร (กลอง) และ ปั๊บ ที่ร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคก่อตั้งด้วย โดดเด่นด้วยการเป็นวงดนตรีที่มีนักร้องนำ 2 คนก็คือ ปีย์ และ ปั๊บ และครองใจวัยรุ่นในยุคนั้นได้พอสมควร แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น…

หลังจาก นุช มือเบสของวงร่ำลาวงการด้วยการไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ต่อด้วยข่าวช็อคกับการเสียชีวิตของ ปีย์ ระหว่างการทำอัลบั้มชุดที่ 2 แต่กระนั้นพวกเขาก็ขอเดินหน้าตามความฝันต่อกับอัลบั้ม Go…On ที่เว้นจากอัลบั้มแรกไป 2 ปี โดยได้หนุ่มมาดเซอร์ที่มาพร้อมทรงผมเดรดล็อคอย่าง โอม เข้ามาในตำแหน่งเบส และเสริมด้วยมือกีตาร์คนใหม่อย่าง วิน – รัตนพล เก่งเรียน และซิงเกิ้ลที่โปรโมทในอัลบั้มนั้นอย่าง น้ำหอม, ไม่ให้เธอไป และ กล้าพอไหม ก็ดังเปรี้ยง จนทำให้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นอย่างเต็มตัว

old_potato-3-017
old_potato-5-008

 

แม้ว่าอัลบั้มชุดที่ 3 อย่าง Life ในปี 2005 จะมาพร้อมการออกจากวงของ โน้ต แต่ Potato ก็ยังมีเพลงสุดฮิตอย่าง ที่เดิม, ปากดี และ รักแท้ดูแลไม่ได้ หลังจากนั้นอีก 2 ปีให้หลัง พวกเขาเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อ บ๋อม กล่าวอำลาวงไปหลังจากทำอัลบั้ม Sense เสร็จสิ้น แต่พวกเขาก็ยังมีซิงเกิ้ลที่คุ้นหูกันเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น นี่แหละคือความเสียใจ หรือ พอเพียง ที่ยังคงได้ยินในผับบ้านเราเสมอ โดยได้ กานต์ เข้ามารับหน้าที่มือกลองแทน และหลังจากอัลบั้ม Circle ในปี 2008 วิน ก็เป็นสมาชิกอีกคนที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับวงต่อ ก่อนที่อัลบั้ม Human จะวางแผงในปี 2011 และได้สร้างปรากฏการณ์ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองกับเพลง เธอยัง นั่นเอง

3 ปีที่แล้ว หั่ง ซึ่งอันที่จริงแล้วมีบทบาทในการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Potato มานานกว่า 10 ปีก็กลายมาเป็นสมาชิกคนล่าสุดของวง กลายเป็น Potato ของทุกวันนี้ที่กำลังจะมีอัลบั้มชุดที่ 7 ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเพลงบ้านเราอีกครั้งจากเพลง ทิ้งไว้กลางทาง รวมถึงซิงเกิ้ลอย่าง สมดุล และ รอย ที่อย่างน้อยก็ทำให้บรรดาแฟนเพลงยังรู้ว่า Potato ยังไม่ท้อและไม่ได้หายไปไหน แม้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เราเกริ่นนำไปนั้น พวกเขาจะผ่านทั้งเรื่องดีและร้ายมาตลอดเส้นทางก็ตาม และเรื่องราวหลังจากนี้ก็เป็นบทสนทนาระหว่าง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ และ Potato ที่จะทำให้รู้ว่า พวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดมาอย่างไร  และพวกเขากำลังจะเดินทางไปในทิศทางไหนกันต่อ

 

Potato เป็นวงดนตรีวงแรกที่ได้เล่นเอ็กซ์คลูซิฟคอนเสิร์ตที่ Billboard Cafe หลังจากเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา รู้สึกยังไงบ้าง?
ปั๊บ : แฮปปี้มากครับ รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ที่เลือกวง Potato ให้ไปเล่น พวกเราติดตาม Billboard มานานครับ เป็นหนังสือระดับอินเตอร์เลยนะ พวกเราตื่นเต้นที่ได้ร่วมงาน วันนั้นต้องขอบคุณมากๆ สนุกมากๆ ครับ

อัพเดตกันสักหน่อยว่าตอนนี้ Potato กำลังทำอะไรกันอยู่?
ปั๊บ : ตอนนี้พวกเราเริ่มรวบรวมเพลงให้เป็นอัลบั้มเต็มกันแล้ว น่าจะออกในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน ซึ่งตอนนี้ต้องเอาแพลนมาเป็นตัวกำหนดการทำงานของพวกเราแล้ว อาจจะติดชิลล์กันมากไปหน่อย (หัวเราะ)
กานต์ : อัลบั้มนี้พวกเราทำกันมานานมาก 3 ปีได้ ก็มีการนำเอาเพลงเก่าๆ จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วมาคัดอีกรอบ รวมถึงทำเพลงใหม่ด้วย
ปั๊บ : ในช่วงระยะเวลา 3 ปีนอกจากการทัวร์คอนเสิร์ตและทำเพลง ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราได้ทำทั้งโฆษณาหรือซีรี่ส์ คือพวกเราก็ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัยด้วย อย่างเมื่อก่อนทำอัลบั้มรวดเดียวจนเสร็จแล้วค่อยออกทัวร์ แต่ยุคนี้มันต้องควบคู่กันไป ผมว่าในระยะเวลา 1 ปี สังคมของการฟังเพลงมันเปลี่ยนตลอด แต่เรายังอยากให้ Potato เป็นโพรดักต์ที่ร่วมสมัย ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะต้องมองภาพรวมของสังคมด้วย

old_potato-6-010
old_potato-4-003

 

เพลงของ Potato ในยุคนี้ต่างจากยุคก่อนมากไหม?
ปั๊บ : ถ้าจะนับตั้งแต่อัลบั้มแรก มันเปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับ อย่างเรื่องดนตรีก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลความอินของนักดนตรีแต่ละคน วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไปตามช่วงอายุและประสบการณ์ของชีวิต แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแบบเข้มข้นอะไรมาก ส่วนใหญ่เวลาคิดเพลง เราจะคิดจากคนฟังเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งเราต้องมองด้วยว่าทาร์เก็ตหรือกลุ่มแฟนเพลงของเราเป็นกลุ่มไหน มีลักษณะอย่างไร เรื่องราวมันอาจจะเข้มข้นก็จริง แต่เราก็นำมาลดทอนให้ฟังง่ายหรือรู้สึกคล้อยตามได้ง่ายขึ้นมากกว่า

แล้วคนฟังของ Potato ในยุคเริ่มแรกกับยุคสมัยนี้ล่ะต่างกันไหม เพราะจะว่าไป พวกคุณเป็นวงดนตรีที่ได้ชื่อว่าครองใจวัยรุ่นตลอดมา?
โอม : ตอนนี้แฟนเพลงยุคแรกเริ่มอุ้มลูกอุ้มหลานมาดูคอนเสิร์ตกันแล้ว คือพวกเราทำงานกันมาค่อนข้างจะนาน ฐานแฟนเพลงก็จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแฟนเพลงรุ่นเดียวกัน ตอนนี้รุ่นนั้นก็เติบโตไปพร้อมกับเราหมดแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกวันนี้ Potato ยังไปเล่นงานแคมปัสตามมหา’ลัย โรงเรียนมัธยม หรือแม้แต่งานกาชาดกันอยู่เลย
ปั๊บ : รวมถึงแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นใหม่ๆ ก็มีเข้ามา ซึ่งผมมองว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แฟนเพลงพวกเรายังชอบอะไรที่สนุกและเข้าใจง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือ คนฟังสมัยนี้โดยเฉพาะคนเมืองฟังเพลงลึกซึ้งขึ้นในมุมมองของเนื้อหา เมื่อก่อนเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สื่อมีน้อยกว่ายุคนี้มาก หลักๆ ก็มีแค่โทรทัศน์ แต่ตอนนี้คนฟังเขาเลือกเสพย์ได้ บางทีเราคิดว่าพวกเขาชอบฟังเพลงรักทั่วไป แต่จริงๆ แล้วพวกเขาอาจจะต้องการอะไรที่ลึกซึ้งขึ้นก็ได้ อย่างเพลง ทิ้งไว้กลางทาง หรือ รอย มันเป็นเพลงที่คอนเทนต์เปลี่ยนไปจากสมัย Potato ยุคแรก หลายคนอาจรู้สึกว่ามันก็เป็นเพลงรักอกหักเหมือนเดิม ใช่ครับ เราเจตนาอยากให้คนฟังรู้สึกว่ามันเหมือนเดิม แต่ว่าอินเนอร์หรือวิธีการถ่ายทอดมันเปลี่ยนไปหมดเลย

potato-1-017

 

เริ่มจับทางหรือมีสูตรสำเร็จในการทำเพลงรักอกหักแล้ว?
โอม : ถ้าถามว่า Potato มีสูตรไหม… ก็มี แต่หลังจากเพลง ทิ้งไว้กลางทาง เป็นต้นมา ผมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จอะไรแล้ว เพราะจริงๆ ตอนแรกเพลงนี้ไม่ใช่เพลงช้า มันเป็นเพลงจังหวะมีเดียมเพลงหนึ่ง แต่ถ้าเราฟังแล้วเข้าใจอารมณ์ของเพลงว่ามันควรจะเป็นแบบไหน เราก็ปรุงให้มันกินง่ายขึ้น ถ้าคนฟังเปรียบเทียบกับเพลงเก่าๆ มันก็อาจจะเป็นกลิ่นอายของ Potato พวกเราไม่เคยคิดว่าอันไหนจะเป็นสูตรตายตัว อย่างเพลง ไม่รู้จะอธิบายยังไง เราก็พยายามทำอะไรที่แตกต่างด้วยการฉีกไปอีกแนวทางหนึ่งเลย แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่าไปไกลเกินไปแล้ว ก็จะพยายามหาทางกลับมาให้มีความเป็น Potato ให้ได้
ปั๊บ : หรืออย่างเพลงเร็ว พวกเราก็ตั้งใจจะนำเสนอกลิ่นอายใหม่อยู่เรื่อยๆ เพราะอยากสนุกกันเองด้วย ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เราก็แฮปปี้  มันไม่มีอะไรที่จะต้องดีไปตลอดหรอก

การได้สมาชิกใหม่มาเพิ่มทำให้ไดเรกชั่นของวงเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน?
หั่ง : จริงๆ ผมทำงานกับ Potato มา 12 ปีแล้ว ณ วันที่ผมเป็นโปรดิวเซอร์ วงดนตรีวงนี้ก็เหมือนคนๆ หนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตมาเรื่อยๆ พอถึงวันที่ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกวงซึ่งเป็นวันที่ Potato อยู่ในวงการมามากกว่า 10 ปีแล้ว ไดเรกชั่นของวงมันก็มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากที่ทุกคนคุ้นชินในสไตล์ Potato แบบเดิม ในยุคก่อนเราค่อนข้างชัดเจนในสิ่งที่เราจะพูด เต็มที่กับการใส่ทุกสิ่งทุกอย่างลงไป แต่พอเวลาผ่านไป เราค่อยๆ ตัดทอน ปรับเปลี่ยน ค่อยๆ ตกผลึกกับสิ่งที่เราทำ ผมว่าช่วง 2-3 ซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ มันค่อยๆ เข้าสู่สภาวะที่น่าจะพอดีสำหรับอายุและช่วงเวลาที่เหมาะสม หรืออย่างเรื่องพาร์ตดนตรี กานต์กับบ๋อมก็ตีกลองกันคนละสไตล์ หรืออย่างผมกับวินก็ตาม เมื่อก่อนที่ทำงานร่วมกัน เราก็จอยกัน แต่ผมเข้ามาเป็นสมาชิกวงอย่างเต็มตัว จะไปทำแบบเดิมมันก็ทับไลน์กันหรือเปล่า ในมุมของคนทำงานมันไม่เกิดประโยชน์ตรงที่ว่า มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็ยังอยู่บนพื้นฐานของความเป็นป๊อปร็อคอยู่ดี

potato-5-025
potato-6-013

 

พอต้องเปลี่ยนสมาชิกวง พวกคุณมีวิธีการปรับจูนกันอย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนในแต่ละครั้ง?
ปั๊บ : คือพวกเราโชคดีในเรื่องนี้ด้วย อย่างโอมก็เป็นเพื่อนของเพื่อน หรือกานต์ พี่หั่งก็รู้จักมาก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่พี่หั่งก็เป็นโปรดิวเซอร์ของ Potato มานาน ในการจะเลือกใครเข้ามาเป็นสมาชิกวงสักคน เราจะเลือกจากประสบการณ์และทัศนคติ ส่วนเรื่องปรับตัว ผมว่าคนเราต้องปรับตัวไปตลอดชีวิต ความคิดคนเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย มันเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องค่อยๆ ปรับตัวไปด้วยกันมากกว่า แค่อยู่ด้วยกัน รู้สึกดีและปรารถนาดีต่อกัน มันก็ไปกันไป

เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ กับวงดนตรีวงหนึ่งมันก่อเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไรบ้าง?
โอม : เปลี่ยนบ่อยมันก็ไม่ดีหรอก แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ให้เป็น ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้กับการเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นบททดสอบใหม่ๆ เจอเพื่อนใหม่ก็ดี จะได้มีประสบการณ์เอาเข้ามาเติมให้เราด้วย ถ้าไม่ดีก็ไม่เป็นไร เอาใหม่ ชีวิตมันไม่มีทางตันหรอกครับ
กานต์ : เหมือนวงเราในตอนนี้มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีไปหมดแล้ว ในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงมันต้องดีขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงก็ช่วยขัดเกลาผมด้วยนะ ผมเข้าวงมาตอนอายุ 22 พอดี ก็ได้พี่ๆ แนะนำ ทั้งๆ ที่ตอนที่ยังไม่เข้าวง ผมมอง Potato ว่าเป็นวงที่เล่นดนตรีกันเองจริงหรือเปล่า ถึงขนาดดูคอนเสิร์ตแล้วนั่งจับผิดเลยด้วยซ้ำ
ปั๊บ : แต่ยุคนั้นมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราต้องยอมรับว่า Potato โตมาแบบนั้น อัลบั้ม 1 และ 2 คนจะรับรู้ได้ว่า เหมือนทางค่ายเน้นขายภาพลักษณ์ของความเป็นบอยแบนด์ ไม่ได้เน้นไปในทางการเป็นนักดนตรีมากนัก แต่ความจริงคือมันต้องเล่นดนตรี ซึ่งวงและค่ายก็ต้องมาปรับจูนกัน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องใช้เวลา
หั่ง : ผมอยู่ในทุกช่วงเวลาที่ Potato เกิดความเปลี่ยนแปลง ในฐานะคนทำงานเราจะรู้ว่า ทุกความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดผลกระทบกลับมาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเพลง การทำงานภายในวง การเริ่มต้นกับอะไรใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจ เราไม่สามารถไปกำหนดอะไรได้ การเปลี่ยนแปลงในวงดนตรีมันเกิดขึ้นทั่วโลกเสมอ จริงๆ มีแฟนเพลงหลายคนที่รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง หายไปเลยก็มี
ปั๊บ : ตอนนั้นนอยด์นะ แต่ก็ต้องทำใจ เราทำได้เพียงการยืนยันเจตนารมณ์ว่าเราจะเดินทางต่อด้วยอะไร และเราก็ทำออกมาให้ดีที่สุด

old_potato-4-002
old_potato-3-044

 

คิดว่าสามารถสลัดคราบบอยแบนด์ในยุคแรกได้หมดจดหรือยัง?
ปั๊บ : มียุคหนึ่งที่เราอาจจะรู้สึกเขินๆ แต่พอนึกย้อนกลับไปจนถึงวันนี้เราก็ภูมิใจนะ ถึงแม้จะยังมีบางคนบอกว่าเป็นบอยแบนด์ก็โอเค หรือถ้าบอกว่าพวกเราเป็นนักดนตรีจริงๆ ก็ยิ่งภูมิใจ
หั่ง : ถ้าถามว่าวันนี้ Potato ได้รับการยอมรับในฐานะนักดนตรีหรือยัง สำหรับผม ผมว่าก็ยังคงต้องต่อสู้กันต่อไป คนที่เขาเสพย์ดนตรีจริงๆ เขาอาจจะต้องการมาตรฐานที่เป็นมืออาชีพมากๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทิศทางที่ Potato โฟกัสมาเป็นอันดับ 1 เพราะ Potato ไม่ได้มองที่ตัวเองเป็นหลัก แต่จะมองไปที่แฟนเพลงมากกว่า เวลาไปเล่นคอนเสิร์ต เราอาจจะไม่ได้โชว์ความสามารถในการเล่นดนตรี แต่เราไปแสดงดนตรี คือถ้าเป็นนักดนตรีจากรากเหง้าจะรู้สึกว่า ต้องเล่นให้ดี ห้ามแป้ก ห้ามหลุด ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดนะ ดีด้วยซ้ำในฐานะนักดนตรี แต่อย่างตอนที่ผมเป็นสมาชิกวงแรกๆ ปั๊บจะพูดกับผมเสมอว่า พี่เล่นเนียนเกินไปแล้ว อย่างนี้เขาเปิดซีดีฟังก็ได้ บางคนเขาอยากเห็นพี่โฟกัสไปที่เขาด้วย และต้องเอ็นจอยกับการเล่นด้วย

เคยมานั่งคุยกันไหมว่า วงดนตรีวงนี้จะเดินทางไปถึงจุดไหน?
ปั๊บ : จุดหมายสมัยยังวัยรุ่นทั้งเรื่องออกเทป อยากเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ พวกเราทำไปหมดแล้ว และเกินเป้าหมายในทุกๆ อย่างที่เราตั้งเอาไว้ด้วย เป้าหมายต่อไปก็คือ พวกเราก็จะทำเพลงให้ดีต่อไป ทำอย่างไรที่จะอยู่กับคนฟังได้เรื่อยๆ เพราะท้ายที่สุดทุกวงก็ต้องเลิก มันเป็นสัจธรรม
โอม : โดยส่วนตัวผมไม่เคยมีจุดหมายปลายทางนะ รู้แค่ว่าวันนี้ต้องทำอะไร เพราะทุกวันนี้ยังมีความสุขที่จะทำ ก็จะมีแรงทำมันทุกวัน ถ้าวันไหนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข ก็ต้องเริ่มกลับมาค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง พวกเราทำอาชีพที่มอบความสุขให้กับคนอื่น ถ้าเราเอาแต่มานั่งอมทุกข์ เราก็จะให้ความสุขกับคนอื่นไม่ได้

old_potato-2-018

 

ตลอดระยะเวลา 15 ปีพวกคุณได้เรียนรู้อะไรจากวงดนตรีที่ชื่อ Potato บ้าง?
กานต์ : ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตการทำงานจากพวกพี่ๆ แง่คิดต่างๆ ที่ทำให้ผมก้าวข้ามความเป็นเด็กไปได้
โอม : แรกๆ ผมก็เป็นเด็กเกเรคนหนึ่ง ซึ่งผมก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความรับผิดชอบ เรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์อย่างไร ต้องใช้ตอนไหน แม้กระทั่งเรื่องเงินทองหรือชื่อเสียง ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นสมาชิกวง Potato ที่มีชื่อเสียง ผมเป็นแค่นักดนตรี เป็นประชาชน เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนคนอื่นนั่นแหละ
หั่ง : จริงๆ ก็เยอะมาก แต่ที่สัมผัสได้มากที่สุดคือ ได้เรียนรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายๆ วันหนึ่งเราไปเล่นคอนเสิร์ตที่จังหวัดนี้ คนมาดูเกือบหมื่น แฮปปี้มาก เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถตู้ไปเล่นอีกจังหวัดหนึ่ง มีคนมาดูเราเล่น 10-15 คน ก็แปลกดีนะ เมื่อวานเรายังเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่วันนี้ไม่มีคนมาดูเลย แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมเรียนรู้ว่าต้องลุยให้ถึงที่สุดไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
ปั๊บ : เรียนรู้ชีวิตเลยล่ะครับ นอกจากได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองแล้ว ก็ยังได้เรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจคนอื่นด้วย ได้เห็นหัวใจของคนอื่นว่าเขาคิดและรู้สึกอย่างไร แต่ผมก็ยังต้องเรียนรู้ และยังสนุกกับการเรียนรู้อยู่ว่า Potato จะให้อะไรกับผมอีก สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจอยู่ก็คือ อะไรทำให้เราได้มาอยู่ตรงจุดนี้ ทำอาชีพนี้ มันคือเหตุผลทางโลกหรืออะไร แต่ละคนก็มีชะตาชีวิตต่างกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องยึดติดกับอะไรอีกต่อไปแล้ว

 

และทั้งหมดทั้งมวลจากบทสนทนาระหว่างเรากับ Potato ก็ทำให้รู้ว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะต้องมานั่งครุ่นคิดเกินความจำเป็น และการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุขกับทุกสิ่งที่ต้องเผชิญหน้า

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol
Stylist: Sarunrat Panchiracharoen