S01_002

 

CHAPTER 1: DREAMS HAVEN’T CHANGED

… ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน …

หนึ่งในความเชื่อที่มีต่อความฝันในถนนสายดนตรีที่ Bodyslam ยึดมั่นมาตลอด 14 ปี หากจะนิยามว่าพวกเขาตำนานบทหนึ่งของวงการเพลงบ้านเราก็คงไม่ผิดนัก เพราะแต่ละอัลบั้มก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง มีเพลงฮิตที่ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานสักแค่ไหนก็ยังคงครองใจแฟนเพลงอยู่เสมอ แม้ว่าจุดเริ่มต้นอันแท้จริงอย่างวงละอ่อน ซึ่งเป็นผลผลิตจากเวทีการแข่งขันวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาที่ดังสุดๆ ในตอนนั้นอย่าง ฮอตเวฟ มิวสิค อวอร์ดส์ จะไม่ได้ประสบความสำเร็จในวงกว้าง แต่ ตูน – อาทิวราห์ คงมาลัย (ร้องนำ) และ ปิ๊ด – ธนดล ช้างเสวก (เบส) ก็ไม่หยุดฝัน เดินหน้าทำวงต่อร่วมกับมือกีตาร์อย่าง เภา – รัฐพล พรรณเชษฐ์ และตั้งชื่อวงใหม่ว่า Bodyslam ก่อเกิดเป็นอัลบั้ม 2 ชุดคือ Bodyslam (ปี 2002) และ Drive (2003) ซึ่งทุกคนคงจดจำเพลงแจ้งเกิดอย่าง งมงาย, อากาศ, สักวันฉันจะดีพอ, ปลายทาง และ หวั่นไหว ได้เป็นอย่างดี และจุดเปลี่ยนสำคัญของ Bodyslam ก็เกิดขึ้น เมื่อเภาออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว, ย้ายจาก Music Bugs สู่อ้อมอก genie records รวมถึงการเข้ามาเติมเต็มของ 2 สมาชิกใหม่ ชัช – สุชัฒติ จั่นอี๊ด (กลอง) และ ยอด – ธนชัย ตันตระกูล (กีตาร์) และปล่อยอัลบั้มที่อาจจะถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซอย่าง Believe (2005) ออกมา ซึ่งบรรจุหนึ่งในเพลงที่เมื่อทุกคนนึกถึง Bodyslam จะนึกถึงเพลงนี้เสมออย่าง ความเชื่อ และเดินหน้าต่อด้วยอัลบั้ม Save My Life ในอีก 2 ปีให้หลัง ก่อนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสมาชิกวงอีกครั้ง เมื่อ โอม เปล่งขำ ซึ่งเป็นแบ็คอัพให้ Bodyslam มาสักพักก็เข้ามาเติมเต็มในตำแหน่งมือคีย์บอร์ดอย่างถาวร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมซาวนด์ในอัลบั้ม คราม (2009) และล่าสุดกับ ดัม-มะ-ชา-ติ (2014) มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่การพบกันระหว่าง บิลบอร์ด ไทยแลนด์ และ Bodyslam ในครั้งนี้ เราคงไม่ย้อนกลับไปถามไถ่ถึงเรื่องราวในอดีตของพวกเขาที่ทุกคนน่าจะทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว หากแต่เรื่องราวของ Bodyslam ในช่วงวัย ณ ปัจจุบัน, คอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะระเบิดความมันขึ้น และภาพที่พวกเขาวาดฝันไว้ในอนาคตต่างหากที่น่าสนใจยิ่งกว่า

S04_249
S06_332

 

14 ปีสำหรับวงดนตรีที่ชื่อ Bodyslam มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?
ตูน : ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของพวกเรานะ Bodyslam ทำเพลงจากสิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่เราเป็นมาโดยตลอด ตอนอัลบั้มแรกๆ เราเพิ่งอายุ 20 ต้นๆ สิ่งที่ผมอินได้ง่ายก็น่าจะเป็นเรื่องของความรัก ความคิดถึง อาจจะมีเรื่องความฝันของวัยรุ่นบ้าง ผมรู้สึกว่ามันจริงดีที่เราเลือกร้องหรือเล่าในสิ่งที่เรารู้สึก เราไม่ต้องพยายามพูดเรื่องใดๆ ก็ตามที่คิดว่าพูดแล้วต้องเท่แน่เลยแต่เราไม่รู้สึกกับมัน พอแต่ละอัลบั้มที่เดินทางมาเรื่อยๆ เรื่องที่เราอินก็อาจจะเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น เป็นเรื่องที่อยากจะพูดในขวบปีที่พวกเราอายุ 30 เกือบจะ 40 อยู่แล้ว อย่างซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมาที่ชื่อ ความฝันกับจักรวาล ก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่พวกเรารู้สึกจริงๆ ไม่อย่างนั้นมันคงจะเขินมากถ้าเราร้องเพลงนั้นโดยที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเลย

แล้วความเชื่อของ Bodyslam ล่ะ จากจุดแรกจนถึงวันนี้มันเปลี่ยนไปไหม?
ตูน : ถ้าคนอื่นที่มองเข้ามาเปรียบเทียบอัลบั้มแรกกับอัลบั้มล่าสุด เขาก็คงใช้คำว่าเปลี่ยนได้ มันวงเดียวกันปะวะเนี่ย แต่ระหว่างทางต่างหากที่พวกเราไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไป ระหว่างการเดินทางเราได้เจออะไรใหม่ๆ ทีละเล็กทีละน้อย เราก็ค่อยๆ สะสม เพิ่ม ลดทอน เรื่องนี้ไม่อินแล้วก็ไม่พูด ผมว่าในแง่พี่ๆ นักดนตรีก็เหมือนกัน มันเป็นแค่การเดินทางมาเจอกับอะไรบางอย่าง และกลายเป็น Bodyslam ในยุค พ.ศ. นี้

หลายคนมองว่าอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ ทั้งซับซ้อนทั้งฟังยาก?
ชัช : คือถ้าไล่ฟัง Bodyslam ตั้งแต่อัลบั้ม Believe เป็นต้นมา มันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง พวกเราโตขึ้น ทัศนคติหรืออะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ในทุกๆ อัลบั้มจะเป็นช่วงเวลาที่เราอยากเป็นอย่างนั้น อยากทำแบบนี้ แล้วมันก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนได้ยิน คนอื่นอาจจะรู้สึกว่าอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ ฟังเข้าใจยาก แต่ด้วยตัวเพลงมันคือพวกเราจริงๆ ณ เวลานั้นที่อยากจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับแฟนเพลง
โอม : สเต็ปการทำเพลงของ Bodyslam มันมักจะเกิดจากการแจมกัน มันก็มีบ้างแหละที่เราอยากจะทดลองใส่นู่นนิดนี่หน่อยไปเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ว่าเพลงมันลงตัวแล้ว ซึ่งเดโมจะเป็นดนตรีทั้งหมด ยอมรับว่าในเรื่องของดนตรีมันก็มีบ้างที่ฟังแล้วซับซ้อน แต่นั่นก็คือความตั้งใจของพวกเราเหมือนกันนะที่อยากให้ออกมาเป็นแบบนั้น แล้วเนื้อเพลงก็แต่งขึ้นมาทีหลัง แต่ผมชอบอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ อย่างหนึ่งตรงที่เนื้อเพลงมันเข้ากันดีมากเลยกับดนตรีที่มีรอไว้อยู่แล้ว

กับประโยคที่ว่า Bodyslam คือวงร็อคอันดับ 1 ของเมืองไทย?
ตูน : ไม่มีอันดับครับ พวกเราแค่สนุกกับสิ่งที่เรียกว่าดนตรี อาจจะมีหลายๆ คนที่พยายามจัดอันดับ แต่ตราบใดก็ตามถ้าวันหนึ่งคุณอยู่ในตัวเลขตัวเดียว คุณแฮปปี้อยู่แล้ว แต่พอวันใดวันหนึ่งคุณมีตัวเลข 2 หลัก แล้วเราดันไปผูกความสุขไว้กับตัวเลขเหล่านั้น เราก็คงจะสนุกกับเล่นดนตรีน้อยลงมั้ง แค่เราสนุกไปกับทุกๆ เวทีที่เล่น มีคนให้เกียรติเรา มีคนชอบเพลงและอัลบั้มของเรา แค่นี้ก็ภูมิใจและดีใจมากแล้ว

***************

CHAPTER 2: ROCKING ORCHESTRATION

ตลอด 6 อัลบั้มที่ผ่านมา Bodyslam มีคอนเสิร์ตใหญ่ให้แฟนเพลงได้ไปร่วมกระโดดโลดเต้นและมีความสุขกับบทเพลงที่พวกเขารักมาตลอด ไล่เรียงมาตั้งแต่สมัยคอนเสิร์ต Bodyslam Believe, Big Body Concert (ร่วมกับวง Big Ass), Bodyslam Save My Life Concert, Every Bodyslam Concert, Bodyslam Live in คราม, Bodyslam นั่งเล่น, Bodyslam 13 แม้ว่าทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศครั้งแรกของพวกเขาอย่าง “Bodyslam ปรากฏการณ์ ดัม-มะ-ชา-ติ” จะไปไม่ถึงฝั่งฝันและต้องยกเลิกกลางคัน แต่ความสนุกสุดมันและพลังแห่งการแสดงสดของ Bodyslam กำลังจะกลับมากับ “The Grandslam Live Bodyslam with the Orchestra” ที่จะผสานดนตรีร็อคของ Bodyslam เข้ากับวงออร์เคสตรากว่า 50 ชีวิต!

S03_158

 

ครั้งแรกที่ได้ชมทีเซอร์คอนเสิร์ตในครั้งนี้แล้วนึกถึงเพลง ความฝันกับจักรวาล ที่พวกคุณเพิ่งปล่อยเอ็มวีออกมาล่าสุด ที่มาที่ไปของคอนเสิร์ตคือการสานต่อจากเพลงดังกล่าวด้วยหรือเปล่า?
ตูน : ที่เข้าใจก็ใกล้เคียงนะครับ ในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ เราได้ทำเพลงที่มีออร์เคสตราด้วยทั้งหมด 3 เพลงก็คือ ชีวิตยังคงสวยงาม, dharmajāti (ดัม-มะ-ชา-ติ) แล้วก็ ความฝันกับจักรวาล ตอนนั้นแค่ได้ยินเสียงออร์เคสตราอย่างเดียวในห้องอัดรู้สึกว่ามันเพราะมาก แล้วเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับวงออร์เคสตรามากชิ้นขนาดนี้มาก่อน เรียกได้ว่าเต็มวงเลยก็ว่าได้ครับ แล้วคุณพิซซ่า (ทฤษฎี ณ พัทลุง) ซึ่งเป็นคอนดักเตอร์ระดับโลกน่ะเก่งมาก เขาเรียบเรียงในส่วนของออร์เคสตราได้เพราะและลงตัวมาก พอได้ฟังแล้วรู้สึกว่าอยากมีคอนเสิร์ตที่สักวันหนึ่ง Bodyslam จะได้เล่นกับวงออร์เคสตราวงนี้ซึ่งก็คือ Siam Sinfonietta จะเป็นวงออร์เคสตราที่วัยรุ่นหน่อย ดูกระฉับกระเฉง มีพลังงาน แต่ตอนนั้นก็ได้แต่ทดเอาไว้ในใจ รอเวลาที่เหมาะสมและลงตัวที่สุด พอพวกเราทัวร์อัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ มาประมาณ 3 ปี ก็เลยคิดว่าจะปิดทัวร์ และมีคอนเสิร์ตใหญ่ ก็คิดว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

แล้วพอเห็นชื่อคอนเสิร์ตที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า Grandslam ก็ดันนึกไปถึงกีฬาเทนนิสเสียอย่างนั้น?
ตูน : (หัวเราะ) ใช่ครับ แกรนด์สแลมเป็นรายการใหญ่ประจำปีของกีฬาเทนนิส 1 ปีจะมีทั้งหมด 4 แกรนด์สแลม แล้วเนื่องด้วยวงเราชื่อ Bodyslam อยู่แล้ว และก็คิดว่าคอนเสิร์ตในลักษณะนี้เราไม่ได้ทำขึ้นกันบ่อยๆ นานๆ ทำกันที วงที่เล่นบนเวทีก็มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น นอกจาก Bodyslam 5 คนแล้วก็ยังมีน้องๆ วงออร์เคสตราอีก 50 ชีวิต แต่เราไม่ได้พยายามจะสื่อถึงความยิ่งใหญ่นะครับ คืออยากจะสื่อถึงความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้มากกว่า ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างพวกเราและ ป๋าเต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม ก็มาลงตัวที่ชื่อ Grandslam นี่แหละครับ

Bodyslam เคยผ่านคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลากีฬาสถานมาแล้ว ทำไมคอนเสิร์ตนี้ถึงเลือกจัดในสถานที่ที่เล็กลง?
ปิ๊ด : ด้วยองค์ประกอบที่พวกเราเลือกเล่นกับวงออร์เคสตรา หลักๆ เลยก็ต้องมีพาร์ตที่ต้องการโชว์ดนตรี ถ้าเราไปจัดในสถานที่ใหญ่มาก ความใกล้ชิดหรือการที่แฟนเพลงจะมาเสพย์ดนตรีมันอาจจะไม่โอเค
โอม : ผมเคยได้เล่นดนตรีที่ เมืองไทย จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์เฮาส์ มาบ้าง รวมถึงได้ดูคอนเสิร์ตที่จัดที่นั่นด้วยตาตัวเองมาแล้ว คือมันเป็นฮอลล์สำหรับแสดงดนตรีจริงๆ รวมถึงการออกแบบด้วยวัสดุที่ค่อนข้างจะเข้ากับวงออร์เคสตราด้วย

แล้วรอบนั่ง-รอบยืนล่ะ เหมือนเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เราเห็นการแยกรอบคอนเสิร์ตชัดเจนขนาดนี้?
ตูน : คือ Bodyslam ทัวร์คอนเสิร์ตมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว เราเห็นช่องว่างเรื่องวัยของแฟนเพลงที่มีตั้งแต่เด็กประถมจนถึงวัยทำงาน บางคนอาจจะอายุสัก 40 ที่เติบโตมากับพวกเรา หลายๆ คนอาจจะอยากดูคอนเสิร์ตแบบสบายๆ หน่อย ไม่เหมือน 10 ปีที่แล้วที่ยังมุทะลุ ลุยได้ กระโดดโลดเต้นไปกับพวกเราได้ ก็นั่งคิดกันอยู่นานครับว่าจะเอายังไงกันดี สุดท้ายป๋าเต็ดก็เสนอมาว่า นั่งก็นั่ง ยืนก็ยืนไปเลยดีกว่า เราฟังแล้วก็เออ… มันคงมันดีนะพี่ (หัวเราะ) คือมันไม่ได้เป็นคอนเสิร์ตออร์เคสตราในแบบที่เราเคยเห็นกันตามโทรทัศน์ที่จะต้องมีพิธีรีตองหรือใส่สูทนั่งฟังกันขนาดนั้น มันจะเป็นออร์เคสตราในรูปแบบใหม่ แต่ในส่วนของ Bodyslam เราไม่ได้ลดทอนเรื่องดนตรีให้เบาลงเหมือนตอนคอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่น พวกเราก็ยังคงเล่นดนตรีร็อคในแบบฉบับของพวกเรา และเพิ่มมิติให้เพลงด้วยดนตรีออร์เคสตรา ก็เลยคิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งอย่างเดียว สุดท้ายแล้วเดี๋ยวรอบนั่งเขาก็ยืนกัน (หัวเราะ)

ยากไหมกับการหาจุดลงตัวระหว่างดนตรีร็อคกับดนตรีออร์เคสตรา?
ตูน : ถ้าสังเกตดีๆ 3 เพลงในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ ที่ผมพูดถึงไปเมื่อสักครู่ก็มีการออกแบบและใส่ดนตรีออร์เคสตราเข้าไปได้อย่างลงตัว มันเสริมกันด้วยดีด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้ผมต้องให้เครดิตคุณพิซซ่าด้วย คือเขาค่อนข้างจะใส่ใจในรายละเอียด ไม่ใช่เฉพาะแค่ในส่วนของดนตรี เขาถามถึงกระทั่งเนื้อเพลงว่าท่อนนี้เล่าถึงอะไร อารมณ์ของเพลงมันเล่าไปถึงตอนไหน แล้วคุณพิซซ่าก็จะเอาข้อมูลตรงนี้ไปเขียนในส่วนของออร์เคสตราให้มันสอดคล้องกัน เขาละเอียดมาก อย่างเพลง ความฝันกับจักรวาล ตอนที่พิซซ่าเรียบเรียงออร์เคสตรา เนื้อเพลงบางส่วนยังไม่เสร็จเลย ผมก็แค่เล่าให้เขาฟังคร่าวๆ เท่านั้น คือเขาไม่ได้แค่รู้คอร์ดหรือคีย์แล้วก็เขียนๆ ไป หรือใส่อะไรให้มันเต็มๆ เข้าว่า เขาต้องรู้เนื้อเพลงด้วย เฮ้ย เจ๋งว่ะ มันเหมือนสอนเราด้วยว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่จะวาดอะไรหรือใส่อะไรก็ได้ลงไปในเพลง ด้วยสิ่งที่เขาใส่ใจในรายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า เพลงเก่าๆ ของ Bodyslam ไม่ว่าจะเป็น แสงสุดท้าย, ความเชื่อ หรือเพลงอะไรก็ตามที่ยังไม่มีพาร์ตของออร์เคสตรา คุณพิซซ่าเขาก็จะเอาเนื้อเพลงเข้าไปเป็นองค์ประกอบในการคิดเรียบเรียงเสียงประสานของออร์เคสตราได้ มันน่าจะออกมาอย่างกลมกล่อมและกลมกลืน

แทบจะทุกคอนเสิร์ตของ Bodyslam จะมีแขกรับเชิญขึ้นมาบนเวที แล้วคราวนี้ล่ะ?
ตูน : ไม่มีครับ (หัวเราะ)
โอม : ผมว่าพี่ๆ น้องๆ 50 คนในวงออร์เคสตราก็เป็นแขกรับเชิญของพวกเราแล้ว
ตูน : นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเราอยากให้ทุกคนโฟกัสกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ พวกเราเองทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน แค่นี้ก็อิ่มเอมแล้ว ไปเสพย์ดนตรีกันดีกว่า

Bodyslam ผ่านทั้งคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จมากๆ รวมถึงคอนเสิร์ตที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่าง “ปรากฏการณ์ ดัม-มะ-ชา-ติ” ที่ผ่านมา มันสร้างความกดดันให้พวกคุณไหม?
ยอด : จะบอกว่าไม่กดดันเลยมันก็ไม่ใช่ แต่ความรู้สึกแรกมันทั้งตื่นเต้นและดีใจมากกว่าที่จะได้เล่นคอนเสิร์ตในลักษณะนี้ ผมเชื่อนะว่าทุกคนอยากดู ก็หวังว่ามันคงจะออกมาอย่างที่พวกเราหวังเอาไว้
ปิ๊ด : จริงๆ มันก็มีความกดดันหลายด้าน ประการแรกก็อย่างที่รู้กันดี พวกเราพบเจอกับความผิดหวังในทัวร์คอนเสิร์ต “ปรากฏการณ์ ดัม-มะ-ชา-ติ” นั่นก็เป็นความกดดันอันหนึ่งแล้วล่ะว่า ถ้าเราทำคอนเสิร์ตอีก ผลตอบรับมันจะเป็นอย่างไร แต่ผมก็เชื่อลึกๆ อย่างที่พี่ยอดบอกนะว่า ยังมีคนอยากดูคอนเสิร์ตของ Bodyslam และผลมันก็ออกมาแล้วว่า บัตรคอนเสิร์ตก็ขายได้โอเค อันนี้ก็ผ่านความกดดันอย่างแรกไปแล้ว อีกหนึ่งความกดดันก็คือ การที่พวกเราต้องไปเล่นกับนักดนตรีมืออาชีพและคอนดักเตอร์ระดับโลก ก็ต้องเพิ่มความกดดันให้กับตัวพวกเราเอง ต้องอัพตัวเองขึ้นมา ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมให้ดีที่สุด
ตูน : ส่วนตัวของผมเองในตอนนี้ ถ้าเปรียบตัวเองเป็นแก้ว ผมเทน้ำทิ้งหมดเลย ทำตัวเองให้ว่างเปล่าที่สุด และพร้อมจะรับประสบการณ์ดีๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากบุคคลที่เขามีฝีมือทางดนตรีกันจริงๆ ส่วนตัวผมก็จะทำหน้าที่ที่ตัวเองรับผิดชอบก็คือการร้องให้ดีที่สุด สนุกให้ถึงที่สุดกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำคอนเสิร์ตหลายรอบ เพราะเราอยากสนุกหลายครั้ง (หัวเราะ) คือรู้สึกได้เลยว่า เราต้องมีความสุขแน่ๆ ไม่รู้นะว่าผมอาจจะร้องผิดๆ ถูกๆ ร้องดีไม่ดีหรืออะไรก็ตาม แต่ผมเชื่อว่าสนุกแน่นอน สังเกตจากตอนที่ไปถ่ายคลิปทีเซอร์คอนเสิร์ต พวกพี่ๆ น้องๆ วงออร์เคสตราเขามีพลังกันเยอะมาก แล้วมันไม่มีขนบ ไม่มีเส้นกั้นอะไรเลย ทุกคนทำอะไรก็ได้ จนผมหันไปถามคุณพิซซ่าว่า ทำอย่างนี้ก็ได้เหรอ (หัวเราะ) กลัวคนที่เป็นแฟนดนตรีออร์เคสตราเขาจะว่า คุณพิซซ่าก็ตอบกลับมาว่าได้
ยอด : ตอนแรกผมนึกว่าพวกเขาจะเกร็งๆ สงสัยอยู่ว่าเวลาพวกเขาโยกจะเป็นอย่างไร แต่พอเอาจริงนี่ใส่กันเต็มมาก
ตูน : ใช่ แล้วพอทุกคนใส่เต็ม พวกเราก็รู้สึกมันไปด้วย ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พี่ชัชจะตีผิดตีถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แต่ผมเชื่อว่าคนดูก็จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เหมือนกับที่พวกเราได้รับเช่นกัน
โอม : ผมไม่อยากให้พลาดคอนเสิร์ตครั้งนี้นะ หนึ่งคือ Bodyslam ไม่เคยทำมาก่อน ดนตรีออร์เคสตรามันมีความน่าสนใจอยู่แล้ว แล้วเมื่อมันมาอยู่ในเพลงของ Bodyslam มีการต่อยอดมาจากงานในอัลบั้ม ผมว่ามันยิ่งน่าสนใจ แม้กระทั่งพวกเราเอง ส่วนหนึ่งที่เราเป็นคนเล่น อีกส่วนหนึ่งเราก็เป็นผู้ฟังในขณะเดียวกันด้วย มันน่าตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ยินเสียงเหล่านั้นบนเวที อย่าคิดว่าดนตรีออร์เคสตราอยู่สูงมาก ต้องปีนบันไดฟังหรือเปล่า ต้องใส่สูทไปดูใช่ไหม ผมขอยืนยันว่าดนตรีออร์เคสตราไม่ใช่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วที่พวกเขาเล่นอยู่ก็คือเพลงของ Bodyslam นั่นแหละ เพียงแค่ได้รับการขยายความออกไปด้วยเสียงที่ชวนติดตามว่าจะเป็นเช่นไร ขนาดเราเล่นเองเรายังรอเลย ไม่อยากให้พลาดกัน

***************

CHAPTER 3: CONTINUE TO BELIEVE

ดูเหมือนว่าเรื่องราวของ “ความรัก-ความฝัน-ความเชื่อ” อันเป็นซิกเนเจอร์ของ Bodyslam ที่เล่าผ่านเรื่องราวในบทเพลงจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามวัยและกาลเวลาของสมาชิกแต่ละคนในวง แต่ที่แน่ๆ เมื่อใดก็ตามที่ Bodyslam มีผลงานใหม่ๆ ออกมา พวกเขาก็มักจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนเพลงและนักฟังดนตรีทั่วเมืองไทยได้อยู่เสมอ อย่างเช่นอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ ที่เนื้อหาในบางเพลงทะลุไปถึงเรื่องของปรัชญาชีวิตที่อาจจะต้องฟังซ้ำหลายๆ รอบ หรือแม้แต่บางเพลงที่พวกเขาปล่อยให้จินตนาการของคนฟังเปิดกว้าง แล้วแต่ว่าใครจะตีความออกมาเป็นเช่นไร แล้วอนาคตหลังจากนี้ล่ะ Bodyslam จะเดินทางไปในเส้นทางใดกันต่อ คำตอบรออยู่ด้านล่างนี้แล้ว

S07_371
S05_280

 

แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง 14 ปี แต่ดูเหมือนว่าการเดินทางของ Bodyslam ช่างยาวนานเหลือเกิน มีอะไรที่อยากทดลองทำอีกบ้างไหม?
ตูน : ยังไม่รู้เหมือนกันครับ แต่พื้นฐานของทุกอย่างที่ทำจะตั้งอยู่บนความสนุกของพวกเรา แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วหลายคนอาจจะมองว่าอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ มันฟังดูเครียดจัง แต่พวกเราสนุกที่จะได้เล่นได้ร้องในช่วงวัยนี้ สนุกที่จะได้รู้จักฟีดแบ็คของแฟนเพลงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใหม่หรือกลุ่มเก่าที่ฟังเพลงของ Bodyslam มาทั้ง 5 อัลบั้ม ตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร แน่นอนว่าทุกอัลบั้มก็จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ตราบใดก็ตามถ้าพวกเราชอบ ถ้าเราอยากทำ เราสนุกกับมัน ผมว่ามันคือที่สุดแล้วนะของการทำอัลบั้ม พวกเราภูมิใจกับอัลบั้มนี้มาก แม้ว่าทุกคนจะตีความอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ ไปในแง่ของแต่ละคน แต่มันก็คือการเดินทางของวงดนตรีวงนี้ ในความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายของแฟนเพลง Bodyslam มันต้องมีมุมนี้ให้ทุกคนได้เห็น ไม่ใช่แค่มีมิติเดียว วงดนตรีต้องสื่อสารในมิติที่มันลึกด้วย แบนได้ ฉาบฉวยได้บ้าง ผมภูมิใจและดีใจมากที่อัลบั้มนี้ทำให้ทุกคนได้มองเห็น Bodyslam ในแง่มุมที่ต่างออกไป

ความสนุกคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการทำเพลงของ Bodyslam?
ตูน : ใช่ ถ้าไม่สนุกก็ไม่ต้องทำ ก็ทัวร์เพลงเก่าๆ ไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่พวกเรารู้สึกว่าอยากทำเพลงใหม่ อยากรู้สึกสนุกกับการเข้าห้องอัดอีกครั้ง มันเป็นวงจรที่ต้องเกิด คือถ้าไม่สนุกคนฟังก็รับรู้ได้ อย่างหนึ่งที่ผมชอบมากในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ คือ พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล : รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานมิวสิค โปรดักชั่น และโปรโมชั่น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)) ให้ทำมิวสิควิดีโอเพลง ดัม-มะ-ชา-ติ ด้วย ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะไม่ใช่เพลงที่บันเทิงหรือเป็นเพลงรัก มันจะมีสักกี่ค่ายที่ให้ทำเอ็มวีเพลงสไตล์นี้ ต้องขอบคุณทาง genie records มาก ผมว่ามันต้องทำอะไรแบบนี้ ไม่อย่างนั้นมันไม่มัน มันไม่มีจุดยืด ตอนทำเดโมเราใช้ชื่อเพลงว่า ห้องทดลอง บอกให้ทุกคนใส่อะไรมาก็ได้ ทดลองกัน เอาที่ทุกคนสนุกที่สุด
โอม : แม้กระทั่งทฤษฎีทางดนตรีบางอันที่เขาเขียนกันไว้ โน้ตนี้อยู่กับโน้ตนี้ไม่ได้ อย่างโน้ต Bb กับ B แต่มันก็อยู่ด้วยกันได้

แล้วมีช่วงเวลาไหนบ้างไหมที่ความสนุกในการเล่นดนตรีของ Bodyslam ลดน้อยลงไป?
โอม : ก็มีแวบๆ มาบ้าง ปฏิเสธไม่ได้หรอก มันก็ไม่ใช่แค่พวกเรา มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งตัวแปรที่มันทำให้เกิดความรู้สึกนั้นได้ ก็มีความเหนื่อยบ้าง…
ตูน : ความป่วย ป่วยนี่บั่นทอนในการเล่นและการร้องมาก
โอม : หรือแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว เราอาจจะมีปัญหากับเพื่อน กับครอบครัว มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าคนเราไม่สามารถทำงานแล้วแฮปปี้ทุกวันได้ แต่ก็พยายามให้มันมีมาตรฐานของมัน ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่ามาตรฐานของวันที่เราเล่นดนตรีไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่กับวันที่สนุกมันห่างกันไม่มาก ซึ่งพอขึ้นไปเล่นบนเวทีจริงๆ สักพักเดี๋ยวมันก็ลืมปัญหาต่างๆ ผมใช้แฮชแท็ก เวทีคือที่ของข้าพเจ้า บ่อยมาก อย่างน้อยก็ช่วยบำบัดตัวเราเองด้วยในบางครั้ง
ตูน : นั่นเป็นเหตุผลว่า Bodyslam ต้องทำอัลบั้มใหม่กันเสมอ การเล่นเพลงเดิมๆ ซ้ำๆ 2-3 ปีก็เบื่อแล้ว มันคือการตัดห่วงของการสร้างสรรค์ออกไปพอสมควร สมองส่วนนั้นมันต้องได้รับการปลุกขึ้นมาเพื่อให้วงได้รีเฟรชตัวเองกันใหม่

แล้ววางแผนสำหรับอัลบั้มใหม่ไว้หรือยัง?
ตูน : จริงๆ เราเริ่มกันแล้ว คิดว่าน่าจะมีเพลงใหม่ช่วงกลางปีหน้า

อยากไปเล่นเทศกาลดนตรีระดับโลกบ้างไหม?
ตูน : ไม่นะ ผมเป็นโรคแพ้ฝรั่ง (หัวเราะ) คือเราร้องเพลงไทยด้วยไง เรารู้สึกว่าเราไม่เชื่อมต่อกับเขา เขาอาจจะไม่เข้าใจเรื่องราวและภาษาของเรา
โอม : แต่ถ้าเทศกาลดนตรีระดับโลกนั้นจัดที่เมืองไทยโดยคนไทย ก็อยากเล่นนะ แต่ถ้าไม่ใช่ก็คิดคล้ายๆ กัน
ตูน : เราคิดว่าเรายังไม่เก่งขนาดนั้น ขอเป็นระดับตำบลหมู่บ้านแบบนี้ดีกว่า สนุกดี แต่ถามว่าอยากลองไหม ก็คงอยากลองสักครั้งสองครั้ง แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดจะโกอินเตอร์ พวกเราไม่ได้มีเป้าหมายอะไรขนาดนั้น คิดว่าทำในส่วนที่เราสนุกให้มันเต็มที่ดีกว่า

เคยนึกภาพวง Bodyslam ตอนอายุเยอะๆ แล้วยังมีคอนเสิร์ตใหญ่อย่าง U2 หรือ The Rolling Stones ไว้บ้างหรือเปล่า?
ตูน : นึกตลอด ถ้าถามว่าความฝันของ Bodyslam คืออะไร นี่คือความฝันสูงสุดของพวกเราเลยนะ อยากเห็นพวกเรา 5 คนอายุ 60 แล้วมีเพลงใหม่ มีอัลบั้มใหม่ที่มีพลังงานอยู่ ไม่ใช่แค่ทำอัลบั้มใหม่ขึ้นมาเพื่อออกทัวร์ แต่เป็นอัลบั้มใหม่ที่ดีที่เราภูมิใจ แล้วได้ขึ้นไปเล่นเวทีใหญ่ๆ ยังมีแรงกระโดดโลดเต้นกันอยู่ สื่อสารกับแฟนเพลงเก่าๆ ที่โตมาด้วยกันได้ แล้วก็มีแฟนเพลงที่เป็นวัยรุ่นในยุคนั้น อายุ 16-17 มาฟังคนอายุ 60 เล่นดนตรี และก็ยังได้รับพลังงานดีๆ อยู่ ยังเชื่อมถึงกันได้ กระโดดไปกับคุณน้าข้างบนเวทีได้ อันนี้เหมือนเป็นภาพในหัวที่อยากให้มันขึ้นเกิดสำหรับวง Bodyslam ให้ได้ เราอยากจะมีพลังงาน อยากเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอจนถึงแม้อายุ 60-70 แล้ว มันตื่นเต้นดีนะ

หลายคนมองว่าอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดของ Bodyslam นั่นหมายความว่าคนไทยยังฟังอะไรเดิมๆ และไม่เปิดรับกับสิ่งใหม่ๆ หรือเปล่า?
ตูน : ผมว่ามันเป็นเรื่องรสนิยมและความชอบส่วนตัวมากกว่า ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมน้องคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคภาวะกระดูกสลายเฉียบพลันซึ่งน้อยคนจะเป็น กระดูกค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป นอนโรงพยาบาลเป็นปีๆ น้องคนนี้ชอบ Bodyslam มาก วันที่ผมไปเยี่ยม น้องเขาเขียนเนื้อเพลง ดัม-มะ-ชา-ติ ตั้งแต่ต้นจนจบให้ผม เขาบอกว่าชอบเพลงนี้ เขารู้สึกว่าได้กำลังใจมากๆ ผมก็เลยคิดได้ว่า ในระหว่างทางเราอาจจะหลงลืมไปบ้างว่า จริงๆ แล้วจำนวนของคนที่ชอบเพลงเรามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนที่ชอบแม้แต่คนเดียว หรือเพลงที่เราตั้งใจแต่งตั้งใจร้องมันมีคุณค่ากับใครสักคนมากต่างหากที่เรารู้สึกว่า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ผมจะไม่เลือกทำเพลงที่ขายดีแน่ๆ แต่เราไม่รู้สึกออกมา
โอม : ถ้ามีใครสักคนแม้แต่คนเดียวที่บอกว่าเอาเพลงของ Bodyslam ไปเปลี่ยนชีวิตหรือทัศนคติบางอย่างในทางที่ดีขึ้น ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่าเพลงที่ฮิตแต่ไม่ได้ให้อะไรกับใครเลยนะ

S02_135

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol
Stylist: Sarunrat Panchiracharoen