High logo queer

 

ชื่อของ Anohni ถูกนำมาพาดหัวข่าวกันใหญ่ เมื่อ “เธอ” ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลหมวด “ศิลปินหญิงอังกฤษยอดเยี่ยม” ในปี 2017 นับได้ 11 ปี หลังจากที่เคยถูกเสนอชื่อมาแล้วในหมวด “ศิลปินชายอังกฤษยอดเยี่ยม” ปี 2006 ทำให้เธอเป็นศิลปินหญิงข้ามเพศคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

 

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Anohni (อ่านว่า อัน-โนห์-นิ มีรากศัพท์มาจากภาษาถิ่นชาวอินเดียนแดง) เนื่องจากเป็นชื่อที่เธอพึ่งเริ่มใช้ไม่นานมานี้ แต่ถ้าเอ่ยชื่อเดิม Antony Hegarty หรือวง Antony and the Johnsons คาดว่ามีไม่น้อยคงจะถึงบางอ้อ เนื่องจากภายใต้ชื่อนั้นเธอได้ผลิตผลงานเพลงคุณภาพมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นสิบปี เคยร่วมงานกับศิลปินดังๆมานับไม่ถ้วน ทุกแนวเพลง ตั้งแต่ Lou Reed, Boy George, Rufus Wainwright, CocoRosie, Hercules and love affair, Björk, ฯลฯ

anohni-press-red-2016-billboard-1548

 

จุดเด่นของเธออันเป็นที่จดจำนั้นคือ “เสียง” ที่ไม่เหมือนใครในสามโลก มีลักษณะนุ่มละมุนและต่ำทุ้ม ทั้งเปราะบางและเข้มแข็ง ในเวลาเดียวกัน ขนาดที่มีนักวิจารณ์จาก The New Yorker เคยเปรียบเทียบเสียงเขาประหนึ่ง “คลื่นพลังงานของคริสตัลบำบัด” ประสานไปกับเครื่องดนตรีอารมณ์หม่น ประกอบกับเพลงของเขาที่มักจะมีเนื้อหาส่วนตัว และพูดถึงความกดดันทางอัตลักษณ์, ความตาย และขั้วความเป็นหญิง/ชายอยู่เสมอ อาทิ For Today I am a boy หรือ Bird Gerhl (จากอัลบั้ม I Am A Bird Now ปี 2005) นอกจากเพลงแล้วก็มีโปรเจกต์ต่างๆ ที่พูดถึงความซับซ้อนของเพศสภาพอย่างโจ่งแจ้ง เช่นหนังสารคดี Turning ของเธอที่เกี่ยวกับความเป็นหญิงหลากหลายรูปแบบ สื่อผ่านนักเต้นที่ทัวร์กับเธอในอเมริกา ไปจนถึงช่วยก่อตัวองค์กร Future Feminism ที่รณรงค์ให้คนหันมาให้ความสำคัญกับพลังและการเกี่ยวโยงของเพศแม่กับจิตวิญญาณในธรรมชาติด้วย

 

ประหนึ่งตัวหนอนย่อมเบ่งบานเป็นผีเสื้อฉันใด ในอัลบั้มนี้เราก็ได้เห็น(และฟัง) “เขา” เปลี่ยนร่างเป็น “เธอ” ฉันนั้น เริ่มจากการเปลี่ยนชื่อของเธอและตัดสินใจออกมาเผยตัวเป็น “คนข้ามเพศ” อย่างเต็มตัว  “สรรพนาม she (หล่อน) เคยทำให้ฉันขยะแขยง เพราะในบริบทสังคมเกย์แล้วมันมักถูกใช้ในทางลบ คือมักใช้เหมารวมคนข้ามเพศ หรือว่าใช้ดูถูกผู้ชายด้วยกัน แต่หลังจากที่ฉันได้ทำงานและใช้เวลาอยู่กับผู้หญิง รวมถึงได้ทำแคมเปญ Future Feminism มันให้ทั้งพลังและอนุญาตฉันให้รู้สึกยอมรับสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ แต่คือฉันก็ไม่ได้รู้สึกอยากเป็นผู้หญิงนะ มันลึกซึ้งกว่านั้นมาก” อันโนห์นิอธิบาย

“ฉันจะไม่มีวันกลายเป็นผู้หญิงสวยงามตามขนบ และฉันก็จะไม่มีวันเป็นผู้ชาย มันเป็นความคลุมเครือ แต่สภาวะของความข้ามเพศ (trans) นั้นคือความพิศวงที่งดงาม มันเป็นหนึ่งในไอเดียที่ดีที่สุดของธรรมชาติ”

anohni

 

นอกจากภาพลักษณ์แล้ว ทางซาวนด์ดนตรีในอัลบั้มนี้ก็มีความแตกต่างจากอัลบั้มที่ผ่านๆ มาของเธออย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือมีความเป็นป๊อปสูงขึ้นมาก (แม้เนื้อหาจะยังคงความหนักหน่วงอยู่) มีการใช้เสียงอิเล็กโทรนิกส์มากขึ้น โดยเราจะได้ยินบีทหนักๆของ Hudson Mohawke อยู่อยู่เบื้องหลังผลงานเพลงของศิลปินอย่าง คานเย่ เวสต์ รวมไปถึงการสร้าง soundscape ของ Oneohtrix Point Never ซึ่งทำให้อันโนห์นิสามารถใช้เสียงของเธออย่างเป็นอิสระมากขึ้น “มันโล่งใจมากที่ฉันสามารถร้องคลอไปกับจังหวะที่ชัดเจน มันกลายเป็นส่วนของเพลงที่ฉันไม่ต้องกังวลกับมันมากนัก มันทำให้ฉันร้องเหมือนปลาโลมาที่ว่ายไปกับคลื่น” ถ้าถามว่า Hopelessness เป็นอัลบั้มที่เอาไว้เปิดในคลับไหม? มันก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะหลายๆ เพลงต้องฟังอย่างละเอียดและตั้งใจ แต่บีทอิเล็กโทรนั้นช่วยขับเคลื่อนความเข้มข้นของอัลบั้มต่างหาก อีกสิ่งที่พิเศษคือในอัลบั้มนี้เราจะได้ฟังเสียงของเธอถูกตัดต่อและใส่เอฟเฟกต์ไปอย่างน่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าต่างจากงานชิ้นก่อนๆ ที่มักจะเป็นแค่เสียงเธอกับเปียโน หรือเครื่องดนตรีสดน้อยชิ้น มันปลดปล่อยให้คนฟังได้มองข้ามตัวตนของนักร้อง ให้เสียงของอันโนห์นิเป็นตัวแทนของหลากหลายผู้คน ตรงกับคอนเซ็ปต์ที่เธอพยายามเสนอในผลงานมาตลอด (สังเกตว่ามิวสิควิดีโอเกือบทุกตัวเรามักจะไม่ได้เห็นหน้าของเธอ แต่เธอมักจะใช้นักเต้นบัลเล่ต์ นักแสดงละครบูโต นักรณรงค์สิทธิสตรี หรือนางแบบข้ามเพศ มาร้องเพลงของเธอแทน)

ส่วนที่จี๊ดที่สุดของอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นเนื้อเพลง เรียกตรงๆว่าเป็น “เพลงปลุกใจ” (anthems) ให้คนลุกขึ้นมาประท้วงต่อความพังพินาถที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกก็ว่าได้ เริ่มจากซิงเกิ้ลแรก 4 Degrees ที่มีเสียงของอันโนห์นิคร่ำครวญถึงภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก บนบีทที่ประทุเหมือนภูเขาไฟ

 

และซิงเกิ้ลถัดมา Drone Bomb Me พูดถึงการทิ้งระเบิดด้วยโดรนโดยประเทศอเมริกาในซีเรีย  ซี่งในวิดีโอก็ได้นางแบบเบอร์หนึ่งของโลก นาโอมิ แคมป์เบล มาแสดงนำ

 

หรือแม้กระทั่งเพลง Obama ที่ใช้เสียงหลอนๆ มาเรียกชื่อโอบาม่า เหมือนเสียงผีที่ถามเกี่ยวกับความเป็นไอดอลของเขาที่ซ่อนเร้นนโยบายอันเน่าเฟะไว้ เป็นต้น มันทำให้เรากลับมามองชื่ออัลบั้ม Hopelessness ที่แปลว่า “สิ้นหวัง” ในมุมมองใหม่ อารมณ์แบบว่าสิ้นหวังแต่ไม่ยอมแพ้นั่นเอง

 

 

ทั้งหมดทั้งปวงทำให้เห็นว่าอัลบั้มนี้ได้ยืนยันสถานะอันโนห์นิ เป็นศิลปินเควียร์ที่ลุกขึ้นมา บอกว่าเราจะปิดตาอยู่แต่โลกแคบๆและความเฉยชาที่เราสร้างขึ้นต่อไปไม่ได้แล้ว

ไม่แปลกเลยที่จะได้ชิงตำแหน่งศิลปินยอดเยี่ยมแห่งปี

 

แต่ที่แปลกคือคนกลับให้ความสำคัญกับการเป็น “หญิงข้ามเพศ” คนแรกที่ได้การเสนอชื่อในหมวด “ศิลปินหญิง”

มันน่าฉงนที่ในทศวรรษนี้ การให้รางวัล “ศิลปินยอดเยี่ยม” ของสังคมเรายังต้องมาแบ่งพิจารณาตาม “เพศ” อยู่อีกหรือ?

 

 

Story by: โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร