บรรยากาศฝนพรำช่วงนี้ ชวนให้หยิบแผ่นเพลงแจ๊ส American Songbook มาเปิดฟังคลอฝน และคงหนีไม่พ้นที่จะมีเพลงโดยนักแต่งเพลงตัวพ่อ อย่าง โคล พอร์เตอร์ (1893-1964โผล่ขึ้นมาซักเพลงสองเพลง แต่มีใครจะสังเกตไหมหนอ ว่าเบื้องหลังจังหวะที่รื่นเริง กับเมโลดี้หวานฉ่ำนั้น มีเนื้อเพลงที่กำลังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ลับของเขาให้เราฟัง

 

coleporter

โคล พอร์เตอร์ ไม่ใช่คนเสียงดี

เสียงของเขาแปร่งๆ บวกกับคำร้องที่มากมายคล้ายสุนทรพจน์  ฟังแล้วชวนนึกไปถึงเพื่อนสักคนในวงเหล้า ที่มักจะชอบลุกขึ้นไปคว้าไมค์ร้องเพลงเวลาเมาๆ ตามงานสังสรรค์ แต่เราก็อดจะคล้อยตามไปกับเสน่ห์และอารมณ์ขันของเขาเสียมิได้ ยิ่งเป็นเพลงทะลึ่งทะเล้น หมิ่นเหม่ศิลธรรม ให้ได้เล่นหูเล่นตากันยิ่งชอบใหญ่ ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจได้ว่า ทำไมเพลงของพอร์เตอร์นั้นได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในบริบทสังคมปาร์ตี้หรูหราช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทั้งเมโลดี้ที่ติดหูง่าย เหมาะแก่การร้องตาม(หรือใครจะแจมด้วยกันบนเปียโนก็ไม่ยากเกินไป) ในจังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้า และโดดเด่นที่สุดคือเนื้อร้องที่ชาญฉลาด ที่ถือเป็นเพชรยอดมงกุฏของเขาเลยทีเดียว หลายๆ เพลงชวนคิดซุกซนกันตั้งแต่ชื่อเพลง อาทิ Let’s Do It, Let’s Misbehave หรือ Anything Goes ที่เสียดสีความหัวโบราณในสังคมไปด้วยแบบแสบคัน

“In olden days, a glimpse of stocking
Was looked on as something shocking.
But now, God knows,
Anything goes”

 

นอกจากนั้น ใครๆก็รู้ว่า “Anything Goes” (อะไรก็ได้) ในเพลงของโคลยังหมายถึงรสนิยมรักร่วมเพศของเขาด้วย แม้กระทั่งแม่ม่าย ลินดา ลี โธมัส ผู้ตัดสินใจแต่งงานกับโคลก็รู้ว่าโคลชอบผู้ชายมาตั้งแต่ต้น โดยทั้งคู่พบกันในงานแต่งงานที่ปารีสในปี 1918 และเพียงหนึ่งปีให้หลังก็ได้ฤกษ์จัดงานแต่งงานของพวกเขาเอง! ว่ากันว่าลินดานั้นถูกทำร้ายมาจากสามีคนเก่า และต้องการผู้ชายแบบโคล ที่อาจจะไม่ต้องร่วมเพศกับเธอ แต่สามารถเป็นคู่ควงออกงานสังสรรค์ได้ ส่วนโคลนั้นก็ได้ประโยชน์จากสถานะแต่งงาน ซึ่งเป็นเสมือนเกราะกันภัยจากสังคมที่จ้องจะโจมตีความเป็นเกย์ของเขาด้วย เรียกได้ว่าเป็นข้อตกลงรักที่อาจจะไม่ตรงตามขนบเสียเท่าไร แต่พวกเขาก็อยู่ด้วยกันในแบบของเขาได้ อย่างที่โคลเขียนไว้ในเพลง Always True to You in My Fashion ทั้งคู่อยู่เคียงข้างกันหลายสิบปีจนกระทั่งลินดาเสียชีวิตไปในปี 1954

อย่างไรก็ดี รายชื่อชู้รักของโคลนั้นยาวเป็นหางว่าว ซึ่งความสัมพันธ์ลับๆ เหล่านี้เองที่อยู่เบื้องหลังเพลงคลาสสิคของเขามากมาย อาทิ Easy to Love ซึ่งถูกเขียนให้สถาปนิค เอ็ด ทอช ที่โคลไปหลงรักหัวปักหัวปำ แต่ในเพลงพรรณนาถึงความเสียดายที่เขาทั้งสองไม่สามารถมีอนาคตร่วมกันได้

“We’d be so grand at the game
So carefree together that it does seem a shame
That you can’t see your future with me
Cause you’d be, oh, so easy to love”

ในเพลงอมตะของเขาอย่าง Night and Day ก็กรุ่นกลิ่นความรักที่ไม่สมหวังเช่นกัน โดยในเพลงนี้เขาคร่ำครวญถึงนักออกแบบท่าเต้นหน้ามน เนลสัน บาร์คลิฟต์ ผู้ถือเป็นหนึ่งในความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเขา รักขนาดที่ว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตโคลให้ใช้ชื่อเพลงนี้เป็นชื่อภาพยนตร์อัตชีวประวัติของตนเองด้วย

“Night and day, day and night under the hyde of me ,
there’s an oh such a hungry yearning burning inside of me
and this torment wont be through
till you let me spend my life making love to you
day and night, night and day”

 

โคล พอร์เตอร์ได้แต่งเพลงไว้มากกว่าหนึ่งพันเพลง มีทั้งเพลงบรรเลงสำหรับคณะสวิดิชบัลเล่ต์ ไปจนถึงที่ได้รับความนิยมมากๆ จำพวกเพลงมิวสิคัลละครเพลง และเพลงสำหรับภาพยนตร์จอเงินในฮอลลีวูดด้วย และถึงแม้ว่าตัวเพลงนั้นจะเล่าเรื่องแต่งตามบทละคร แต่ผู้ฟังก็มักจะเดากันได้ว่ามันมักจะได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเขาเสมอ  โคลนิยมชมชอบการซื้อบริการจากโสเภณีชาย รวมไปถึงการเกี้ยวพาราสีกับเหล่าทหารเรือ แต่นักแต่งเพลงหัวกะทิรู้ดีว่า เขาจะต้องปกปิดสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ผู้ฟัง “ชายจริง หญิงแท้” ในยุคนั้นรับได้ ความเสน่หาพิศวาสของเขาจึงถูกใส่มาในเพลงแบบวับๆ แวมๆ ให้คนฟังได้เล่นซ่อนหาระหว่างบรรทัดกันไป อาทิ ชื่อเพลงน่าหยิก My Heart Belongs to Daddy, การพูดถึงดอกไม้ลาเวนเดอร์สีม่วง ใน I’m a Gigolo, การพูดถึงหวานใจในเครื่องแบบ อย่างในเพลง Jerry, My Soldier Boy หรือใน You’re the Top

ฟังไปเอามือทาบอกกันไปรัวๆ

“You’re the steppes of Russia,
You’re the pants, on a Roxy usher,
I’m a broken doll, a fol-de-rol, a blop,
But if, baby, I’m the bottom,
You’re the top!”

 

ในปี 1937 โคลประสบอุบัติเหตุตกม้าแล้วโดนม้าล้มลงมาทับ ขาของเขาไม่สามารถกลับมาใช้ได้ดีเหมือนเดิมอีก และต้องเข้าผ่าตัดกว่า 34 ครั้ง แต่ก็ไม่หายขาด จนมาปี 1958 เขาจำต้องตัดขาขวาทิ้งและใช้ขาเทียมแทน สิ่งนี้บั่นทอนความมั่นใจทั้งในการเขียนเพลงและการใช้ชีวิตที่โลดโผนของเขาอย่างมาก จนสุดท้ายเขาเสียชีวิตอย่างเงียบๆ คนเดียวที่บ้านพักคนชราในปี 1964

ตลอดชีวิตของโคล เขาไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้เลย และเขาก็ไม่ใช่นักแต่งเพลงยุคทองคนเดียวที่ต้องหลบซ่อนเพศวิถีของตนเอง เพราะนอกจากเขาแล้วยังมี โลเรนซ์ ฮาร์ท ผู้แต่งเพลง My Funny Valentine, โนเอล คาเวิร์ด ผู้แต่งเพลง Mad About a Boy ฯลฯ

นักประพันธ์เกย์เหล่านี้ทำได้เพียงแอบซ่อนความรักลับๆ ไว้ในคำร้องและทำนองเพลงของพวกเขาเท่านั้น

ขอแค่ให้เราตั้งใจฟังดีๆ

 

 

Story by: โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร