High logo queer

ต้องยอมรับว่าปี 2016 ถือเป็นปีแห่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของวงการดนตรี โดยเฉพาะการจากไปของเหล่าดาราเควียร์ค้างฟ้าระดับตำนานทั้งหลาย ตั้งแต่ เดวิด โบวี่, Prince, มอริส ไวท์, พีท เบิร์นส มาจนถึง จอร์จ ไมเคิล (ขอร้องไห้แพร๊บบบ ฮือออ)

เดชะบุญที่บนฟ้ามืดปีนี้ยังมีดาวเควียร์ดวงใหม่ๆ ส่องประกายแสงสว่างไสวขึ้นมาด้วยเช่นกัน อาทิ ออลลี่ อเล็กซานเดอร์, Shura, Tove Lo และที่น่าจับตามองมากๆอีกคน นั่นก็คือ Christine and the Queens 

christine-and-the-queens

 

อันที่จริงอัลบั้ม Chaleur Humaine (แปลตรงตัวว่า “ความอบอุ่นของมนุษย์”) ของสาวเควียร์ชาวฝรั่งเศสผู้อยู่ภายใต้ชื่อ Christine and the Queens (ชื่อจริงของนางคือ Héloïse Letissier อายุ 28 ปี) ได้ถูกปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่ปี 2014 และได้รับความนิยมอย่างมากในฝรั่งเศสจนเธอกลับไปเข้าห้องอัดอีกครั้งเพื่อทำเนื้อร้องภาษาอังกฤษให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น จนเป็นอัลบั้มเวอร์ชั่นใหม่ที่ถูกปล่อยมาไต่ชาร์ตทั้งฝั่ง UK และ US ในต้นปี 2016 แต่นอกจากเพลงที่ดีงามจากต้นจนจบทั้งอัลบั้มแล้ว Christine and the Queens ได้มอบสิ่งที่วงการป๊อปไม่ได้เห็นมานาน นั่นคือคาแร็กเตอร์ที่มีทั้งความเป็น “หญิง” และ “ชาย” ตั้งแต่น้ำเสียงและสำเนียงฝรั่งเศสเปี่ยมเสน่ห์, ลุคผมประบ่าในสูททะมัดทะแมง ไปจนถึงภาษาภาพในมิวสิควิดีโอของเธอ ที่ทั้งนิ่งและปังในเวลาเดียวกัน โดยเราจะมักเห็นเธอปรากฏตัวพร้อมกลุ่มนักเต้นชายสองถึงสี่คนรอบล้อม แต่ท่าเต้นของเธอและพวกเขามักจะเป็นไปในทางเดียวกัน คือลื่นไหล ดู neutral และใช้มูฟเมนต์จากทุกส่วนของร่างกาย ไม่เหมือนท่าเต้นของศิลปินป๊อปหญิงส่วนมากที่มักจะเน้นเซ็กซ์และดูเหมือนจะถูกรุมเยโดยหางเครื่องตลอดเวลา การเต้นของ Christine and The Queens คือการเล่าเรื่องไปพร้อมๆ กับบทเพลงแบบของเธอ ใครเห็นก็จำได้ติดตา จากการแสดงสดในรายการทีวีดังของจิมมี่ แฟลลอน, แกรห์ม นอร์ตัน, Jools Holland Jools Holland, Radio 1 Live Lounge (ใครยังไม่ได้ฟังนางคัฟเวอร์เพลง Sorry ของบียอนเซ่แนะนำให้วาร์ปไปด่วน!) ไปจนถึงเวทีงานดนตรีระดับโลกอย่าง Latitude และ Glastonbury ความเผ็ชของเธอยังผลักผู้หญิงคนนี้ไปอยู่บนปกของนิตยสารนับเล่มไม่ถ้วน เช่น Time ฉบับ Next Generation Leaders, NME, Attitude กับคำพาดหัวว่า QUEEN OF POP สีช็อกกิ้งพิงค์ตัวเบ้อเร่อ หรือแม้กระทั่ง Elle ที่โดนนางออกมาด่าข้อหาโฟโต้ช็อปหน้านางจนแทบจำไม่ได้ หัวใจของ Christine and the Queens คือการยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น ฉันไม่พอใจเลย Elle เลือกฉันไปลงปกแต่กลับตัดต่อภาพของฉันอย่างหนัก ซึ่งถ้าเป็นศิลปินผู้ชายก็คงไม่เจอปัญหาแบบนี้

elle

 

แล้ว Christine คือใคร? ฮลูอีส เล่าว่าเป็นชื่อที่เธอตั้งขึ้นเป็นเหมือนหน้ากากให้เธอใส่แล้วเป็นอิสระบนเวที เธอหลงใหลการแปลงร่าง และการสร้างอัตลักษณ์ในฐานะศิลปิน เป็นแนวคิดที่ได้มาจากทั้งเดวิด โบวี่ และ ไมเคิล แจ็กสัน (พอจะเข้าใจที่มาของท่าเต้นนางขึ้นมาละ) ก่อนมาเป็นนักร้องฮลูอิสอยากทำงานในวงการละคร แต่ชีวิตก็พังจนวันหนึ่งไปนั่งซึมเศร้าอยู่ที่ผับ Madam JoJo’s ย่านโซโฮที่ลอนดอน สวรรค์ก็ส่งกะเทยแต่งหญิงสามนางเข้ามาช่วยชีวิตนาง พวกเขาเป็นเหมือนนางฟ้าทูนหัวสำหรับฉัน เธอเล่า เขาให้ฉันไปอยู่ที่บ้านราวสามสัปดาห์ ให้ข้าวปลา และ สอนให้ฉันมั่นใจในเสียงของตัวเอง ถือเป็นที่มาของคำพหูพจน์ “The Queens” ในชื่อวงทั้งที่จริงๆ แล้วเธอเป็นศิลปินเดี่ยว เป็นอีกความย้อนแย้งที่เธอตั้งใจจะนำเสนอผ่านตัวตนของเธอ และ ภายใต้นามแฝงนี้เธอสามารถปลดแอกตัวเองจากการคุกคามที่มาพร้อมกับความเป็นเพศหญิงด้วยเช่นกัน

ฉันนิยามตัวเองว่า pansexual มันน่าจะใกล้เคียงที่สุดแล้ว เพราะฉันมีความสัมพันธ์ทั้งกับผู้ชาย ผู้หญิง กับคนข้ามเพศ ฉันไม่เคยมองเพศสภาพในกรอบของขั้วตรงข้าม (binary) เลย แนวคิดความเควียร์นี้ถูกชูขึ้นมาตั้งแต่เพลงเปิดของอัลบั้ม iT ซึ่งมีคำร้องว่า “I’ve got iT, I’m a man now, and there’s nothing you can do to change my mind, I’m a man now… She’s a man now” ซิงเกิ้ลดังของเธอ Tilted ก็พูดถึงความสัมพันธ์ที่พิกลพิการแปลกจากนอร์มในจังหวะสนุกๆ ยักไหล่ตามได้เพลินๆ ส่วนเพลง Science Fiction ก็มีท่อนพูดถึงความกระอักกระอ่วนที่เวลาคนอื่นในสังคมมองเธอกับคู่ของเธอ “They look at me when I stare at you… In this sea of eyes, every move’s a coup.” เพลง Half Ladies พูดถึงการไม่สามารถเป็นผู้หญิงตามกรอบมาตรฐานที่ถูกตั้งไว้ (โดยใคร?) และที่ถือเป็นไฮไลต์ความเควียร์ของอัลบั้มเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษคือการหยิบเพลง Jonathan มาร้องใหม่กับนักร้องเกย์ ไมค์ เฮเดรียส หรือที่รู้จักกันในนาม Perfume Genius โดยในเพลงนี้ทั้งคู่ใช้เสียงร้องไม่มากแต่ทั้งบาดลึกและทรงพลัง พวกเขารำพันถึงความเศร้าและอับอายของคู่รักที่เลือกจะไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของตน ซึ่งถือเป็นความรู้สึกที่ชาว LGBTQ ก็คงผ่านกันมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

ในเพลงชื่อ Christine มีท่อนหนึ่งที่โดนใจมากๆ คือ “Every insult I hear back darkens into a beauty mark” ซึ่งฮลูอิสได้อธิบายไว้ว่า ถ้าจะมีท่อนนึงที่สรุปความเป็นคริสตินไว้ครบถ้วนก็คือท่อนนี้แหละ สำหรับฉันมันคือความเควียร์ที่แท้จริง เป็นกระบวนการสร้างความภูมิใจแทนที่จะอับอาย….คำว่าเควียร์เคยเป็นคำด่าแต่มาตอนนี้มันคือคำที่เราใช้อย่างทรนง เป็นคำที่เราใช้เพื่อให้คุณค่ากับสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราอาย

 

ด้วยความเป็นเพลงป๊อป มีเมโลดี้ที่เข้าถึงง่าย แต่เพลงของฮลูอิสภายใต้ชื่อ Christine and the Queens นั้นสอดแทรกไปด้วยเนื้อหาและอารมณ์ที่ทำให้เรากลับมามองข้างในตัวเรา และ ภูมิใจในความชายขอบ, ภูมิใจในความเปราะบาง, ภูมิใจในความประหลาด, ภูมิใจที่จะเป็นตัวเอง

 

ขอบคุณนะคริสติน!

christine-and-the-queens-2015-bb17-jair-faiz-billboard-650

 

Story by: โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร
Photos by: Billboard