High-logo-queer-1024x657

 

คำแรกที่เรานึกถึงเมื่อเอ่ยชื่อ เบธ ดิทโต้ (Beth Ditto) คือ “พลัง”

ทั้งรูปร่างบวกกับความมั่นหน้าขนาดมหึมา ไปจนถึงพลังเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้วง The Gossip ของเธอดังเป็นผลุแตกมาตั้งแต่ยุค 00s

Beth-Ditto-press-photo-cr-Mary-McCartney-2017-billboard-1548

เสียงเธอกรีดร้องในเพลง Standing In the Way of Control บนจังหวะกระหน่ำกีตาร์และเสียงกลองที่พุ่งพล่าน ถือเป็นเพลงชาติของเด็กพังค์ ลามไปถึงชาวอีโม และชาวอินดี้ร็อคยุค 00s ทั่วโลก ดังนั้นเมื่อมีข่าวการยุบวง The Gossip ที่เธอเป็นนักร้องนำมา 17 ปี ตามมาด้วยการตัดสินใจออกอัลบั้มเดี่ยว แน่นอนว่าแฟนเพลงของเธอก็อดกังวลไม่ได้ว่า “พลัง” ความดิบเถื่อนของสาวร็อคคนนี้จะลดลงหรือไม่ในฐานะศิลปินเดี่ยว (ที่ดูว่าจะป๊อปมากขึ้น)? ดังนั้นเมื่ออัลบั้มโซโลของเธอ Fake Sugar ถูกปล่อยออกมา เราจึงรีบไปหามาฟังด้วยความกระวนกระวาย พลางอธิษฐานในใจ “ขอให้ไม่แป้กเถอะ แม่เจ้าประคุณเอ๊ย!”

 

อัลบั้มนี้ได้ซาวนด์ค่อนข้างต่างจาก EP ของเธอเมื่อปี 2011 (Beth Ditto) ที่มีความเป็นเพลงเต้นสวยๆ ดังนั้นขอให้ขาร็อคสบายใจได้ว่ากลิ่นความขบถยังคงอบอวลใน Fake Sugar ตั้งแต่เพลงแรก ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวด้วย คือ Fire 

ในเพลงนี้เราได้ฟังเบธย้อนกลับสู่รากเหง้าความเป็นสาวใต้จากอาร์คันซอ ทั้งการเกาเบสริฟเท่ๆ ที่จะออกแนวบลูส์หน่อยๆ กับสำเนียงร้องที่มีเสน่ห์แบบโซลหรือ กอสเปล แต่พอสิ้นประโยค

“Bless my soul, that’s the way it is
Bless my soul, I can’t resist”

เท่านั้นแหละ ดนตรีก็เพิ่มความแรงให้ชาวเราได้สะบัดหัวกันรัวๆ ในมิวสิควิดีโอเราก็จะได้เห็นเพลงของเธอค่อยสุมไฟสร้างความก้าวร้าวในบาร์คาวบอยจนเกิดซีนวินาศสันตะโรขึ้น ทั้งเอาขวดมาฟาดหัว กระทืบกันโต๊ะแตก แน่นอนว่าใครจะพังเละเทะขนาดไหนเบธก็ยังดูเปรี้ยวในทุกช็อตในเสื้อทรงเอลวิสสีขาวปกไฟสีแดงอวดทุกสัดส่วนอวบอั๋น และอายไลน์เนอร์แหลมเฟี้ยวเช่นเคย แถมยังมีฉากเบธใช้แส้หวดเอาไส้กรอกของคาวบอยมากัดเล่นแล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่แยแส ส่งสัญญาณความเควียร์ประหนึ่งเสียงตะโกนว่า “แม่กลับมาแล้วววว!” สร้างความปลื้มปิติให้แฟนเพลงที่น้ำตาไหลพรากๆ

เพลงที่สอง In and Out พูดถึงความสัมพันธ์ที่อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด โดยไม่นานมานี้เบธได้แต่งงานกับ คริสติน โอกาตะ คู่รักที่คบกับมาตั้งแต่ตอนเธออายุ 18

ภาพงานแต่งสุดสวยงามของทั้งสองคนเป็นเสมือนภาพฝันของคู่ หญิง-หญิง มากมาย แต่ในเพลงนี้เบธได้ออกมาบอกว่า จริงๆ แล้วชีวิตคู่ของเธอนั้นก็ไม่ได้เพอร์เฟกต์ เธอต้องรับมือกับหลายๆ อย่างที่ไม่คาดคิดหลังจากช่วงฮันนีมูน มันทำให้เธอตระหนักถึงการ “ยอม” ให้กันและกัน ในบางครั้งที่แต่ละคนต้องลดทอนความเป็นตัวของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ เรื่องนี้ถือเป็นข่าวช็อกของผู้ติดตามความจี๊ดของเธอไม่น้อย มันยากที่จะเชื่อว่าคำเหล่านี้จะออกมาจากปากผู้หญิงหัวรั้นที่เคยเปลือยกายถ่ายแบบลงปก NME ผู้หญิงที่ออกแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับความสวยพลัสไซส์, ผู้หญิงที่เปลี่ยนค่าคำนิยามความสวยของสตรีในยุคสมัยนี้, ผู้หญิงที่โชว์นิ้วกลางให้กับนักวิจารณ์ พูดกันตรงๆ คือผู้หญิงที่ไม่น่าจะผ่อนปรนตัวตนของตัวเองให้ใครทั้งสิ้น…แต่เธอก็เทใจพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในเพลงนี้ คลอไปกับจังหวะซอฟต์ร็อคและเสียงประสานที่มีความละม้ายคล้าย Fleetwood Mac ไม่น้อย

“I, I do it for you
You, you do it for me
And we go in and out of love,”

เพลงที่เด่นมากๆ อีกเพลงคือ We Could Run ซึ่งมีจังหวะป๊อปแบบร้องตามได้สบายๆ แต่ยังคงท่อนฮุคที่ปล่อยให้เบธโชว์พลังเสียงกัมปนาทที่เอาคนทั้งสเตเดียมอยู่หมัด เดาได้เลยว่าเพลงนี้ต้องขึ้นชาร์ตบนคลื่นวิทยุไปสวยๆ แน่นอน

beth wedding

ภาพวันแต่งงานของเบธ ดิทโต้ กับ คริสติน อูกาตะ
จาก dailymail.co.uk

อัลบั้มนี้เบธได้คู่บุญ เจนนิเฟอร์ เดซิลวีโอ มาช่วยดูแลการผลิต ซึ่งต้องถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวนัก แม้ว่าโดยรวมแล้วความโรแมนติกจะปกคลุมอยู่ทั้งอัลบั้มอย่างชัดเจน แถมมีหลายเพลงที่เกือบจะไปคันทรี่อยู่แล้วรอมร่อ อย่าง Love in Real Life ไม่แปลกที่เรามารู้ทีหลังว่าเบธได้แรงบันดาลใจทำงานชุดนี้มาจากอัลบั้ม Graceland ของศิลปินเพลงโฟล์ค พอล ไซมอน เดชะบุญที่ความน่าสนใจในน้ำเสียงและวิธีร้องที่เป็นจุดขายของเบธนั้น สามารถถ่ายทอดร้อยเรียงเพลงทั้งหมดออกมาให้ “น้ำตาลเทียม” ของเธอไม่ได้มีเพียงแค่รสหวานเลี่ยนอย่างเดียว

อย่างไรก็เข้าใจได้ว่าแฟนๆ พันธุ์แท้ อาจจะเสียดายที่บางเพลงน่าจะสามารถมีความดิบๆ เถื่อนๆ กว่านี้ ถึงแม้จะเป็นที่รู้กันว่าความรู้สึกพังค์อันเดอร์กราวนด์ในเพลงของเธอนั้น เริ่มจะจางๆ ไปตั้งแต่วง Gossipได้เข้าสู่กระแสหลัก ยิ่งอัลบั้มหลังๆ ยิ่งเริ่มเป็นสูตรสำเร็จ กลมกลึงไปหน่อยด้วยซ้ำ

ถือเสียว่าเราได้ฟังอีกด้านของสาวใหญ่ที่นับเป็นไอคอนของชาว LGBTQ ร่วมสมัย เป็นซาวนด์ที่แตกยอดออกมาจากวงเก่า (อาจจะเพราะตอนที่เธอแต่งหลายๆ เพลงในนี้วงยังไม่แตก) แต่ก็ไม่ได้กระโดดตัวโยนเหมือนเมื่อก่อน อัลบั้มนี้จึงมีความปัจเจกมากขึ้น เราได้ฟังเบธในแง่มุมส่วนตัวที่ลึกขึ้น ได้หยุดจากเสียงตะโกนมาใคร่ครวญความซับซ้อนของชีวิตมากขึ้น และมันก็ทำให้หลงรักเธอมากขึ้นด้วย

ด้วยความที่ ผู้หญิงคนนี้ จะมาแนวไหนก็ยังจี๊ดจ๊าดไม่จืดจาง 

 

Story by: โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร
Photo by: Billboard