High logo queer

 

วันที่ 4 ธันวาคม 2016 นับเป็นวันครบรอบ 40 ปีการจากไปของคีตกวีเกย์คนสำคัญของโลกอย่าง Benjamin Britten (1913-1976) ขอถือโอกาสนี้พูดถึงความเควียร์ในวงการนักประพันธ์เพลงคลาสสิคกันดีกว่า

รู้หรือไม่ว่า บริทเต็นเป็นนักประพันธ์ชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รับพระราชทานยศจากพระราชินีเป็น “ลอร์ด” เนื่องจากเขาได้แต่งเพลงสำคัญๆ ต่อวงการดนตรีอังกฤษไว้มากมาย อาทิ บทร้องประสานเสียงคลาสสิค A Ceremony of Carols (1942), Gloriana (1953) เขียนขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2, The War Requiem โอปุสที่ 66 (1962) อุทิศให้กับการสูญเสียของทหารอังกฤษในสงครามโลก, หรือที่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยิน คือ The Young Person Guide to Orchestra  (1945) การจัดเรียงเพื่อจำแนกและอธิบายเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ในซิมโฟนี่ออร์เคสตราขนาดใหญ่ ซึ่งกลับมาได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้งตอน เวส แอนเดอร์สัน หยิบมันมาใช้ในฉากเปิดเรื่องของภาพยนตร์ Moonrise Kingdom

benjamin

Benjamin Britten

 

 

นอกจากนี้ผลงานที่สร้างชื่อให้บริทเต็นอย่างมากคงหนีไม่พ้นงานประพันธ์สำหรับอุปรากรภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Peter Grimes, The Turn of the Screw, Billy Budd, ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีธีมที่ว่าด้วย การสูญสิ้นวัยบริสุทธิ์ของเด็กชาย, ความโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา และความต้องการทางเพศที่ต้องเก็บซ่อนไว้ ไม่แปลกที่เขาเลือกที่จะทำงานกับนักประพันธ์คำร้องอย่าง W.H. Auden และ E.M. Foster ที่เป็นเกย์เช่นกัน

งานชิ้นสำคัญของบริทเต็นคือโอเปร่าเรื่องสุดท้ายในชีวิต Death in Venice ที่อุทิศให้ (และแสดงนำโดย)นักร้องเทนเนอร์คู่ชีวิต ปีเตอร์ แพรส์ ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ โทมัส แมนน์ เกี่ยวกับชีวิตบั้นปลายของนักแต่งเพลงตกอับ ผู้ดั้นด้นไปตกหลุมรักเด็กหนุ่มแปลกหน้า ณ ริมชายหาดเมืองเวนิส ลักษณะเพลงมีความเข้มข้น บางช่วงก็เปลี่ยวจนน่าขนลุก โดยเฉพาะในฉากต่างๆ ที่เด็กหนุ่มปริศนาปรากฏตัวขึ้น ว่ากันว่าบริทเต็นใช้กำลังใจทั้งหมดของเขาในการเค้นขนบเสียงที่ทั้งสวยงามวิจิตรและบีบคั้นอารมณ์ในโอเปร่าเรื่องนี้ จนสุขภาพของเขาย่ำแย่ลงอย่างมากหลังจากที่เขียนเสร็จ เขาต้องเข้าผ่าตัดหัวใจปี 1973 และเสียชีวิตไม่นานนักหลังจากนั้น นักวิจารณ์หลายๆ คนเชิดชูผลงานโอเปร่าชิ้นนี้เป็น “Liebestod” (การตายจากความรัก) สื่อถึงความรักอันแรงกล้าของบริทเต็นและแพรส์ (เป็นคู่เกย์อินเลิฟก็ต้องทรมานจนตายไปอีก!) ขนาดที่พระราชินีถึงกับทรงส่งจดหมายแสดงความอาลัยให้กับแพรส์หลังจากการตายของบริทเต็น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทรงปฏิบัติกับคู่สมรสตามกฎหมายเท่านั้น

(L-R) Benjamin Britten rehearsing with Peter Pears.  (Photo by George Rodger//Time Life Pictures/Getty Images)

Benjamin Britten & Peter Pears

 

แต่โปรดอย่าลืม! ในช่วงชีวิตของบริทเต็นนั้น “รักร่วมเพศ” ยังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศอังกฤษ (บัญญัตินี้พึ่งถูกยกเลิกในปี 1967 ส่วนการแต่งงานเพศเดียวกันพึ่งได้อนุมัติในปี 2013 นี้เอง) แปลว่ารสนิยมทางเพศที่ “ผิดศีลธรรม” ของเขา (แถมยังไม่ค่อยจะตั้งใจปิดปังเท่าไร) สร้างปัญหาให้กับตัวบริทเต็นเองไม่น้อย ทั้งชีวิตส่วนตัวของเขาที่โดนตำรวจจับตาอยู่ตลอด ไปจนถึงมีการปล่อยข่าวอื้อฉาวว่าเขามีเพศสัมพันธ์กับเด็ก และบอกว่าสาเหตุการตายของเขามาจากโรคแทรกซ้อนของซิฟิลิส! มายาคตินี้ยังโยงไปถึงชีวิตการงานบริทเต็นด้วย โดยนักวิจารณ์ในวงการเหมารวมว่างานของเขาได้รับอิทธิพลมาจากแรงกดดันความเป็นเกย์  หรือรสนิยมทางเพศของผู้ประพันธ์มีผลต่อลักษณะเพลงที่เขาแต่งอย่างมาก พูดง่ายๆ คือเป็นเพลง “ตุ๊ด” เพราะเขาเป็น “ตุ๊ด”

คงต้องตั้งคำถามกันต่อว่า แล้วเราวัดความ “ตุ๊ด” (หรือ เควียร์) อย่างไร? ถ้าในวงการคลาสสิค (ที่ยังดำรงอยู่ในปิตาธิปไตย) จะหมายถึงการแต่งเพลงผิดไปจากลักษณะความ “แมน” (masculine) อาทิ มีความอ่อนหวาน รุ่มรวย ใช้อารมณ์เป็นหลัก มีความ tonal ฯลฯ นักแต่งเพลงในยุค Rococo ก็คงเป็นตุ๊ดกันหมด เพราะนั่นคือลักษณะเด่นของเพลงจากยุคนั้น! แล้วถ้าเพลงมันมีความ “แมนๆ” หรือ atonal และถูกแต่งโดยผู้หญิงล่ะ? แปลว่าอันนี้คงต้องดูแต่ละเคสไป… มิหนำซ้ำกรอบนี้อาจจะใช้ไม่ได้เลยกับงานประเภท Absolute Music ซึ่งนิยามตัวเองเป็นดนตรีที่ไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวหรืออารมณ์ แต่แต่งขึ้นเพื่อโชว์เทคนิคและทฤษฎีล้วนๆ ไปอีก

อย่างไรก็ดี ในส่วนของบริบทนั้น คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบริทเต็นได้ปูทางให้กับนักประพันธ์เกย์รุ่นหลังมาจนถึงในวงการคลาสสิคปัจจุบัน ที่ต้องการเลือกจะนำประเด็นทางเพศมาแสดงออกในงานตัวเอง เช่น มาร์ค ซิมป์สัน ที่เขียนโอเปร่าที่ดำเนินเรื่องในบาร์เกย์, ฟิลลิปส์ เวเนเบิล ที่เขียนเพลงให้กับนักแสดงแต่งหญิง เดวิด ฮอยล์ และ ลอนดอน ซินโฟเนียตตา, หรือรุ่นใหญ่อย่าง ไมเคิล ฟินนิสซีย์ กับผลงานชื่อ “กวีเกย์อมตะ 17 คน” ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้มุมมองทางเพศและการเมืองที่หลากหลายบนเวที เพลงคลาสสิค ให้มีความร่วมสมัยไปพร้อมๆ กับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงและหลากหลายขึ้นอย่างน่าสนใจ….

ตอนครบรอบ 100 ปีการจากไปของบริทเต็น ความเป็นเกย์ของผู้ประพันธ์อาจจะไม่ถูกโยงเข้ากับบทเพลงที่มาจากความหดหู่ โดดเดี่ยว และวิปลาสทางศีลธรรมอีกต่อไปก็ได้

 

Story by: โอ๊ต-พัฒนพงศ์ มณเฑียร