photo-credit-frank-maddocks-extralarge_1471543037473

 

นับเป็นอีกหนึ่งในไอคอนวงดนตรีของโลกในยุค 90s ที่หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรทีเดียวสำหรับ Green Day ซึ่งดูเหมือนว่าในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับมรสุมที่พัดเข้ามาด้วยท่าทีที่แข็งแกร่งไม่น้อย แต่เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง เมฆแห่งความมืดหม่นลอยจางหาย Green Day ก็กลับมายืนหยัดในวงการอย่างแข็งแกร่งด้วยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 12 อย่าง Revolution Radio ที่ดนตรีของพวกเขายังคงสะท้อนสังคมแห่งความเป็นจริงของโลกใบนี้เฉกเช่นเหมือนทุกอัลบั้มตลอด 26 ปีที่ผ่านมา

บิลลี่ โจ อาร์มสตรอง (กีตาร์, ร้องนำ), ไมค์ เดิร์นท์ (เบส) และ เทร คูล (กลอง) คือ 3 สมาชิกหลักที่นำพาวงดนตรีจากแคลิฟอร์เนียวงนี้โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีของโลกมายาวนานถึง 26 ปี แม้ว่า 2 อัลบั้มแรกอย่าง 39/Smooth (ปี 1990) และ Kerplunk (1992) จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่สำหรับอัลบั้ม Dookie ในอีก 2 ปีให้หลังกลับสร้างปรากฏการณ์ให้ทั่วโลกหันมาฟังเสียงของ Green Day ด้วยบทเพลงอย่าง Welcome to Paradise, Basket Case และ When I Come Around ซึ่งทำให้พวกเขาคว้ารางวัลแกรมมี่สาขา Best Alternative Music Performance ไปครองได้สำเร็จ

3 อัลบั้มต่อมาอย่าง Insomniac (1995), Nimrod (1997) และ Warning (2000) กระแสอาจจะแรงไม่เทียบเท่า Dookie แต่ในปี 2004 คอนเซ็ปต์อัลบั้มอย่าง American Idiot ซึ่งนำเอากลิ่นอายโอเปร่ามาผสมผสานกับดนตรีพังค์ร็อคก็ทำให้ชื่อของ Green Day กระฉ่อนโลกอีกครั้ง American Idiot, Holiday, Wake Me Up When September Ends, Jesus of Suburbia คือเพลงที่แสดงตัวตนของพวกเขา รวมถึงสะท้อนความเป็นจริงของโลกได้อย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาคว้า แกรมมี่ อวอร์ดส มาครองได้อีกรอบจากสาขา Best Rock Album อีกทั้งเพลง Boulevard of Broken Dreams ก็ชนะในสาขา Record of The Year เช่นกัน

อัลบั้ม 21st Century Breakdown (2009) ยังคงสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยแนวทางเดียวกันกับอัลบั้มก่อนหน้านี้ พวกเขาได้แกรมมี่สาขา Best Rock Album อีกครั้ง และซิงเกิ้ลฮิตอย่าง Know Your Enemy และ 21 Guns ที่ทั่วโลกรู้จัก ก่อนที่อัลบั้มไตรภาค ¡Uno!, ¡Dos!, ¡Tré! ที่ปล่อยออกมารวดเดียวในปี 2012 นั้นกระแสอาจไม่เปรี้ยงปร้างนัก รวมถึงมีข่าวคราวของฟร้อนต์แมนอย่าง บิลลี่ โจ อาร์มสตรอง ที่ต้องเข้ารับการบำบัดยาเสพติดและแอลกอฮอลิซึ่ม ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุทำให้ทัวร์คอนเสิร์ตของอัลบั้มดังกล่าวถูกยกเลิกทั้งหมด

cover

 

หายไปนาน 4 ปี Green Day กลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีกับอัลบั้ม Revolution Radio นับตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรกอย่าง Bang Bang ปล่อยออกมาเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม กับความมันที่ใส่ไม่ยั้งอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา รวมถึงหลังจากนั้นก็ได้ทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาเป็นระยะ และอัลบั้มดังกล่าวก็ไต่ไปถึงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 ได้สำเร็จ ซึ่งนอกจากจะได้ เจสัน ไวท์ มือกีตาร์ที่ออกทัวร์คอนเสิร์ตกับวงมาตั้งแต่ปี 1999 ก่อนจะไม่ได้ร่วมงานกันในอัลบั้มก่อนหน้านี้กลับมาร่วมบันทึกเสียงแล้ว 3 สมาชิก Green Day ก็รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ที่ทำงานเองทุกขั้นตอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อัลบั้ม Warning เมื่อปี 2000 อีกด้วย

Green Day จัดเซ็ตความมันรวดเดียวใน 4 แทร็คแรก Somewhere Now เพลงจังหวะมีเดียมซึ่งเริ่มต้นอินโทรด้วยกีตาร์อะคูสติก ก่อนที่ท่วงทำนองความมันจะอัดแน่นไปจนจบเพลง แทร็คต่อมาพวกเขาเริ่มเข้าโหมดจริงจังและซีเรียสใน Bang Bang ที่พูดถึงเหตุการณ์ยิงกราดในสหรัฐอเมริกาด้วยท่วงทำนองอันกราดเกรี้ยว มันกันต่อเนื่องกับไตเติ้ลแทร็ค Revolution Radio กับการเน้นริฟฟ์มันๆ ของกีตาร์ และเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากการชุมนุมประท้วงในนิวยอร์คหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงคนผิวสีเสียชีวิตไปถึง 3 คน รวมถึง Say Goodbye ที่เปรียบเสมือนคำร่ำลาจากผู้อันเป็นที่รักจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ กับท่อนฮุกย้ำๆ และพาร์ตดนตรีเท่ๆ ที่ทำให้นึกถึงหลายเพลงจากอัลบั้ม 21st Century Breakdown อยู่ไม่น้อย

พักเบรกความมันด้วย Outlaws เพลงช้าสไตล์ Green Day ซึ่งยังคงความจับใจภายใต้ความหนักแน่น ทำให้เราพลันนึกถึงเพลงดังของพวกเขาอย่าง Wake Me Up When September Ends, 21 Guns รวมถึง Boulevard of Broken Dreams ก่อนจะกลับไปโดดสุดตัวอีกครั้งกับแทร็คที่มีชื่อว่า Bouncing Off the Wall ที่พาร์ตดนตรีสนุกสนาน โดดตามกันได้แน่ๆ Still Breathing เป็นอีกหนึ่งแทร็คแนะนำที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาไว้อย่างเต็มเปี่ยม เป็นคำกล่าวที่ส่งต่อไปสู่แฟนเพลงของพวกเขาว่า ชายที่ชื่อ บิลลี่ โจ อาร์มสตรอง ยังคงหายใจ แม้ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันยากลำบากในช่วงที่ผ่านมา … และ Green Day ก็เช่นกัน

Youngblood เป็นอีกแทร็คที่ทั้งคึกคักและฟังง่าย ก่อนที่พวกเขาจะพูดถึงสังคมชนชั้นแรงงานเหมือนเมื่อครั้งที่สื่อสารผ่านเพลง Working Class Hero ที่พวกเขาคัฟเวอร์เพลงของ จอห์น เลนนอน แห่งคณะสี่เต่าทอง The Beatles เมื่อ 9 ปีที่แล้วอีกครั้งในเพลง Too Dumb to Die ส่วน Troubled Times ก็เป็นคำถามที่พวกเขาเชิญชวนให้คนฟังถามตัวเองว่า ความรักและสันติภาพบนโลกใบนี้ที่แท้มีจริงหรือไม่ หรือพวกเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายกันแน่ ในขณะที่ Forever Now เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ความร็อค เพราะพวกเขาแบ่งความมันออกเป็น 3 พาร์ตซึ่งให้อารมณ์อันแตกต่างกันใน 7 นาทีกว่าๆ ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Ordinary World ซึ่งมีเพียงเสียงของ บิลลี่ โจ และกีตาร์อะคูสติกเท่านั้น ทำให้เรานึกถึง Foreverly อัลบั้มคันทรี่ที่เขาร่วมทำกับ นอราห์ โจนส์ เมื่อปี 2013 อยู่ไม่น้อย โดยชื่อเพลงดังกล่าวเป็นชื่อเดียวกับภาพยนตร์ที่เขานำแสดงซึ่งเพิ่งเข้าฉายในอเมริกาไปเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

photo-credit-frank-maddocks-extralarge_1471542925925

 

บอกตามตรงว่า ใครเป็นสาวกของ Green Day น่าจะมีความสุขกับอัลบั้ม Revolution Radio อย่างแน่นอน ทั้ง 3 สมาชิกได้ย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของดนตรีที่พวกเขานำเสนอในยุคก่อตั้งวงภายใต้บริบทของดนตรีแห่งยุคสมัยนี้ ความดิบของริฟฟ์กีตาร์และท่อนโซโล่ ลูกกลองที่ใส่ไม่ยั้งซึ่งเข้าขากับไลน์เบสเป็นอย่างดี แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าแพทเทิร์นดนตรีของ Green Day เสมือนเป็นสูตรสำเร็จ ไม่ได้หวือหวาหรือมีลูกเล่นอะไรมากมาย แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์เพลงในแนวทางดังกล่าวให้ออกมากลมกล่อม และยังคงความมันภายใต้ตัวตนที่ฟังครั้งแรกก็รู้ทันทีว่าเป็นเพลงของพวกเขา อีกทั้งในอัลบั้มนี้ยังมีการทดลองนำเอาคันชักที่ใช้กับบรรดาเครื่องสายมาเล่นกับกีตาร์ในเพลง Outlaws และ Forever Now เพื่อเป็นสีสันอีกด้วย ในส่วนของเนื้อหา Green Day ยังคงจริงจังและสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงทั้งในสังคมและโลกของเราอย่างไม่อ้อมค้อม ทั้งเรื่องความรุนแรง สันติภาพ หรือแม้กระทั่งความรักในรูปแบบของพวกเขา

และนั่นคือความใจถึงของวงดนตรีวงนี้ที่เราหลงรักมาตลอด 26 ปี … Green Day

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Warner Music Thailand