s-l-o-e-900-4

“ผมไม่อยากฉายหนังซ้ำ” ไตเติ้ล-ปฎิภาณ สุวรรณสิงห์ ซึ่งหลายคนรู้จักเขาจากบทบาทการเป็นฟร้อนต์แมนแห่งคณะอีกาขาว The Whitest Crow กล่าวถึงไซด์โปรเจกต์ที่เขาทำขึ้นมาด้วยตัวคนเดียวที่ชื่อ S.O.L.E. หรือในชื่อเต็มที่อาจเรียกยากอยู่สักหน่อยอย่าง State of Living Ecclesiastic ภายใต้ลุคสบายๆ ในห้องที่มีพื้นที่ไม่มากนัก กับแววตาอันมุ่งมั่นที่อยากจะมอบสีสันความสนุกให้กับวงการเพลงบ้านเราด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในแบบฉบับของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยจินตนาการและสัญชาตญาณดิบ แม้ว่าจะเป็นแนวทางที่คนฟังในเมืองไทยอาจยังไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่ก็ตาม

 

ใครที่ติดตามผลงานเพลงของวง The Whitest Crow มาก่อนหน้านี้คงทราบดีว่า ไตเติ้ลและผองเพื่อนสมาชิกมีดนตรีร็อคที่เน้นกีตาร์แบนด์เป็นพื้นฐานการขับเคลื่อนในแต่ละเพลง แต่สำหรับ S.O.L.E. แล้ว ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นพระเอกที่ทำหน้าที่สื่อสารทุกสิ่งทุกอย่างสู่ผู้ฟัง

“ผมไม่เคยลองทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์เลย ดังนั้นดนตรีของ S.O.L.E. จะเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในจินตนาการของผมเองคนเดียว” หนุ่มวัย 25 ปีที่ย้อมผมด้วยสีทองทั้งศีรษะกล่าว โดยไซด์โปรเจกต์ดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ราวๆ ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไตเติ้ลเริ่มทำอัลบั้มชุดแรกของ The Whitest Crow อย่าง Bangkok Blondie ซึ่งมีอยู่เพลงหนึ่งที่ไม่ถูกนำไปรวมเอาไว้ในอัลบั้มนั่นก็คือ Don’t You Know เขาจึงหยิบเพลงนั้นมาปรับเปลี่ยนสไตล์ดนตรีเป็นอิเล็กทรอนิกส์ และเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ S.O.L.E. ก็ว่าได้ แต่ด้วยท่วงทำนองที่เนิบช้าของเพลงดังกล่าวอาจไม่เหมาะสำหรับการเปิดตัวไซด์โปรเจกต์นี้ ไตเติ้ลจึงจัดอีก 1 เพลงอย่าง Like a Magic ที่มาพร้อมกับบีตย้ำๆ และซาวนด์ฟังสนุกเสมือนว่ากำลังมีเวทมนตร์ลอยอยู่เบื้องหน้ามาประเดิมโปรเจกต์นี้แทน

s-l-o-e-900-1

แน่นอนว่าศิลปินที่ทำเพลงอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ก็มักจะมีแรงบันดาลใจจากศิลปินในแนวทางเดียวกัน แต่ไตเติ้ลกับโปรเจกต์ของเขาอาจจะแปลกและแตกต่างไปสักหน่อย เพราะนี่คือการหยิบจับคลังเพลงในหัวสมองที่เขาเรียกว่าเป็น ‘ห้องสมุดส่วนตัว’ มาปรับเปลี่ยนเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เฉพาะตัวเอามากๆ Die Antwoord, Linkin Park, Eminem (อัลบั้ม The Eminem Show), The Prodigy, Tame Impala, Twenty One Pilots หรือแม้แต่ Julian Casablancas and the Voidz ซึ่งเป็นไซด์โปรเจกต์ของ จูเลียน คาซาบลังกาส์ นักร้องนำวง The Strokes คือตัวอย่างลิสต์ศิลปินที่มอบพลังงานบางอย่างให้ไตเติ้ลในการทำโปรเจกต์ S.O.L.E. ขึ้นมา

แต่นอกจากแรงบันดาลใจในโลกแห่งเสียงดนตรีแล้ว ไตเติ้ลยอมรับว่า ภาพยนตร์เรื่อง Trainspotting ผลงานอันเลื่องชื่อฝีมือการกำกับของ แดนนี่ บอยล์ เมื่อปี 1996 ที่รุ่นพี่ซาวนด์เอนจิเนียร์ของ The Whitest Crow แนะนำให้ดูคือ ‘จุดเปลี่ยน’ ในชีวิตของเขาเลยทีเดียว “มันรู้สึกเรียลมากๆ เหมือนเป็นชีวิตของคนๆ หนึ่ง จริงๆ ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ดูหนังที่สร้างจากนิยายนะ แต่กับหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายตอนผมอายุแค่ 3-4 ขวบ ผมกลับอินมาก ถ้าผมเกิดในยุคนั้น ได้ดูตอนผมเป็นวัยรุ่นพอดี ผมคงอินกับการใช้ชีวิตแบบนั้นมาก มันเป็นไลฟ์สไตล์ที่เราอยากจะใช้ จากเรื่องราวที่เล่าออกมาแบบตรงๆ ดิบๆ ผมรู้สึกว่า เราสามารถใส่จินตนาการลงไปในความเรียลของชีวิตจริงได้” เขาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด ยิ่งเมื่อไตเติ้ลได้ฟังเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอย่าง Born Slippy ผลงานจาก Underworld รวมถึงได้รับชมภาคล่าสุดอย่าง Trainspotting 2 ก็ยิ่งทำให้เขาหลงเสน่ห์ในมู้ดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในหนังอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และนำแนวคิดที่เขาได้รับมาคุมทุกสิ่งทุกอย่างของ S.O.L.E. ในที่สุด

อีกเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างตัวตนของ S.O.L.E. ขึ้นมาก็คือ บทบาทในการเป็นนักวาดการ์ตูนของ เจอราร์ด เวย์ นักร้องนำวง My Chemical Romance นั่นเอง “ผมรู้สึกว่า My Chemical Romance เหมือนเป็นการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ทุกคนในวงจะมีคาแรคเตอร์ในนั้น แล้วทำไมเราไม่ทำเหมือนว่าเราแยกร่างไปทีละส่วนดูบ้างล่ะ The Whitest Crow กับ S.O.L.E. ก็เป็นคนละร่างกัน เหมือนเราวาดพล็อตขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ว่าตัวเราเป็นอย่างนี้นะ แต่วงดนตรีเป็นอย่างนี้ต่างหาก แต่ก็ให้มีความใกล้เคียงกับเรามากที่สุด ผมว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ใหม่ที่ทั้งสนุกและน่าสนใจ” เขากล่าวด้วยท่าทีกระตือรือร้น ซึ่งเราก็สามารถสัมผัสความรู้สึกสนุกที่ส่งผ่านมาจากน้ำเสียงของหนุ่มคนนี้ได้เป็นอย่างดี

s-l-o-e-900-5

จากปลายปี 2015 ที่ S.O.L.E. เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล Like a Magic ช่วงเวลาปีกว่านับจากนั้น ไตเติ้ลก็ปล่อยอัลบั้มอีพีออกมาถึง 2 ชุดกับ Hope You Like I Did It ที่ประกอบไปด้วยเพลงทั้งหมด 5 แทร็ค ซึ่งนอกจาก Like a Magic ก็มีเพลงอย่าง Call Me และ Psycho Killer เป็นต้น ส่วนอีพีล่าสุดอย่าง If You Want to Run / Run Faster ที่แม้จะมีเพียง 3 เพลง แต่เขากลับบอกว่าเป็น 3 แทร็คที่จะนำเข้าสู่อัลบั้มเต็มของ S.O.L.E. เสียที จากกลิ่นอายความเป็นกีตาร์แบนด์ที่ผสมอยู่นิดๆ หน่อยๆ ในอีพีชุดแรก เขาก็เริ่มตัดเครื่องดนตรีจริงออก และเพิ่มความเป็นเสียงสังเคราะห์เข้าไปอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เพิ่งปล่อยมิวสิควิดีโอไตเติ้ลแทร็คอย่าง If You Want to Run / Run Faster ออกมาให้รับชมและรับฟังกันอีกด้วย

หากว่ายังพอจดจำได้ ไตเติ้ลเคยเล่าที่มาที่ไปของชื่อวง The Whitest Crow ที่มีความย้อนแย้งของอีกาที่โดยปกติจะมีผิวหนังสีดำ แต่เขาและวงกลับเลือกจะเป็นอีกาที่มีเนื้อหนังสีขาวที่สุด ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อหาและพาร์ตดนตรีของ S.O.L.E. เลยแม้แต่น้อย

“สมมติเวลาฝนตก The Whitest Crow อาจจะพูดว่า น้ำที่ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า เราจะรู้สึกว่าโหยหาถึงอดีตเก่าๆ แต่ S.O.L.E. จะออกมาในรูปแบบ ฝนตก เปียก คิดถึง โทรมาสิ อะไรทำนองนี้ มันจะไม่ค่อยมีการปรุงแต่งสักเท่าไหร่” ไตเติ้ลอธิบายอย่างละเอียด ในขณะที่พาร์ตดนตรี หากใครเคยรับชมการแสดงสดของ S.O.L.E. มาแล้วจะพบว่า ทุกเครื่องดนตรีจะเป็นเครื่องจริงทั้งหมด แต่เขากลับเล่นออกมาให้เป็นซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ “มันคือดนตรีสังเคราะห์ที่เล่าเรื่องเรียลมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นความไม่เข้ากันดี ผมชอบอะไรแบบนี้” ไตเติ้ลกล่าว

02

และด้วยความที่เพลงอิเล็กทรอนิกส์ของ S.O.L.E. จะมีกลิ่นอายของดนตรีแขนงอื่นมาผสมผสานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรฟ มิวสิค หรือแม้แต่ไซคิเดลิก เราจึงขอให้ไตเติ้ลช่วยอธิบายให้คนฟังที่อาจยังไม่คุ้นชินกับแนวดนตรีนี้สักเท่าไหร่ได้เห็นภาพว่า มันคืออะไรกันแน่ “เพลงของ S.O.L.E. คือเพลงอิเล็กทรอนิกส์นี่แหละครับ เอาง่ายๆ เลยคือเป็นเพลงที่เต้นสนุกในระยะประมาณ 2-3 นาที ใช้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แต่แสดงสดด้วยเครื่องดนตรีจริง มันจะเป็นดนตรีที่เปิดตามผับอันเดอร์กราวนด์ในยุค 90s กว่าๆ เน้นบีตซ้ำๆ กระแทกๆ ซึ่งจริงๆ จะเรียกว่า Electronic Body Music หรือ EBM ซึ่งจะผสมผสานเนื้อร้องลงไปด้วย” เขากล่าว นอกจากนั้นเขายังมีแนวคิดว่า ศิลปะในยุคปัจจุบันไม่มีอะไรใหม่ไปมากกว่าการนำเอาสิ่งต่างๆ ที่มีในอดีตกลับมามิกซ์แอนด์แมตช์กันเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเขาก็ให้คำนิยามเอาไว้ว่าเป็นแนวเพลงแบบ Pluralist นั่นเอง

ใครที่ติดตามเฟซบุ๊กเพจของ S.O.L.E. คงทราบดีว่า ไตเติ้ลจะแทนตนเองว่าเป็น ‘ผู้ค้า S.O.L.E.’ ส่วนคนฟังคือ ‘ผู้เสพย์ S.O.L.E.’ (เขาเน้นย้ำกับเราว่าให้ใส่ ย์ ลงไปให้ด้วย เพราะคำนี้จะใช้กับสิ่งที่เป็นศิลปะ) รวมถึงคอนเทนต์สนุกๆ ที่ดูสุ่มเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโดนประกาศจับ หรือแม้กระทั่งการบอกว่า เป็นนักโทษที่กำลังหนีคดีอยู่!

“ช่วงแรกผมเอาเพลงไปเทสต์ว่า ฟังเพลง S.O.L.E. แล้วรู้สึกอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่าให้อารมณ์เหมือนเสพยาเสพติด ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น ก็เลยคิดว่า คาแรคเตอร์ของ S.O.L.E. มันน่าจะเป็นอย่างนี้แหละ ปั้นให้ S.O.L.E. เป็นยาเสพติดชนิดใหม่ที่เป็นเสียงเพลง” อีกทั้งไตเติ้ลยังกล่าวถึงวลีในตำนานของหนึ่งในจิตรกรเอกของโลกชาวสเปนอย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี ที่ว่า ‘I don’t do drugs, I’m a drug’ ที่กลายมาเป็นแรงผลักดันทางด้านความรู้สึกที่สำคัญมากๆ อีกอย่างหนึ่งด้วย

s-l-o-e-900-3

แต่หากจะพูดกันตามจริง เพลงของ S.O.L.E. ไม่ใช่เพลงที่ฟังง่าย หรือจะทำความเข้าใจได้ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว แล้วไตเติ้ลมีมุมมองในประเด็นนี้อย่างไร “ผมรู้อยู่แล้วว่า S.O.L.E. ไม่ใช่อะไรที่ตอบโจทย์ตลาดเพลงในเมืองไทยสักเท่าไหร่ แต่แค่เรารู้สึกสนุกไปกับมัน โดยไม่ต้องคิดเยอะว่าจะมีคนตอบรับมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราชอบ สักวันมันก็ต้องมีคนชอบแบบเราบ้างแหละ แต่มันก็อาจจะต้องใช้เวลา” เจ้าของโปรเจกต์ตอบเราแบบตรงๆ ซึ่งนี่ก็คือแนวความคิดที่เหมือนกับตอนที่เขาทำวง The Whitest Crow ไม่มีผิดเพี้ยน

และถ้าหากเป็นไปได้ ไตเติ้ลก็อยากจะพา S.O.L.E. ออกไปเล่นสดนอกประเทศอยู่เหมือนกัน “จริงๆ บางเพลงของ S.O.L.E. ก็จะมีเมโลดี้ที่ซ่อนความเป็นไทยไว้อยู่ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากพวกงานวัด งานบวช มันน่าจะเป็นอะไรที่สนุกซึ่งต่อยอดในสิ่งที่ต่างชาติเขาไม่มีได้” ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา S.O.L.E. ก็มีโอกาสได้เดินทางไปแสดงสดที่งาน Rocking the Region ที่ประเทศสิงคโปร์มาแล้ว กับภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยผู้ชมทุกเพศทุกวัยที่ตั้งใจมาดูพวกเขา รวมถึงความเป็นมืออาชีพของทีมงานที่ทำให้เขารู้สึกว่า ดนตรีของ S.O.L.E. มีคุณค่าขึ้นมาจริงๆ

ก่อนจะออกไปถ่ายภาพฟีลมันๆ อย่างที่คุณผู้อ่านได้เห็นกัน ไตเติ้ลก็บอกกับเราว่า เขาไม่อยากให้คนคิดว่า S.O.L.E. คือวงดนตรี เพียงแค่อยากให้เป็นสิ่งที่เขารู้สึกสนุกในการที่ได้ทำ และทุกคนที่ได้ฟังก็ส่งความรู้สึกเอ็นจอยกลับมา อาจจะทำเป็นแบรนด์เสื้อผ้าด้วยไหม หรือจะเป็น merchandise สนุกๆ ในอนาคตก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป อีกทั้งเขายังไม่อยากวางเป้าหมายไว้สูงจนเกินไปเพราะรู้สึกว่า การที่เขาเดินไปเรื่อยๆ แล้วพบเจอสิ่งต่างๆ ที่กลายเป็นประสบการณ์ในชีวิตจนกว่าจะเดินไม่ไหว น่าจะเป็นเรื่องราวที่เขาอยากสัมผัสมากกว่า

 

“และถ้าผมยังไม่ตาย ผมก็คงทำไปเรื่อยๆ นั่นแหละครับ” วลีเด็ดทิ้งท้ายจากใจผู้ค้า… ถึงผู้เสพย์ S.O.L.E. ทุกท่าน

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.