01

Safeplanet

มนุษย์ทุกคนต่างมีพื้นที่ส่วนตัว แล้วแต่ว่าโลกใบนั้นจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง นั่นคือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ วงดนตรีที่ชื่อ Safeplanet ก็เช่นกัน ทว่าสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในตัวตนและห้วงความรู้สึกของพวกเขาก็คือ พื้นที่ดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยสุ้มเสียงดนตรีอันแปลกใหม่ และขอเรียกมันว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่พวกเขาสบายใจทุกครั้งเมื่อได้ส่งสารอะไรบางอย่างไปสู่คนฟัง พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่โลกของ Safeplanet อย่างเป็นทางการ

 

ถนนเยาวราชยามพลบค่ำคือสถานที่ที่ Safeplanet นัดหมาย บิลบอร์ด ไทยแลนด์ ให้ไปพบ เราใช้เวลาดังกล่าวพูดคุยกับ 3 สมาชิกวงอย่าง เอเลี่ยน-ฐิติภัทร อรรถจินดา (กีตาร์, ร้องนำ), ดอย-อภิวิชญ์ คำฟู (กลอง, เพอร์คัสชั่น) และ ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ (เบส) เพื่อรอคอยเวลาให้แสงสีจากป้ายตามอาคารบ้านเรือนส่องสว่างชัดเจนมากขึ้น และแม้ว่าภายนอกร่างกายจะปกคลุมด้วยสูทสีดำซึ่งดูทางการอยู่ไม่น้อย ทว่าเสื้อด้านในต่างสีสันต่างสไตล์ที่พวกเขาเลือกมาก็แสดงให้เห็นถึงความสนุกที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเห็นได้ชัด

“แสงสีที่นี่น่าจะเหมาะกับพวกเรา ฟีลจีนๆ หน่อย หน้าตาพวกเราก็ตี๋เสียขนาดนี้ (หัวเราะ)” นักร้องนำผู้เปรียบเสมือนโฆษกวงอย่าง เอเลี่ยน ตอบข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงชวนเรามาที่นี่ ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้ง 3 จะดูเกร็งๆ กับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ หรืออาจจะเป็นบุคลิกส่วนตัวที่ค่อนข้างพูดน้อยและขี้อายอยู่แล้วหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้

เราจึงเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ถึงที่มาที่ไปของชื่อวงอย่าง Safeplanet เพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงสักหน่อย และ เอเลี่ยน คือผู้ที่ตอบคำถามเราอีกครั้ง “เราอยากหาพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถแสดงงานของเราได้อย่างสบายใจ เราสามารถทำอะไรหรือจะให้คนตีความไปอย่างไรก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ เราอยากหาจุดยืนของเราในวงการนี้ให้ได้” ก่อนที่ ดอย มือกลองและเพอร์คัสชั่นประจำวงจะเสริมว่า “เราสามารถแสดงความเป็นตัวเองออกไปในเพลงของเราได้ และอยากให้ทุกคนได้ก้าวเข้ามาลองฟังดนตรีในพื้นที่ของเราด้วย”

03

ดอย-อภิวิชญ์ คำฟู

ใครที่ติดตามแวดวงอินดี้ในบ้านเรามาโดยตลอดอาจจะพอคุ้นหูกับวง Shadow Flare อยู่บ้าง ทั้งจากการเล่นคัฟเวอร์เพลงจากฟากฝั่งอังกฤษในงาน British Icon 2 เมื่อปี 2013 รวมถึงในปีถัดมาที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวดดนตรีรายการ SPAWN Music Contest by Melody of Life #8 ของค่าย Spicydisc ซึ่ง เอเลี่ยน และ ดอย ก็ร่วมเป็นสมาชิกในวงดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดเมื่อความชื่นชอบในแนวทางของดนตรีต่างกัน ทุกคนจึงแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเอง

แต่กระนั้นเขาทั้งสองก็ยังไม่หยุดฝัน ขอทำเพลงด้วยกันต่อในสไตล์ที่พวกเขาหลงใหล “ด้วยความที่ผมกับดอยชอบวงอย่าง alt-J, Tame Impala, Wild Beasts, Grizzly Bear ชอบซาวนด์ที่มีเครื่องไม้ มีการผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ก็เลยเกิดมาเป็นเพลง กล่องดำ ในที่สุดครับ” เอเลี่ยนกล่าว ซึ่งในขั้นตอนของการบันทึกเสียง ดอยก็ได้ชวนยี่ซึ่งเป็นรุ่นน้องของเขาที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล สาขาวิชาดนตรีแจ๊ซมาอัดเบสให้ และในที่สุด ยี่ ที่สไตล์การฟังเพลงก็ไม่แตกต่างจาก 2 สมาชิกผู้ก่อตั้งวงก็ตกปากรับคำเชื้อเชิญจากเอเลี่ยนให้เข้ามาร่วมเดินทางบนถนนสายดนตรีในนาม Safeplanet ด้วยกัน

07

ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์

15 มีนาคม 2015 คือวันที่ Safeplanet เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกอย่าง กล่องดำ ซึ่งพวกเขาก็ยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังมากเท่าใดนัก “ตอนปล่อยวันแรกจำได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ดีใจมาก เพลงของพวกเราเสร็จสักที มันตื้นตันน่ะ แค่มีคนช่วยแชร์กันจำนวนหนึ่งก็เยี่ยมแล้ว แต่มันมากกว่าที่คาดไว้” ดอยเผยความรู้สึกพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งเอเลี่ยนก็เสริมว่าความแตกต่างในเรื่องของซาวนด์น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนฟังหันมาสนใจวงดนตรีวงนี้ “เหมือนตอนนั้นซีนดนตรีในบ้านเราอิเล็กทรอนิกส์กำลังมา แต่เรายังอยากคงความเป็นกีตาร์แบนด์ที่มีเนื้อมีหนังเอาไว้ ผมอยากทำซาวนด์ให้มันมีความสดใหม่”

แม้จะเริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจ แต่ซิงเกิ้ลต่อมาอย่าง โอยา ที่พวกเขาบอกว่าเป็นเสียงคนป่าที่จู่ๆ ก็แวบเข้ามาในหัว ณ ขณะทำเพลงกลับสร้างความเครียดให้ทั้ง 3 หนุ่มไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องด้วยกระแสตอบรับที่ดูดร็อปลงไปจากเพลงก่อนหน้า ซึ่งพวกเขามองว่าอาจจะเป็นเพราะชื่อเพลงที่สร้างความงงงวยให้คนฟังว่ามันหมายถึงอะไรจนตัดสินใจไม่กดฟังตั้งแต่แรกเห็นก็เป็นได้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศสีเทาๆ ในตอนนั้น ดอยก็ยังมีทัศนคติในเชิงบวกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น “เราภูมิใจกับ โอยา นะ ฟีดแบ็คจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เรายังมีเพลงอื่นที่ต้องทำต่อน่ะครับ ยังมีเพลงอีกหลายแบบที่เราอยากนำเสนอออกไปให้คนอื่นได้ฟังกัน”

04

เอเลี่ยน-ฐิติภัทร อรรถจินดา

อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนอันงดงามยังคงเกิดขึ้นในชีวิตคนเราอยู่บ่อยๆ เพราะ ระบาย ซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาในช่วงปลายปี 2015 อาจเรียกได้ว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิต Safeplanet เลยก็ว่าได้ “เป็นครั้งแรกที่เพลงของเราขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Cat 30 ของ Cat Radio ครับ ตกใจเหมือนกัน วันที่รู้นี่ตะโกนลั่นบ้านเลย ผมถึงขนาดวาดรูปเพลง ระบาย ติดไว้บนฝาผนังบ้านเลยว่า วันนี้เพลงของเราได้ที่ 1 แล้ว” แววตาของเอเลี่ยนที่อยู่เบื้องหน้าเราดูเปล่งประกาย ส่วนดอยก็ยอมรับว่าถึงขั้นน้ำตาคลอเลยทีเดียว ก่อนที่น้องเล็กของวงอย่างยี่จะเสริมว่า “เพลง ระบาย มันมีอะไรบางอย่างตั้งแต่อัดเสร็จแล้วได้ฟังเป็นครั้งแรก เป็นความรู้สึกที่ว่า นี่มันขนาดนี้เลยเหรอ อาจฟังดูอวยตัวเองนะครับ แต่มันเกินคาดจริงๆ”

เมื่อทิศทางในการนำเสนอสิ่งที่พวกเขาคิดและรู้สึกผ่านบทเพลงเป็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น Safeplanet จึงสานต่อด้วยซิงเกิ้ล ห้องกระจก ที่ทำยอดวิวในยูทูปได้หลักแสนวิวภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์เท่านั้น ดูเหมือนว่ากราฟชีวิตบนถนนสายดนตรีของพวกเขาจะค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเอเลี่ยนก็ยอมรับว่ายังคงหาคำตอบอยู่เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ในขณะที่ยี่ก็แสดงมุมมองของเขาว่า “ผมว่าพอทำแต่ละเพลงเสร็จ สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เราอยากให้มันดียิ่งขึ้นในทุกๆ เพลง เราก็เลยใส่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน”

06
05

นอกจากนั้นเอเลี่ยนยังเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับวิธีการโปรโมตเพลงของ Safeplanet ที่ไม่ค่อยจะเหมือนใครสักเท่าไหร่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘less is more’ อีกด้วย “คือเราพยายามไม่โปรโมตแบบกระโชกโฮกฮากมาก ไม่มีทีเซอร์ บอกล่วงหน้าแค่ 1 วัน หรืออย่างตอนเพลง ระบาย ก็เปลี่ยนแค่ cover photo ในเพจวง วันรุ่งขึ้นก็ปล่อยเพลงเลย เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราพยายามจะเซอร์ไพรส์มันไปกระตุ้นอะไรบางอย่างให้คนมาสนใจหรือเปล่า แต่เราอยากให้เพลงมันทำงานด้วยตัวของมันเองจริงๆ รวมถึงความแปลกใหม่ในเรื่องของซาวนด์ที่เรามองว่าเป็นปัจจัยสำคัญ” เขากล่าว

แม้ว่า Safeplanet จะพยายามนำเสนอพาร์ตของดนตรีที่ไม่เหมือนใคร แต่พื้นฐานหลักในเรื่องซาวนด์ของพวกเขาก็ยังเป็นป๊อปอยู่ดี “เราพยายามเอาซาวนด์ที่ชอบมาผสมกันให้ฟังง่าย แต่ฟังแล้วเท่ อาจจะมีเมโลดี้แบบชนเผ่าหน่อย หรือจังหวะแบบแอฟริกันบีต กลิ่นอายความเป็นไทย ความเป็นจีน และเราก็ชอบฮิปฮอปด้วย” ดอยเผย ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของการเริ่มต้นทำเพลงด้วยการสร้างบีตกลองก่อนเสียเป็นส่วนใหญ่ของพวกเขา รวมถึงริฟฟ์กีตาร์ที่หยอกล้อไปกับบีตดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเอเลี่ยนจะเป็นคนขึ้นโครงเพลง และทำออกมาเป็นเดโม่ และดอยก็สรุปประเด็นนี้ให้เราเห็นภาพว่า “จังหวะจะโคนของเพลงมันสามารถบ่งบอกความรู้สึกหรืออารมณ์ของเพลงนั้นๆ ได้ว่าจะเป็นอย่างไรน่ะครับ”

เรายังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งสุ้มเสียงอันแตกต่างที่พวกเขาทั้ง 3 พยายามสร้างสรรค์ออกมา โดยดอยก็ขออธิบายต่อว่า “อย่างในเรื่องของกลองที่ได้ยินเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ มันก็คือเลเยอร์ต่างๆ ของเพลงที่พอได้ยินแล้วจะให้ความรู้สึกต่างไปจากไฮ-แฮทหรือไรด์นั่นแหละครับ” ซึ่งพวกเขาหมายรวมไปถึงเสียงเคาะโต๊ะ คาวเบลล์ แทมบูริน บองโก้ หรือเพอร์คัสชั่นประเภทอื่นๆ อีกด้วย ในขณะที่ยี่ก็หลงเสน่ห์ของอนาล็อกซาวนด์ที่มีความเป็นธรรมชาติสูงเข้าเต็มเปา หรือแม้แต่เสียงกีตาร์ของเอเลี่ยนที่เขาอยากทำให้กีตาร์แบนด์วงนี้ไม่ได้มีแค่การลีดกีตาร์และตีคอร์ดเพียงเท่านั้นนั่นเอง

02

มากไปกว่านั้น Safeplanet ยังพยายามสะท้อนเรื่องราวของวัยรุ่นหรือใครสักคนที่ตั้งคำถามกับตัวเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต อย่าง กล่องดำ ก็พูดถึงโลกที่พวกเขาใช้ชีวิตเดิมๆ อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ก่อนจะย้อนกลับไปสู่ความทรงจำที่เอากลับคืนมาไม่ได้ใน โอยา พร่ำพรรณนาความรู้สึกที่อยากจะออกไปสู่โลกภายนอกกับ ระบาย และเริ่มมีบุคคลอื่นก้าวเข้าในพื้นที่ของพวกเขาอย่าง ห้องกระจก แต่ทั้งนี้เรื่องราวทั้งหมดต่างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเขานั่นเอง

“มันเหมือนเป็นตัวแทนความรู้สึกของวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตเป็นลูปเดิมๆ น่ะครับ ออกไปซื้อกาแฟ กลับมาทำเพลง เรารู้สึกอึดอัด อยากไปในที่ที่มันดีกว่านี้ เราจำความรู้สึกได้หมดเลยนะว่ามันทรมานที่สุดตอนทำเพลงไหน” เอเลี่ยนกล่าว ส่วนดอยก็แสดงความคิดเห็นว่า “ผมว่าคนแบบพวกผมมีเยอะนะ มีสิ่งที่ตัวเองอยากจะพิชิตให้ได้ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ ก็เลยใช้ชีวิตในแต่ละวันแบบท้อๆ”

และสิ่งที่ เอเลี่ยน-ยี่-ดอย อยากจะพิชิตให้ได้ในเร็ววันก็คือ อัลบั้มเต็มที่วาดหวังไว้ว่าจะปล่อยออกมาภายในปีนี้ “เพลงที่เหลือเราพยายามจะเซอร์ไพรส์คนฟังให้มากที่สุด แบบไม่คิดว่า Safeplanet จะทำซาวนด์แบบนี้ มีเพลงช้า มีเพลงที่ทำให้คนดูกระโดดได้ คือจะทำให้ไดนามิกโชว์ของเราสนุกขึ้น แต่ก็ยังคงซิกเนเจอร์ของ Safeplanet ที่เป็นกีตาร์แบนด์เหมือนเดิม” เอเลี่ยนกล่าว ซึ่งความท้าทายและกดดันของพวกเขาก็คือ จะฉีกกรอบเดิมๆ ของตนเองออกไปได้ด้วยวิธีไหน นั่นคือบทพิสูจน์ที่กำลังรอพวกเขาทั้ง 3 คนอยู่ ซึ่งในอีกไม่ช้านี้ พวกเขาก็เตรียมจะปล่อยซิงเกิ้ลออกมาอีก 2-3 เพลงให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันด้วย

 

และก่อนที่เราจะออกไปสัมผัสกับแสงสีบนถนนเยาวราชท่ามกลางวิถีของผู้คนและชุมชนในย่านนั้น 3 หนุ่ม Safeplanet ก็ยังคงยิ้มเยอะ พูดน้อย เฉกเช่นเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว สวนทางกับแววตาอันมุ่งมั่นพร้อมคำกล่าวที่ว่า “ถ้าเราไม่ลุยกันตอนนี้ ก็อาจจะไม่ได้ทำอีกแล้วก็ได้” อย่างสิ้นเชิง และมาถึงตอนนี้ เราคงพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่า พื้นที่ปลอดภัยของพวกเขาช่างน่าสนใจมากจริงๆ

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.