SBA (2)

 

ครั้งแรกที่ได้ฟังเพลง ป้าบเข้าให้ ซิงเกิ้ลหนึ่งเดียวที่ปล่อยออกมาตอนนี้จากคณะ Shark Boy Alive ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 2 คนคือ นิว – นิติ นิติยารมย์ (ร้องนำ, กีตาร์, เบส) และ ฟอส – วรภพ พิทักษ์โลหพิตร (กลอง) ก็รู้สึกถึงความสดใหม่อย่างบอกไม่ถูก มันคือการผสมผสานแนวดนตรีอันหลากหลายทั้ง กีตาร์ฟังกี้สไตล์ ซาวนด์ซินธิไซเซอร์ รวมถึงท่อนแร็พจากฝีปากของนิว แต่ที่สำคัญคือเนื้อเพลงจีบสาวที่ตรงไปตรงมานั้นทั้งแปลกหูและน่าสนใจเอามากๆ เราจึงลองเสิร์ชหาเฟซบุ๊กแฟนเพจของพวกเขาแล้วก็พบว่า มีบทเพลงซึ่งพวกเขาทำกันเองมาก่อนหน้านี้ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมากมาย บิลบอร์ด ไทยแลนด์ จึงชักชวนดูโอ้คู่นี้มากล่าวทักทายและทำความรู้จักกับคุณผู้อ่านกันสักหน่อย

“ผมว่าเราสองคนเหมือนฉลามน่ะครับ” นิวตอบคำถามเราที่ว่า ชื่อวง Shark Boy Alive ได้มาจากไหน โดยฟอสเสริมว่า “พวกเราพูดไม่ค่อยเก่ง พูดน้อยแต่ต่อยหนัก ผมหมายถึงเรื่องการทำเพลงนะครับ (หัวเราะ)” ก่อนที่นิวจะอธิบายต่อว่า เขาดันไปเห็นโลโก้หนึ่งที่เป็นรูปฉลามใส่แว่นแซวสาว ก็เลยนึกคำว่า Shark Boy ขึ้นมา ส่วน Alive น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงดนตรีที่ชื่อ The Whitest Boy Alive ก็เลยนำมารวมกันเป็นชื่อดังกล่าว ซึ่งนิวก็อยากจะแทนคำว่า Shark Boy ถึงเหล่าวัยรุ่นที่มีพลังนั่นเอง

แม้ว่าอากาศในวันนั้นจะร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศในการพูดคุยกลับชิลล์ใช้ได้เลย สองหนุ่มเริ่มย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของวงดนตรีที่ชื่อ Shark Boy Alive อันที่จริงแล้วนิวกับฟอสรู้จักกันตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งต่างคนก็ต่างมีวงของตัวเอง นิวเล่าให้เราฟังว่า ฟอสเริ่มตีกลองตั้งแต่ ม.1 และกลายเป็นหนุ่มป๊อปในหมู่สาวๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนตัวเขาก็ทำวงประกวดฮอตเวฟ มิวสิก อวอร์ดส์ แต่หลังจากขึ้นมัธยมปลาย พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในวันที่พวกเขาเริ่มทำเพลงของตัวเอง

“มีอยู่วันหนึ่งเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมโพสต์เพลงของ วิซ คาลิฟา แล้วนิวก็ทักมาว่า เพลงมันได้ว่ะ” ฟอสเล่า ส่วนนิวก็กล่าวต่อทันทีว่า “แล้วผมก็ชวนฟอสทำเพลงเลย แล้วด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กันด้วย สรุปคือพวกเราเอาจริง ก็เริ่มโดยที่ไม่รู้อะไรเลย แต่อยากทำ”

และการ “เอาจริง” ที่นิวบอกก็กลายมาเป็นผลงานเพลงสั้นๆ ซึ่งอาจจะเรียกว่ามิกซ์เทปก็ได้ที่พวกเขาปล่อยออกมาให้ฟังทางแฟนเพจของ Shark Boy Alive “มันเริ่มมาจากที่ผมกับนิวเก็บกดมาก และก็ตัดสินใจว่าเพลงแรกที่จะปล่อยจะต้องมีคลิปวิดีโอด้วย พวกเราทำจนเสร็จภายในวันนั้นวันเดียว คือมันเป็นสิ่งที่พวกเราอยากจะพูดในวันนั้นจริงๆ” ฟอสกล่าว ในขณะที่นิวก็เผยความรู้สึกว่า “คือกว่าที่เราจะปล่อยเพลงแรก พวกเราทำเพลงกันมา 2 ปีแล้ว แต่ไม่กล้าปล่อย วันหนึ่งก็รู้สึกว่า นี่พวกเราทำอะไรกันอยู่ และทนไม่ไหวกับจุดนั้นแล้ว ก็ทำเลย” ซึ่งนิวก็เล่าต่อว่า ช่วงแรกที่ทำก็นัดเจอกันช่วงบ่ายโดยที่ไม่มีคอนเซ็ปต์อะไรมาก่อนเลย ก็เริ่มขึ้นเพลง แจมกัน แต่งเนื้อเพลง บันทึกเสียง ถ่ายวิดีโอ ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 6 โมงเช้าของอีกวัน

SBA (3)

 

หน้าที่หลักของหนุ่มฟอสคือประจำการอยู่หลังกลองชุด รวมถึงเป็นคนทำดนตรีเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นนิวก็จะมาช่วยเรียบเรียงเรื่องของบรรยากาศและอารมณ์ของแมสเสจที่ต้องการจะสื่อสารลงไปในดนตรีที่ฟอสทำ รวมถึงดูแลเรื่องเนื้อร้องด้วย โดยนิวบอกกับเราว่า “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่อยากรอกัน เพราะผมก็ทำอยู่หลายวง เล่นเบสให้วง Zweedz n’ Roll ด้วย ฟอสก็เลยทำเอง ทำดนตรีมาก่อน แต่หลังจากนี้คงต้องมาผนึกกำลังกันแล้ว ต้องมาจริงจังด้วยกัน ต้องเอาให้อยู่ให้ได้กับ 2 คนที่มีอยู่”

สิ่งหนึ่งที่เราสนใจมากๆ นอกจากแนวดนตรีที่หลากหลายสุดๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์, ฮิปฮอป, เร็กเก้ ฯลฯ คือเรื่องราวที่พวกเขานำมาเล่าผ่านเนื้อเพลง เพราะบางคำบางท่อนมันช่างตรงไปตรงมาถึงขั้นที่ว่าไม่น่าจะเปิดตามคลื่นวิทยุทั่วไปได้ หรือแม้แต่บางเรื่องราวที่วัยรุ่นปกติมักจะไม่นำมาเป็นประเด็นหลักในชีวิตประจำวันของพวกเขา

“เรื่องการเมืองใช่ไหมครับ?” นิวเอ่ยถามทันที ซึ่งก็ใช่… เพราะตอนถามเรานึกถึงซิงเกิ้ลที่มีชื่อว่า Gateway ที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว “อย่างเพลง Gateway ผมรู้สึกว่าวัยรุ่นยุคนี้ปล่อยปละละเลยเรื่องการเมืองนะ ทั้งๆ ที่เราทุกคนก็ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องการเมืองทั้งนั้นแหละ คือก็ไม่ได้กะจะต่อว่าใครหรอก ก็แค่อยากทำเพลงสนุกๆ ในแบบของเรา” ซึ่งพวกเขาก็เชื่อว่า การที่วงดนตรีวัยรุ่นพูดถึงเรื่องแบบนี้ก็น่าจะเป็นแรงผลักดันไปสู่อะไรสักอย่างได้ในที่สุด ส่วนฟอสก็พูดในมุมมองของเขาว่า “ผมอยากให้เพลงเป็นสิ่งที่สื่อสารให้คนฟังเข้าใจว่า พวกเราอยากขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง และอยากให้คนฟังอินในสิ่งที่พวกเราอิน”

SBA (1)

 

หลังจากนั้นเราจึงชวน Shark Boy Alive พูดถึงซิงเกิ้ลแรกในชีวิตอย่างเป็นทางการอย่าง ป้าบเข้าให้ สักหน่อย “มันเป็นเพลงแซวสาวครับ” ประโยคนี้จากฟร้อนต์แมนของวงอย่างนิวเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย และที่ทางวงใส่คำว่า Nemo Version ไว้หลังชื่อเพลงในยูทูปก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง เหตุผลเพียงเพราะพวกเขายังรู้สึกว่าเพลงนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง “ตอนนั้นพวกเรากำลังจะได้ขึ้นเล่นที่งานๆ หนึ่ง แล้วรู้สึกว่าควรจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ก็เลยทำเพลงนี้ขึ้นมา เน้นความสนุก และอยากให้คนฟังรู้จักเราแค่นั้นเอง” นิวกล่าว

ซึ่งซิงเกิ้ล ป้าบเข้าให้ ก็ถือเป็นเพลงที่มีกระบวนการในการทำนานที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา และหลังจากนี้พวกเขากำลังเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการทำอีพีอัลบั้มอย่างจริงจัง ซึ่งหากใครสงสัยว่าพวกเขาจะนำเพลงกึ่งๆ มิกซ์เทปในแฟนเพจมาเรียบเรียงใหม่หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ประโยคต่อไปนี้จากปากของนิว “พวกเราจะรื้อทุกอย่างใหม่หมดครับ ซึ่งถามว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหนผมก็ยังตอบไม่ได้ ผมแค่รู้ว่าวงเราจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และ Shark Boy Alive ก็เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้เช่นกัน” ในขณะที่ฟอสก็เล่าอย่างตื่นเต้นว่า ตอนนี้พวกเขากำลังคุยถึงคอนเซ็ปต์หลักของอัลบั้มกันอยู่ แต่ก็ยังยึดแกนหลักในสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูดและต้องอินกับมันจริงๆ เท่านั้นเอาไว้

คุยไปคุยมา… สมาชิก 2 คน คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งตีกลอง… ทำไมจู่ๆ วง Twenty One Pilots ก็แวบเข้ามาในหัว เราเลยถามไปเล่นๆ ว่ารู้จัก Twenty One Pilots ไหม… “นั่นล่ะแรงบันดาลใจของพวกผมเลย” นิวตอบก่อนจะอธิบายว่า “ที่ผมกล้าออกมาทำกัน 2 คนก็เพราะ Twenty One Pilots นี่แหละ มีสมาชิกเท่านี้ก็ทำได้ ลุยได้”

SBA (4)

 

คลายความสงสัยไปเรียบร้อย เราเลยถามต่อว่า ทิศทางของแนวดนตรีของทั้งในอีพีอัลบั้มและหลังจากนี้ล่ะ นิวตอบว่า “ด้วยความที่เราสองคนฟังเพลงกว้างมาก ผมโตมากับ Bodyslam, อพาร์ตเมนต์คุณป้า เร็กเก้ สกา มาจนถึงแนวอีโม พอเข้ามหา’ลัยเริ่มฟังอัลเทอร์เนทีฟ ในขณะเดียวกันผมเรียนสายแจ๊ส ก็ต้องฟังเพลงยุค 50s-60s ด้วย พอมาเจอฟอส ผมก็ได้ฟังเพลงบนชาร์ตบิลบอร์ด คือมันมาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่า เราแค่อยากทำในสิ่งที่เราชอบ เรารักดนตรี ผมไม่เคยจำกัดเรื่องแนวเพลง แต่ถ้าถามเรื่องแนวทางในตอนนี้ก็กำลังคุยกันให้ชัดเจนอยู่เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็เหมือนค้นหาตัวเองมาตลอด” ส่วนมือกลองกล้ามโตอย่างฟอสก็เสริมในประเด็นนี้ว่า “ผมรู้สึกเบื่อวงดนตรีที่มีแต่กีตาร์ เบส กลอง ร้อง ผมอยากทำเพลงให้สามารถเล่นในปาร์ตี้ได้”

นอกจากการทำอีพีอัลบั้มแรกในชีวิตให้สำเร็จ เราเชื่อว่า Shark Boy Alive ยังมีเป้าหมายในเส้นทางสายดนตรีอื่นๆ อีก ฟอสประเดิมว่า “ผมอยากไปเล่นทุกๆ ที่ให้มันที่สุด อยากให้คนฟังมีความสุข และได้รับอะไรกลับไปจากสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารด้วยดนตรีจริงๆ” ส่วนนิวก็ปิดท้ายว่า “ผมอยากพา Shark Boy Alive ไปอยู่ในเฟสติวัล EDM ในเมืองไทยอย่าง Waterzonic อะไรประมาณนั้น ผมรู้สึกว่าวงแนวแบบนี้ที่เล่นสดมันยังน้อย ที่เห็นก็มีแค่ Boom Boom Cash ผมคิดว่าพวกเราสามารถไปทางนั้นได้ และก็ไปได้ทุกที่ด้วย ผมเชื่อว่าการที่มีวงอินดี้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาจะทำให้วงการดนตรีบ้านเรามันแน่ๆ สำหรับผมตลาดเพลงแมสมันตายไปแล้ว ที่เราเห็นกันอยู่ก็เป็นวงที่พวกเราฟังกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วยุคใหม่ไปไหนกันหมด ถ้าพวกเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำแล้ว”

ความมุ่งมั่นในถนนสายดนตรีของ Shark Boy Alive เต็มไปด้วยพลังงานที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ ตอนนี้ก็เหลือเพียงรอคอยว่าอีพีอัลบั้มที่จะปล่อยในช่วงปลายปีของพวกเขาจะออกมาในรูปแบบใด แต่ท้ายที่สุดทั้งหมดทั้งปวงมันก็มาจากความรู้สึกนึกคิดของเด็กหนุ่ม 2 คนที่รักในเสียงดนตรีนั่นเอง

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.
Special Thanks: Play Yard by Studio Bar ลาดพร้าวซอย 8