_n1a2543-1

 

“การจะมาเป็นนักร้องหรือศิลปินเป็นปลายทางสุดท้ายที่เราคิด” นี่คือคำบอกกล่าวจากปากของ ตูน-โชติกา คำวงศ์ปิน ซึ่งอาชีพประจำของเธอคือการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ แต่ในอีกบทบาทหนึ่งของชีวิต เธอคือ Stoondio เจ้าของสุ้มเสียงหม่นๆ แต่น่าฟัง พาร์ตดนตรีที่ไม่ซับซ้อนแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และที่กลายเป็นลายเซ็นประจำตัวตั้งแต่อีพีอัลบั้มแรกในชีวิตอย่าง Lost – Unfound เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็คือ เนื้อเพลงอันคมคายที่ถ่ายทอดออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกของเธอนั่นเอง

จุดเริ่มต้นในการเป็นนักดนตรีของเธอก็คงคล้ายๆ กับคนทั่วไป เธอชอบฟังเพลง และเริ่มหยิบกีตาร์มาเล่นตอน ม.1 แล้วรู้สึกชอบ แต่จุดพลิกผันทางความรู้สึกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่าง ม.6 และมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 นั่นเอง “สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อยู่ดีๆ เราก็เอาเนื้อเพลงมาใส่กับทำนองได้ จุดนั้นทำให้เรารู้สึกว่า อ๋อ เราทำได้นะ หลังจากนั้นก็เขียนมาเรื่อยๆ เลย” ตูนกล่าว แต่ก็เป็นเพียงแค่การทำเพลงให้ตัวเองและเพื่อนๆ ฟังเท่านั้น แถมยังไม่ได้คิดว่าเป็นเพลงที่ไพเราะเพราะพริ้งแต่อย่างใด หรือแม้แต่ความคิดที่จะเป็นศิลปินก็ยังไม่ผุดขึ้นมาในหัวสมองด้วยซ้ำ แม้ว่าในช่วงหนึ่งเธอเคยใช้ชีวิตในการเล่นดนตรีกลางคืนที่ร้าน Stu-fe’ กับวง Monotone มาก่อนก็ตาม

_n1a2568-1

 

และแล้วชีวิตของ ตูน-โชติกา ก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งในปี 2012 กับการส่งเพลง Untitled 001 ไปยังช่วง Bedroom Studio ของสถานีวิทยุ Fat Radio ในยุคนั้น และตั้งชื่อนามแฝงในการเป็นศิลปินว่า Stoondio ตามชื่ออีเมลของเธอเอง “ตอนนั้นชีวิตเราเจอเหตุการณ์ประมาณแบบในเพลง เรารู้สึกหนักอึ้งมาก แต่พอเขียนเพลงเสร็จ เหมือนเรายกอะไรบางอย่างออกจากอก เรารักเพลงนี้มาก” ซึ่งกระแสตอบรับที่ดีของซิงเกิ้ลดังกล่าวก็นำพาเธอไปสู่การแสดงสดครั้งแรกในชีวิตกับ The Last FatFEST ในปีเดียวกัน รวมถึงต่อยอดทางความคิดก่อนหน้านั้นที่อยากทำอัลบั้มแบบ DIY ไรท์แผ่นเอง ทำอาร์ตเวิร์คเอง ขายเอง กลายมาเป็น Lost – Unfound อีพีอัลบั้มจำนวน 6 แทร็คที่ได้ ตวัน ชวลิตธำรง หรือ ปอย Portrait ที่ชื่นชอบแทร็คหนึ่งในอัลบั้มที่ชื่อ เสียดาย มากถึงขนาดอยากซื้อเอาไปไว้ในอัลบั้มของเขามาช่วยมาสเตอริ่งให้ และได้นำไปวางขายในงานเทศกาลดนตรีประจำคลื่น Fat Radio ครั้งสุดท้ายด้วยจำนวน 500 แผ่น

นับจากวันที่ ตูน ส่งเพลงจากปลายปากกาของเธอไปยังช่วง Bedroom Studio จนกลายมาเป็น Lost – Unfound นั้นเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น หลายคนอาจพบกว่าการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอกลับคิดในอีกแง่หนึ่ง “ตอนแรกก็ตกใจแหละ ไปเดินตลาดนัดจตุจักรแล้วได้ยินเพลงตัวเอง (หัวเราะ) นี่ชอบเพลงเรากันจริงๆ เหรอ แล้วเราต้องทำตัวอย่างไร แต่เรามองว่านั่นคือโอกาสนะ รู้สึกว่าเราทำแค่นั้นไม่ได้แล้ว” หลังจากนั้นอีก 3 ปีให้หลัง อัลบั้มเต็มที่ใช้ชื่อว่า Plural ก็ออกสู่สาธารณชน มีเพลงอย่าง ยินดีที่ได้พบเธอ, ก้าวก่าย และ วาจา ที่ทำให้คอดนตรีรู้จัก Stoondio มากขึ้น

lu
plural

 

หากจะเทียบกันง่ายๆ เรื่องราวทั้งหมดใน Lost – Unfound จะเป็นเรื่องของตัวเธอเอง ส่วน Plural ก็จะมีความเติบโตในด้านเนื้อหา เริ่มเป็นมุมมองจาก ตูน ที่มีต่อสังคมหรือวิธีการคิดของคน จนมาถึง Almost The Thi3d Album อีพีชุดล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้สั่งจองเป็นเจ้าของทางเฟซบุ๊กเพจ Stoondio เมื่อไม่นานมานี้ที่ดีกรีความจริงจังในบทเพลงเริ่มมีมากขึ้น อันเป็นสาเหตุมาจากมุมมองในการในชีวิตที่เปลี่ยนไปตามวัยนั่นเอง

“จริงๆ ตอนอัลบั้ม Plural เสร็จ เราค่อนข้างรู้สึกอิ่มตัว อยากไปทำอย่างอื่นบ้าง” ตูนยอมรับกับเราว่าเธอเป็นคนขี้เบื่อ รวมถึงก็ไม่ได้อยากเป็น someone ให้ใครจับจ้อง แต่ในขณะนั้นเองก็มีกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มเสนอให้เธอเขียนเพลงให้ เช่น แทร็คที่ชื่อ Cleo ที่เล่าเรื่องของผู้หญิงทั่วไปในยุคนี้ที่ถามหาตัวเองด้วยการทำตามคนอื่น สุดท้ายกลับไม่เจออะไรนอกจากการที่พวกเธอเหล่านั้นเป็นเหมือนคนอื่น เป็นเหมือน material girl ที่คอยแต่จะเอาวัตถุมาเติมเต็มตัวเอง ซึ่ง เอ๋-สุพิชา สอนดำริห์ บรรณาธิการนิตยสาร Cleo Thailand อยากให้ Stoondio เขียนเพลงให้ “ตอนแรกไม่กล้าเขียน ไม่เคยเขียนเพลงจากการบรีฟมาก่อนเลย กลัวว่าจะไม่เป็นเรา แต่สุดท้ายมันก็เป็นเราที่มีความคิดต่อประเด็นนั้นๆ อย่างไร คือเราก็เลือกจากคอนเทนต์ที่น่าสนใจจริงๆ ซึ่งมันช่วยขยายวิธีการเขียนเพลงของเราด้วย” เธอเผย นอกจากนั้นก็ยังมีอีก 2 เพลงที่คนอื่นมาขอให้ ตูน ช่วยริเริ่มไอเดียและต่อยอดไปเป็นเพลงก็คือ กอด ที่ได้ไปเป็นเพลงประกอบหนังสั้นเรื่อง โลกของแก้ว และ กระจกเงา เพลงที่ใช้ในแคมเปญ คนหายหน้าเหมือน ของมูลนิธิกระจกเงา ส่วน Tinder และ ดีกว่า นั้นยังคงเป็นเรื่องราวที่ออกมาจากตัวเธอเช่นเคย

almost

 

บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่า บทบาทในการเป็นนักแต่งเพลงของ Stoondio จะเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน “เราแค่ชอบเขียน ชอบเล่าเรื่อง ชอบให้คนเรียกเราว่านักแต่งเพลง เราไม่รู้ว่าเราเป็นนักแต่งเพลงที่ดีหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่า เราหลงรักตัวเองในช่วงเวลาที่เขียนเพลง เรารักตัวเองที่เป็นแบบนั้น” ตูนมองตัวเองว่า เธอไม่ใช่คนที่ร้องเพลงเพราะ เธอแค่ร้องในสิ่งที่เธอเขียนได้เท่านั้น รวมถึงการแสดงสดที่ในช่วงแรกเธอยอมรับว่าเกร็งสุดชีวิต แต่ก็เริ่มสนุกขึ้นจากพลังของคนดูที่ส่งขึ้นมาบนเวทีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละโชว์

น่าสนใจที่กระบวนการทำเพลงของ Stoondio ไม่ได้เริ่มจากดนตรี หากแต่ ตูน จะทำการคิดคอนเทนต์ว่าจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่างเสียก่อน แล้วเรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นตัวกำหนดดนตรีไปโดยอัตโนมัติ “เราไม่ใช่นักดนตรีด้วยแหละ” ตูนพูดพร้อมรอยยิ้มที่แสดงตัวตนอันเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของถ้อยคำโดนๆ ที่เธอทำอาร์ตเวิร์คด้วยตัวเอง และโพสต์ลงไปในแฟนเพจ ด้วยเหตุผลที่เธออยากระบาย หรือเพื่อบำบัดตัวเองในบางครั้งก็ตาม หลังจากนั้นเธอก็เล่าต่อว่า ตอนเด็กๆ เธอชอบอ่านงานเขียนสั้นๆ ที่เล่าเรื่องโลกอุดมคติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง และเติบโตมาด้วยความชอบในสิ่งนั้น กลายเป็นตัวตนของ ตูน-โชติกา ที่ชอบงานเขียน ชอบภาพ ไม่ชอบนั่งรถ แต่กลับชอบเดินมองดูชีวิตคน และในที่สุดมันก็ส่งผลมาถึงงานเพลงที่ทุกคนได้ยินได้ฟังกัน

_n1a2509-1

 

และใครที่มีซีดีอัลบั้ม Lost-Unfound ไว้ในครอบครองคงจะเห็นบทความที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นขนานระหว่างตัวอักษรและท่วงทำนองของ Stoondio ซึ่งเจ้าของงานเขียนดังกล่าวก็คือ จอย-ธัญรดี จันทรวิวัฒน์ เพื่อนร่วมงานของตูนและอดีตกองบรรณาธิการ a team junior ของนิตยสาร a day แม้ว่าในอีพีล่าสุดอย่าง Almost The Thi3d Album จะไม่มีบทความในลักษณะนั้น แต่สำหรับอัลบั้มเต็มชุดต่อไปก็ไม่แน่เหมือนกันว่าอาจจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะมุมมองในการเขียนเพลงที่แตกต่างออกไป ซึ่งตูนเผยว่าทำเพลงเก็บไว้เยอะมากแล้ว และทั้งหมดเป็นเพลงที่เธอภูมิใจเสียด้วย

Stoondio ยอมรับว่า เพลงของเธอไม่ใช่เพลงที่จะอนุญาตให้ทุกคนสามารถชื่นชอบได้ บางคนชอบก็อาจจะชอบมาก แต่ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ซึ่งเธอคิดว่ามันเป็นอะไรที่สนุก “สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เรารู้สึกว่า อยากทำอะไรคุณทำไปเลย ไม่ต้องไปแคร์คนอื่น การจะมีคนชอบหรือไม่ชอบผลงานเรามันเป็นแค่ปลายทาง สุดท้ายตัวคุณแฮปปี้หรือเปล่า ถ้าแฮปปี้แล้วมีคนชอบด้วย คุณโชคดีมาก แล้วเรารู้สึกว่า เราโชคดี ขอบคุณที่ชอบที่เราเป็นแบบนั้น”

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.