rtsm_web_billboard-rtsm-group-2-024

TOGETHER FOREVER AND NEVER TO PART

Retrospect และ Sweet Mullet ถือเป็นวงร็อคที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2002 ที่พวกเขาร่วมกันตั้งกลุ่มชาวร็อคที่ชื่อ Screamlab ขึ้นมา และโลดแล่นอยู่ในวงการอันเดอร์กราวนด์อย่างสง่าผ่าเผย แม้จะมีความคล้ายคลึงกันในพาร์ตของดนตรีที่เน้นริฟฟ์อันแสนจะหนักหน่วง และการว้ากที่กลายเป็นภาพจำของทั้ง 2 วงไปแล้ว แต่พวกเขาก็สร้างฐานแฟนคลับของตัวเองด้วยรายละเอียดปลีกย่อยในซาวนด์ที่แตกต่างกัน Retrospect ซึ่งสมาชิกยุคปัจจุบันประกอบไปด้วย แน็ป-ชนัทธา สายศิลา (ร้องนำ), น็อต-ธนพล ศรีกาญจนา (กีตาร์), บอม-ณพวัชร คชาชีวะ (เบส), เบิร์ธ-ศุทธิพันธ์ สังข์ยุทธ (กลอง) และ รัน-ศรัณย์เขษ เจริญสรรพ์ (ซินธิไซเซอร์, คีย์บอร์ด) อาจจะดูดุดันกว่าเล็กน้อยด้วยแกนหลักในกลิ่นอายของดนตรีเมทัล ในขณะที่ Sweet Mullet ค่อนข้างนำเสนอความเป็นอีโมหรือโอลด์สคูลสคีโมที่จัดจ้านกว่า นำทีมมาโดย เต๋า-ดุลยเกียรติ เลิศสุวรรณกุล (ร้องนำ), แป๊บ-ประณัฐ ธรรมโกสิทธิ์ (กีตาร์), อั๋น-นฤดม ตันทนานนท์ (กีตาร์), ตี่-พิสุทธิ์ โล่ห์สีทอง (เบส) และ หมู-วิทวัส ภักดิ์แจ่มใส (กลอง) แต่กระนั้น แม้ว่าดนตรีจะทั้งดิบทั้งรุนแรง แต่พวกเขาก็ได้นำเอาเมโลดี้อันสวยงามและเข้าใจง่ายมาลดทอนความหนักหน่วงลง กลายเป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจวบจนถึงทุกวันนี้ ในวันที่พวกเขาก้าวขึ้นมาอยู่บนดิน กับการทำงานภายใต้สังกัด genie records มายาวนานถึง 12 ปี และก็เป็นที่รู้กันดีว่า Retrospect และ Sweet Mullet เริ่มสร้างชื่อมาจากวงการเพลงใต้ดิน จนกระทั่งทุกวันนี้ชื่อเสียงของพวกเขาขยายสู่คนฟังในวงกว้างมากขึ้น เราจึงอยากให้พวกเขานึกย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาดังกล่าวกันสักหน่อย

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-046

Retrospect

 

“มีความหอมหวานมากครับ” แน็ปเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว “ยุคนั้นผู้คนรักเสียงดนตรีมากกว่าตอนนี้ซึ่งเพลงกลายเป็นเรื่องจับต้องยาก เพลงใหม่ปล่อยออกมา 3 วันคนก็ลืมแล้ว แต่ตอนนั้นมันคือความที่เราอยากออกไปเล่นแม้ว่าเราไม่มีเงินสักบาท แต่เรายินดีที่จะทำตรงนั้น ซึ่งมองย้อนกลับไป เราก็ไม่รู้ว่าเอาพลังจากที่ไหนมาทำเหมือนกัน มาถึงตอนนี้เราก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้แบบนั้นหรือเปล่า”

ในขณะที่ เต๋า ก็เริ่มรำลึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นเช่นกัน “พวกเราเหมือนเป็นมวยวัดที่ได้เรียนรู้ทุกอย่าง ตอนนั้นยังเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างดูแปลกใหม่และสนุกไปหมด” ก่อนที่มือกลองจาก Sweet Mullet อย่าง หมู จะเล่าเสริมถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาคิดจะทำอีพีอัลบั้ม ที่ทุกคนในวงรวมเงินกันไปเช่าห้องอัด เอาแผ่นซีดีเปล่าไปไรท์ ซีร็อกซ์ปก ค่อยๆ นั่งตัดให้ขนาดพอดีกับกล่อง และนำมาขายกันเอง “มันเป็น 30 แผ่นแรกที่พวกผมรู้สึกว่า การอดหลับอดนอนมันมีความสุขมากๆ เลย” เต๋าเล่าพร้อมกับบรรยากาศอันครึกครื้นที่ทุกคนมีประสบการณ์ร่วมกัน

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-102

Sweet Mullet

 

“Retrospect เหรอครับ… เป็นวงที่แข็งแรงมากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังอีพีอัลบั้มของพวกเขา” เต๋าพูดถึงวงรุ่นน้องที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ในวงการเพลงร็อคกับ Sweet Mullet ตลอดมา ในขณะที่ ตี่ มือเบสก็เสริมว่าถึงกับอุทานออกมาว่า โอ้โห! ตอนที่ได้ดูการแสดงสดครั้งแรกของ Retrospect รวมถึงทักษะในการเล่นดนตรีที่ดี ทัศนคติและแนวทางที่ชัดเจน จากคำบอกเล่าของ หมู ในขณะที่ Retrospect ก็มีความในใจที่อยากจะส่งต่อถึงวงรุ่นพี่เช่นกัน “พวกเราก็เป็นเด็กฟังเพลงกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับวงการเพลงใต้ดิน มีอยู่วันหนึ่งได้ไปเจอพี่เต๋าที่งานๆ หนึ่งของเว็บไซต์ DEK THAI JAI HARDCORE ในสมัยนั้น ก็เอาเพลงให้พี่เขาฟัง ซึ่งเขาก็ชอบ ก็เลยชวนพวกเราไปอยู่กลุ่มเดียวกัน โอกาสตรงนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงเราเลยก็ว่าได้” แน็ปเป็นตัวแทนวงกล่าว

rtsm_web_billboard-rtsm-group-1-063

 

จากวงร็อคอันเดอร์กราวนด์ที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในยุคนั้น Retrospect และ Sweet Mullet ก้าวขึ้นมามีบทบาทในกระแสเมนสตรีมมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ทว่าพวกเขากลับไม่ได้มองเห็นความแตกต่างของวงการเพลงใต้ดินและบนดินในทุกวันนี้สักเท่าไหร่ “ผมว่ามันเสมอภาคกันแล้วนะ แค่คุณหาแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร และโดนใจในทุกๆ ครั้ง คือมันก็ยากแหละ แต่ผมเชื่อว่าค่ายไม่ได้มีผลต่อศิลปินแล้ว ทุกคนสามารถก้าวขึ้นมาจากยูทูปได้ และนั่นไม่ใช่เรื่องยาก” แน็ปยังคงบอกกล่าวมุมมองของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ Sweet Mullet ที่มองว่า มาตรฐานของศิลปินใต้ดินทุกวันนี้สูงขึ้นทั้งแนวทางในการคิดเพลง วิธีการบันทึกเสียง ทักษะการเล่นดนตรี อีกทั้งทุกคนมีสื่ออยู่ในมือหมด แม้กระทั่งค่ายเมนสตรีมก็มีการปรับกลยุทธ์ด้วยการใช้สื่อที่ไม่แตกต่างจากค่ายเพลงใต้ดิน จนมาตรฐานของพื้นที่ดนตรีทั้งสองเกือบจะทับซ้อนเป็นวงกลมวงเดียวกันขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อดีในการที่ทุกคนเข้าถึงโลกของเสียงเพลงได้ง่ายขึ้น กลับต้องแลกเปลี่ยนกับการให้คุณค่ากับดนตรีที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-082-1
rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-014

จากซ้าย: แน็ป-ชนัทธา สายศิลา, เต๋า-ดุลยเกียรติ เลิศสุวรรณกุล

 

และการที่พวกเขาขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่ในตลาดเพลงกระแสหลักมากขึ้น ก็นำพามาสู่ความเข้าใจที่เหล่า Retrorian และ Mullet Crew บางส่วนมองว่า Retrospect และ Sweet Mullet ได้ขายวิญญาณและตัวตนของความเป็นดนตรีร็อคอันหนักหน่วงไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่ง บอม มือเบสของ Restrospect ซึ่งเพิ่งต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง รัน ที่เข้ามามีบทบาทในเสียงสังเคราะห์ของวงเมื่อไม่นานมานี้เผยว่า “มันไม่ใช่แค่เรื่องซาวนด์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของมุมมองและทัศนคติด้วย บางอย่างที่หัวเราได้ยินแต่ไม่สามารถสร้างขึ้นมาด้วยเสียงกีตาร์ เสียงกลอง หรือเสียงร้อง ซึ่งพอรันเข้ามามันทำให้เสียงในหัวนั้นเกิดขึ้นจริงได้ มันเป็นเรื่องของการขยายขอบเขตในการสร้างเพลงให้ไปไกลกว่าเดิมมาก เป็นการเปิดประตูต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ให้กับวง” ซึ่ง รัน ที่รู้จักมักคุ้นกับ Retrospect มาเนิ่นนานก็เผยว่าไม่ได้กดดันแต่อย่างใด เพราะการที่เขารู้ฟีลเพลงของวงมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ช่วงระยะเวลาการปรับตัวนั้นผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย

ในขณะที่ Sweet Mullet ก็กล่าวย้อนกลับไปถึงกระบวนการทำเพลงของพวกเขาว่า ไม่ว่าจะกี่เพลงที่ทำออกมา พวกเขาทั้ง 5 คนต้องชอบเหมือนกันเสียก่อน อีกทั้งไม่ว่าเพลงจะออกมาในรูปแบบใด นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูดและนำเสนอ ณ ช่วงเวลานั้นอย่างแท้จริง จะไม่มีการตีกรอบในความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่กระนั้นก็ยังคงลายเซ็นทางดนตรีของ Sweet Mullet ที่ฟังก็รู้ทันทีว่าเป็นผลงานของพวกเขาอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-087-1
rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-123-1

จากซ้าย: บอม-ณพวัชร คชาชีวะ, รัน-ศรัณย์เขษ เจริญสรรพ์

 

ซึ่งการเติบโตและเปลี่ยนแปลงในเรื่องของมุมมองและทัศนคติในการทำงาน เราก็เห็นได้ชัดจากผลงานในช่วงหลังๆ ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นซิงเกิ้ล หักหลัง และ สิ่งแทนใจ ของ Retrospect ที่ปล่อยออกมาในปีนี้ ซึ่งได้เพิ่มเติมสีสันของซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ลงไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันก็กำลังจะนำพาไปสู่อัลบั้มเต็มชุดที่ 4 ต่อจาก Unleashed (ปี 2007), Rise (2008) และ The Lost Souls (2010) ซึ่งเต็มไปด้วยเพลงฮิตมากมายทั้ง ไม่มีเธอ, เพราะว่ารัก, ปล่อยฉัน, สุดที่รัก, แค่นิยาย ฯลฯ ซึ่งพวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะนำอัลบั้มนี้ไปสู่สายตาชาวต่างชาติให้ได้ ในขณะที่อัลบั้มชุดใหม่ของ Sweet Mullet ที่ต่อจาก Light Heavyweight (2007) และ Sound of Silence (2010) ที่ทำให้ทุกคนรู้จักเพลงอย่าง หลอมละลาย, เพลงของคนโง่, สภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, พลังแสงอาทิตย์, ภาพติดตา ฯลฯ คงต้องรอกันอีกสักพัก หลังจากประเดิมศักราชใหม่ด้วยซิงเกิ้ล นิทานหลอกเด็ก และ I (ไอ) ที่ทำเอาเหล่าสาวกต่างนึกย้อนกลับไปถึงซาวนด์เดือดๆ ในยุคสมัยที่พวกเขายังทำเพลงใต้ดินเลยทีเดียว

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-040
rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-019

จากซ้าย: อั๋น-นฤดม ตันทนานนท์, ตี่-พิสุทธิ์ โล่ห์สีทอง

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ บิลบอร์ด ไทยแลนด์ อยากสอบถามถึงมุมมองของพวกเขาก็คือ ภาพลักษณ์ของความรุนแรงที่มีต่อแนวดนตรีที่พวกเขาหลงใหลนั่นเอง ซึ่ง แป๊บ เผยความรู้สึกว่า “ผมว่ามันเป็นการเล่าเรื่องจากภาพมากกว่า พฤติกรรมหรือการแสดงออกในคอนเสิร์ตมันอาจดูรุนแรง หรือเรื่องราวในเพลงบางเพลงอาจมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างรุนแรงไปนิด” ส่วน หมู ก็กล่าวเสริมว่า “บางทีมันต้องแยกกัน พวกหัวรุนแรงก็คือหัวรุนแรง แนวดนตรีก็คือแนวดนตรี จริงๆ มันบ่งบอกอะไรไม่ได้เลย บางคนฟังเพลงป๊อปเบาๆ แต่ชอบต่อยตีก็มีเยอะไป”

ในขณะที่ แน็ป มองว่า “ในกรุงเทพฯ คุณอาจจะคิดว่าปัญหานี้มันได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ในต่างจังหวัด ความเชื่อในการออกไปรบกันในคอนเสิร์ตยังมีอยู่ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นเรื่องของทัศนคติ ความห้าวของเด็กรุ่นใหม่ที่เลือดร้อน จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับดนตรีเลย ทุกคนเข้าใจผิดไปหมด ก็หวังว่าอีกสักไม่เกิน 10 ปี ปัญหานี้จะหมดไปได้สักที” ส่วน เต๋า ก็พูดถึง “มิตรภาพ” ซึ่งเป็นข้อดีที่เขาได้สัมผัสด้วยตนเองจากการไปดูคอนเสิร์ตของแนวดนตรีในลักษณะดังกล่าว “เหมือนกับที่เราได้รู้จัก Retrospect ก็เพราะดนตรีแนวนี้ เราถึงเป็นเพื่อนกันมา และได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้”

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-110-1
rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-3-104-1

จากซ้าย: เบิร์ธ-ศุทธิพันธ์ สังข์ยุทธ, น็อต-ธนพล ศรีกาญจนา

 

ระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีบนถนนสายดนตรีของทั้ง 2 วง เราอดที่จะถามไม่ได้ว่า พวกเขากำลังยืนอยู่บนจุดไหนในวงการเพลงบ้านเรา เต๋า ตอบกลับมาว่า สำหรับ Sweet Mullet ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังยืนอยู่จุดไหน แค่ได้เล่นดนตรีไปเรื่อยๆ ก็นับว่าเป็นที่พวกเขาต้องการจะทำมากที่สุดแล้ว “พวกเราแค่ทำในสิ่งที่ชอบครับ เหมือนวันแรกที่เราทำอีพีอัลบั้มออกมา เราก็ไม่ได้แข่งกับใคร ทำเพราะอยากจะทำ อดนอนก็อดกันเอง เจ๊งก็เจ๊งกันเอง เราก็เลยไม่รู้ว่า เรามองตัวเองไว้ตรงจุดไหน” แต่ทว่า Sweet Mullet ก็วางเป้าหมายในการทำงานไว้เสมอ ว่าพวกเขาจะทำแบบนี้ จะออกซิงเกิ้ลเมื่อไหร่ หรือแม้แต่อัลบั้มเต็ม เปรียบเสมือนเป็นเส้นชัยในแต่ละจุดที่พวกเขาต้องการก้าวไปให้ถึงมากกว่า

ในขณะที่ Retrospect ก็ไม่ได้เห็นต่างไปจาก Sweet Mullet เท่าใดนัก “พวกเราอยู่ในจุดของเรา ยืนอยู่ในที่ของเราครับ” บอม ตอบด้วยน้ำเสียงอันเชื่อมั่น ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ผมจะเบื่อมากที่คนชอบพูดว่า วงร็อคอันดับ 1 ของประเทศ แล้วใครวัดเหรอ? เรากำลังอยู่ในการแข่งขันอะไรเหรอ? มันไม่มีหรอกครับ ผมว่าทุกวงก็อยู่ในพื้นที่หรือขอบเขตของมุมมองทางดนตรีของเขา เราทำเพลงออกมาให้แฟนเพลงฟัง ผมว่าหน้าที่ของนักดนตรีมันจบตรงนั้นแล้วนะ ทำในสิ่งที่เรารัก แล้วให้คนรักในสิ่งที่เราทำ ดนตรีเป็นศิลปะ ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ ผมเชื่อว่าถ้าเรารักในสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากพอ ไม่ต้องเป็นดนตรีหรอก สุดท้ายคนก็จะเห็นค่า แล้วก็จะรักมันเอง”

rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-060
rtsm_web_rtsm_web_billboard-rtsm-group-4-066

จากซ้าย: หมู-วิทวัส ภักดิ์แจ่มใส, แป๊บ-ประณัฐ ธรรมโกสิทธิ์

 

การพูดคุยยังเต็มไปด้วยความสนุกสาน แม้จะถึงช่วงสุดท้ายก่อนที่พวกเขาทั้ง 10 คนจะมุ่งหน้าสู่สตูดิโอเพื่อถ่ายภาพนิ่งดังที่ทุกคนได้เห็นอยู่ในขณะนี้ เต๋า เล่าต่อถึงเป้าหมายของ Sweet Mullet ณ เวลานี้ว่า “มันย้อนกลับไปสู่จุดแรกที่สร้างวงดนตรีวงนี้ขึ้นมา เหมือนผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ตอนนั้นพวกเราทำเพลงด้วยความไม่รู้ และอยากทำเพลงเพื่อให้โลกรู้จักพวกเรา” รวมถึง อั๋น ที่กล่าวต่อว่า พวกเขายังอยากเล่าเรื่องผ่านเพลงว่าพวกเขาเป็นใคร อยากสร้างผลงานในแบบที่พวกเขาชอบต่อไป และถ้ามีคนรู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านั้น ร้องเพลงและกระโดดไปกับพวกเขา Sweet Mullet ก็มีความสุขแล้ว

บอม เป็นตัวแทนของ Retrospect ตอบคำถามเดียวกันว่า นอกจากความสุขจะเป็นจุดตั้งต้นในการทำเพลงของ Retrospect แล้ว ตอนนี้เป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมของพวกเขาก็คือ การทำให้เพลงไทยก้าวสู่ตลาดโลกอย่างแท้จริง “ถ้าเป็นเวิลด์ทัวร์แล้วไปในสถานที่ที่มีแต่คนไทยดู ผมว่าคุณแค่เปลี่ยนที่เล่นนะ อยากให้ทุกคนเข้าใจเสียใหม่ว่า จริงๆ แล้วดนตรีของบ้านเราไม่แพ้ใครในโลกด้วยซ้ำ การที่ได้ออกไปเล่นให้ชาวต่างชาติซึ่งไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของเราได้เห็น และรักดนตรีของพวกเราอย่างแท้จริง นั่นคือความสุข และการที่ Retrospect เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ได้พาดนตรีของประเทศนี้ไปสู่สากล ก็นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับพวกเราทุกคน”

 

และจากบทสทนาที่เราได้พูดคุยกับทั้ง Retrospect และ Sweet Mullet พวกเขาก็ได้ตอกย้ำประโยคที่ว่า “ร็อคไม่มีวันตาย” ให้ทุกคนได้เห็นภาพอย่างชัดเจนขึ้นทุกขณะเสียด้วย

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Binn Buameanchol
Illustrator / Styling: Romesilp Sookprasert