14923074_10157776740560457_1683825824_o

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม OneRepublic หวนกลับมาเอาใจแฟนเพลงอีกครั้งด้วยอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า Oh My My กับซิงเกิ้ลแรก Wherever I Go ที่ปล่อยเอ็มวีออกมาให้ได้ชมกันแล้วก่อนหน้านี้

การกลับมาครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหน เพราะห้าหนุ่มป๊อปร็อคจากโคโลราโดได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Tag Heuer แบรนด์นาฬิกาสุดหรูสัญชาติสวิส ผู้มาช่วยนำเสนอเบื้องหลังการทำงานเพลงของพวกเขาอย่างใกล้ชิด ให้แฟนเพลงได้ร่วมโมเม้นท์ #DontCrackUnderPressure ไปด้วยกัน

tag-heuer-one-republic-2
tag-heuer-one-republic-13
tag-heuer-one-republic-16
tag-heuer-one-republic-23

 

ผู้ที่เป็นเจ้าของไอเดียดังกล่าวก็คือ ฌอง-โคลด บีเวอร์ ซีอีโอของ Tag Heuer ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์เพื่อคนรุ่นใหม่ผ่านทางดนตรี โดยริเริ่มแคมเปญในช่วงเดียวกันกับที่ทางวงกำลังโปรโมตอัลบั้มล่าสุด และจะยังคงนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาทั้งห้าคนอย่างใกล้ชิดในอีกหลายเดือนข้างหน้าต่อจากนี้ แฟนเพลงที่ติดตามก็จะได้เห็นเบื้องหลังการทำงานของสมาชิกวง อันได้แก่ ไรอัน เท็ดเดอร์ (ฟร้อนต์แมน), แซ็ก ฟิลคินส์, ดรูว์ บราวน์, เอ็ดดี ฟิชเชอร์ และ เบรนต์ คัตเซิล

OneRepublic เดบิวต์อัลบั้มครั้งแรก Dreaming Out Loud เมื่อปี 2007 ซึ่งในอัลบั้มดังกล่าวประกอบด้วยเพลงดังอย่าง Apologize ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมเมื่อวัดจากยอดดาวน์โหลดและยอดขาย ทำให้ทางวงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่มาแล้ว หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยอัลบั้มที่สองในชื่อ Waking Up ในปี 2009 กับอีกสามเพลงเด่นของอัลบั้มอย่าง All the Right Moves, Secrets และ Good Life ต่อมาในปี 2013 พวกเขาปล่อยมาอีกหนึ่งสตูดิโออัลบั้มชื่อว่า Native ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจนเดบิวต์ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 4 ชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในเดือนมีนาคมปีนั้นและยังเป็นอัลบั้มที่รวบรวมซิงเกิ้ลดังที่หลายคนคงคุ้นหูดีอย่าง If I Lose Myself, Love Runs Out, I Lived และแน่นอนว่าต้องมีเพลง Counting Stars ที่กวาดอันดับหนึ่งบนชาร์ตมาแล้วใน 54 ประเทศทั่วโลกกับอีกกว่าหนึ่งพันล้านยอดวิวทางยูทูป

สำหรับการกลับมาครั้งนี้กับอัลบั้ม Oh My My เราต้องมาลุ้นกันว่าซิงเกิ้ลเด่นอย่าง Wherever I Go, Let’s Hurt Tonight และ Future Looks Good  นั้นจะทุบสถิติความดังครั้งเก่าที่พวกเขาเคยทำไว้ได้หรือไม่