01

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่ The Jukks ปล่อยคลิปทีเซอร์อัลบั้มชุดใหม่พร้อมกับตัวอย่างเพลงหลากหลายแทร็คในรูปแบบอะคูสติกออกมา เราค่อนข้างสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับวงดนตรีวงนี้ เพียงแต่ว่าในตอนนั้นมันยังเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว 3 สมาชิกอย่าง แกน-สรุยศ คงมี (กีตาร์, ร้องนำ), แมว-ชยานนท์ เครือเอี่ยม (กลอง) และ เตอร์-ทีปต์ ฟรานซิส (เบส) ก็ปล่อยซิงเกิ้ลแรกอย่าง ความเป็นจริง ออกมาให้ฟัง พร้อมเผยชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 2 ที่พวกเขาตั้งชื่อเอาไว้ว่า Clips ความรู้สึกเซอร์ไพรส์ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเนื่องด้วยเนื้อหาและซาวนด์ดนตรีที่ช่างแตกต่างจากอัลบั้มชุดแรกซึ่งเต็มไปด้วยความเฟี้ยวฟ้าวเต็มอัตราอย่าง Cup D ที่ปล่อยออกมาในปี 2011 เสียเหลือเกิน กับซาวนด์คลีนๆ เนื้อหาที่บ่งบอกถึงวุฒิภาวะที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน รวมไปถึงซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง อยู่คนเดียว ที่พวกเปรียบว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการนำเข้าสู่การฟังอัลบั้มเต็มจำนวน 18 แทร็ค และเวอร์ชั่น Expanded อีก 6 แทร็ค อย่างแท้จริง วันนี้ The Jukks มองโลกและชีวิตด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แล้วมันส่งผลไปยังกระบวนการทำอัลบั้มชุดล่าสุดนี้เช่นไร ไปค้นหาคำตอบกันจากบทสัมภาษณ์นี้

 

ดูเหมือนว่าในอัลบั้มชุดล่าสุดนี้ พวกคุณลดปริมาณความทะเล้น ขี้เล่น กวนๆ ลง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
แกน
: จริงๆ ถ้าใช้คำว่าแก่แล้วอาจดูเหมือนตลก แต่ผมว่ามันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นเรื่องที่พวกเราทั้ง 3 คนมองว่า The Jukks ในวัย 30 กว่าจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนซึ่งอาจจะไม่ต้องทำงานด้านบันเทิงก็ได้ก็มีช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่นของชีวิต คอนเซ็ปต์โดยรวมของชีวิตยังเป็นเหมือนเดิมแหละ แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามบริบทของตัวเอง ตามอายุ ถามว่าเราโตขึ้น เราจะไม่ทะเล้นแล้วเหรอ มันก็คงน้อยลง เราก็อยากจะจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่ว่าโตป่านนี้แล้วก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ แล้วประสบการณ์ต่างๆ ที่ไปเจอมามันก็สอนให้เราสนุกและทะเล้นได้ในหลายๆ รูปแบบ จริงๆ เราไม่อยากแก่หรอก แต่ของอย่างนี้มันเลี่ยงไม่ได้ กระบวนการคิดทุกอย่างมันไปด้วยตัวของมันเอง
แมว: มันคือการมานั่งคุยกัน ออกมามองตัวเองว่าอัลบั้มที่แล้วเราทำอะไรไว้บ้าง ภาพที่เราทำในโชว์หรือพื้นที่สื่อเป็นอย่างไร แล้วเราควรจะตบจะตัดมันออกแค่ไหน
แกน: พอเราโตขึ้น ผ่านอะไรมาก็เยอะ มันต้องมีการกลั่นกรองเยอะขึ้นในทุกกระบวนการ ทั้งเรื่องการเขียนเนื้อ การเรียบเรียงดนตรี อาร์ตเวิร์ก ผมว่ามันส่งผลหมดเลย อืม… อาจจะเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ทะเล้นมั้ง

กระบวนความคิดในเชิงดังกล่าวมันเกิดขึ้นมานานหรือยัง?
แมว
: เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี่เองนะ
แกน: จริงๆ ที่หายหน้ากันไปนานก็ยังทำเพลงกันเรื่อยๆ ถ้ายังจำกันได้ก็จะมีซิงเกิ้ลต่างๆ ที่ปล่อยออกมา ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นงานทดลองของ The Jukks ก็แล้วกัน แต่อาจจะมีความกเฬวรากด้วยหรืออะไรต่างๆ นานาก็แล้วแต่ (หัวเราะ) ก็เลยดูทิ้งช่วงจากอัลบั้ม Cup D ไปประมาณ 5-6 ปี ซึ่งจริงๆ เราแต่งเพลงเสร็จไปล็อตหนึ่งแล้ว แต่เรารู้สึกเองว่ามันยังไม่ใช่ มันยังดูไม่เป็นแบบแผนเท่าไหร่ จะเหมือนเดิมก็ไม่ใช่ จะใหม่เลยก็ไม่เชิง แต่ระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรที่ทำ ผมถือว่ามันเป็นประสบการณ์หมด มันทำให้เราตกผลึกออกมา แล้วเราก็คิดได้ว่า มันไม่ใช่ว่ะ
แมว: แต่พอเราได้คอนเซ็ปต์ที่แข็งแรงแล้ว เราก็ไม่ได้อยากเอาเพลงที่ทำตอนไขว้ๆ เขวๆ อยู่มารวมเอาไว้ในอัลบั้มนี้

04

แมว-ชยานนท์ เครือเอี่ยม

ช่วงที่ไขว้ๆ เขวๆ นี่เครียดไหม?
แมว
: ผมเครียดมาก มีคิดว่าจะเลิกทำไปเลย มีทะเลาะกันในวงต่างๆ นานา แต่สุดท้ายพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมป์โพธิวัฒน์ บอสใหญ่แห่งค่าย Smallroom) ก็บอกว่าอยากให้พวกเราทำต่อ ก็เลยให้ผมมาทำงานประจำที่ Smallroom เป็นคนดูแลในเรื่องเนื้อเพลง ผมก็ได้เรียนรู้จากพี่รุ่งนะว่า เราควรจะทำอย่างไรกับชีวิต บริหารชีวิตอย่างไร หรือแม้กระทั่งวิธีปฏิบัติตัวกับคนอื่น อย่าเพิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมาก
แกน: ตอนทำอัลบั้มพี่รุ่งเหมือนเป็นพ่อ คอยดูแลทุกอย่าง แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเพลง เขาดูเรื่องความรู้สึกว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันดูไม่ค่อยดีว่ะ มันเป็นอะไรหรือเปล่า พวกเอ็งทะเลาะอะไรกันไหม สุดท้ายแล้วอัลบั้มนี้พวกเราได้เปิดใจเพื่อที่จะได้ทำงานกันจริงๆ คืออัลบั้มที่แล้วมันยังมีความเป็นอีโก้ของเด็กอยู่

เล่าให้ฟังหน่อยว่า 1 ปีที่ผ่านมาที่รู้สึกว่าเติบโตขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณบ้าง?
แมว
: เราคุยกันทุกวันเลย เครียดทุกวัน
แกน: ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าเพลงจะแต่งออกมาในทิศทางไหน ตลก ฮาไปเลยไหม หรือว่าเครียดไปเลย แนวดนตรีจะเปลี่ยนไปเลยดีไหม นั่งคิดกันทุกวัน เปลี่ยนเกือบทุกวัน บางวันมีซินธ์เข้ามา หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เราไม่เคยเล่นกันมาก่อนก็มี เป็นการคุยที่เหมือนโยนหินถามทางว่าแบบไหนที่มันจะดีที่สุด พี่รุ่งก็จะมีเพลงสากลที่เป็นเรเฟอร์เรนซ์ของยุคใหม่ๆ เอามาให้ฟังว่าอันไหนที่มันน่าจะเข้ากับ The Jukks หรือที่พวกผมน่าจะชอบและสามารถเอาไปคิดต่อหรือต่อยอดได้ ทำทุกหนทางเพื่อหาข้อสรุปให้มันตกตะกอนออกมาเป็นอัลบั้มให้ได้

แล้วจุดไหนที่พวกคุณคิดว่า ‘นี่แหละ ใช่ละ’?
แมว
: เราได้คอนเซ็ปต์ ‘ลบลบเป็นบวก’ มา มันเกิดจากการที่เราย้อนกลับไปมองอัลบั้มแรก ไม่ว่าจะเป็นเพลง หว่าเว้, เค็ม หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเพลงเศร้าหมดเลยนะ
แกน: แต่เมื่อเรามานั่งนึกดู มันอาจจะเศร้านะ แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะยิ้มได้กับเพลงของเราอยู่ดี เป็นการให้กำลังใจคน ซึ่งคอนเซ็ปต์ลบลบเป็นบวกมันเหมาะกับ The Jukks ที่สุดแล้ว และคนน่าจะเข้าใจความเป็น The Jukks ที่สวยงามได้ด้วย เราเลยดึงคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมาเป็นหลักในการทำทุกอย่างของอัลบั้ม แล้วพอได้ปุ๊บเหมือนเป็นการเบิกเนตร ทีนี้พอจะแต่งอะไรมันก็จะไหลมาทุกอย่างเลย ทั้งในเรื่องเมโลดี้ ฟีลลิ่ง ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องดีเทลแล้ว
เตอร์: ซึ่งก็ถือว่าเร็วนะ
แมว: ใช่ แต่ก่อนหน้านั้นยากมาก มันคืออะไรวะ ซึ่งมันก็ทำให้เราเข้าใจในอะไรบางอย่างระหว่างการที่เราเครียดกับงานที่อยู่ตรงหน้าจนเกินไปกับการที่เราคุยกันเฉยๆ ว่ามันเป็นอย่างไร ช่วยระดมสมองกัน มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้มันเหมือนมีกำแพงที่เราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง ทำไมคิดไม่ได้เสียทีวะ พอเราหงุดหงิดก็จะส่งผลต่อไปถึงคนอื่น แล้วมันก็พาลทำให้ทุกอย่างพัง แต่ถ้าเราเอ็นจอย ทุกคนเอ็นจอย แล้วมาแชร์กัน มันดีกว่า

02

แกน-สรุยศ คงมี

กลายมาเป็นอัลบั้มที่พวกคุณตั้งชื่อว่า Clips?
แมว:
คือ 5-6 ปีที่พวกเราหายไป สิ่งๆ นี้ก็เป็นเหมือนคลิปวิดีโอ นี่คือเรื่องราวทั้งหมดกว่าที่มันจะตกตะกอนลงมา เป็นสิ่งที่สั่งสมมากว่าจะเกิดกุญแจที่เรียกว่า ลบลบเป็นบวก แล้วเราก็เอามาต่อยอด นำมาสู่จุดนี้ ก็เลยได้ชื่อ Clips มา ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเราชอบวง The Cribs นั่นแหละ เลือกเอาว่าจะเอาพ้อยท์ไหน (หัวเราะ)
แกน: ถามว่าเหตุผลเรื่อง The Cribs จริงไหม… ตอบเลยว่าจริง คือเราชอบอะไรเราก็บอก ซึ่งเราก็บอกมาตลอดว่าเราชอบ The Cribs เป็นวงดนตรีที่เราศึกษาเขาตลอด เราเอาเขามาเป็นแบบแผน แต่เราไม่ได้ลอกเขา แล้วระหว่างที่ทำอัลบั้มเราจะมีคำพูดติดปากตลอดว่า ‘ถ้าเป็น The Cribs เขาจะทำอย่างไรวะ’
แมว: ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะเลือกสถานที่โชว์สักที่หนึ่งหลังจากเปิดอัลบั้มแล้ว ถ้าเป็น The Cribs เขาจะเลือกสถานที่แบบไหน อะไรประมาณนี้
แกน: แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราไปเอาของเขามาทั้งหมด เราแค่พยายามจินตนาการกระบวนความคิดในแบบวงที่เรารัก

ซึ่งใครที่มีซีดีอัลบั้ม Clips อยู่ในมือก็จะพบว่า มีมากถึง 18 แทร็ค รวมถึง Expanded สุดพิเศษอีก 6 แทร็ค?
แกน
: คือพอมานั่งดูลิสต์เพลงก็ตกใจเหมือนกันนะ (หัวเราะ)
เตอร์: ที่มันเยอะเพราะมันมีอีกเวอร์ชั่นที่เราอยากจะนำเสนอด้วย โครงสร้างก่อนที่บางเพลงจะเกิดขึ้นมา หรือที่เราอยากเล่นสนุกกับมัน กลายมาเป็น Expanded ซึ่งก็แปลตรงความหมายเลย… แปลว่าอะไรวะ (หัวเราะ)
แมว: มันก็เป็นงานดนตรีทดลองแหละ จริงๆ Expanded หลักๆ จะเป็นพี่รุ่งที่อยากจะทำนู่นทำนี่ เอาเคมีต่างๆ มาผสมกัน
แกน: คือแต่ละเพลงจะมีจุดเด่นของมันอยู่ บางเพลงอาจจะเกิดขึ้นมาจากเสียงฟีดแบ็คของกีตาร์ที่มันเยอะมาก แล้วพี่รุ่งรู้สึกว่ามันเท่ ก็เลยอยากให้คนฟังรู้ว่า ที่มาที่ไปของเพลงนี้มันเด่นตรงไหน ซึ่งมันจะไม่ใช่รีมิกซ์ที่เป็นเวอร์ชั่นอิเล็กทรอนิกส์หรืออะคูสติกจ๋าๆ

และพวกคุณก็เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล ความเป็นจริง ที่เซอร์ไพรส์คนฟังอยู่ไม่น้อยทีเดียว?
แกน:
จะว่าไปเพลงนี้ก็ถือว่าค่อนข้างเป็นไดเรกชั่นของอัลบั้ม Clips ได้เหมือนกัน เพลง ความเป็นจริง เปรียบเสมือนนามบัตรที่เขียนว่า New The Jukks ประมาณหนึ่ง ไม่น้อยและไม่มากจนเกินไป คือในอัลบั้มจะมีทั้งเพลงที่มีตัวตน The Jukks จากอัลบั้มแรก และเพลงที่มีความเป็น The Jukks ในอัลบั้มไหนก็ไม่รู้ที่คนฟังไม่เคยสัมผัสมาก่อนผสมผสานกัน แต่เพลงนี้มันอยู่ตรงกลางของทุกอย่าง ทั้งในแง่ของเนื้อหาที่ชัดเจนมากๆ ในความเป็นคอนเซ็ปต์ลบลบเป็นบวก หรือว่าจะเป็นลักษณะการเรียบเรียงดนตรีที่ค่อนข้างโปร่ง มีการกลั่นกรองมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป
แมว: คืออยากจะเป็นเด็กศิลป์ อินดี้ซาวนด์หน่อย แต่ก็ไม่ได้อยากให้มันฟังยากจนจะต้องเป็นแค่เด็กศิลป์จ๋าๆ ที่มาฟังอย่างเดียว
เตอร์: เท่ๆ อยู่คนเดียวคงไม่ค่อยอิน เราอยากให้คนมาจอยกับแนวคิดของเราด้วย
แมว: อย่าง ความเป็นจริง ก็น่าจะเข้าถึงง่าย แต่เพลงที่เข้าถึงยากหน่อยก็มี เราคิดว่าคนไทยน่าจะได้ฟังอย่างนี้บ้าง วงอินดี้ในเมืองไทยมีเยอะมาก แต่เราอาจไม่ได้เข้ามาอยู่ตรงกึ่งกลาง เราอยากให้ The Jukks เป็นวงดนตรีที่เอาคนแมส ซึ่งเขาอาจจะไม่คิดจะฟังหรอกเพลงพวกนี้มาเริ่มฟังจากอัลบั้มของเราก่อนก็ได้ แล้วคุณค่อยไปฟังวงที่ศิลป์ๆ ลึกๆ
แกน: เราพยายามจะคลี่คลายความเป็นอินดี้ แล้วล่อลวงคนที่ไม่ได้ฟังให้เขาค่อยๆ คล้อยตามเข้ามาเรื่อยๆ อย่างตอนอัลบั้มแรก 90% ของแฟนเพลง The Jukks เป็นผู้ชาย แต่พอปล่อยซิงเกิ้ล ความเป็นจริง ออกมา ก็เริ่มมีคอมเม้นต์จากแฟนเพลงผู้หญิงว่าเพลงเพราะนะ ฟังง่ายขึ้น ซึ่งผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าจริงๆ แล้ว The Jukks ก็อยากทำเพลงเพราะเหมือนกัน

03

เตอร์-ทีปต์ ฟรานซิส

ล่าสุดกับ อยู่คนเดียว ที่หลายคนฟังแล้วคิดถึงเพลง หว่าเว้?
แกน
: เราคิดและพยายามจะทำ หว่าเว้ 2 โดยที่ไม่ได้ก๊อปปี้เพลงตัวเองมาตลอด
แมว: พอทำอัลบั้มแรกเสร็จ ก็มีคนมาบอกเรา รวมถึงพี่รุ่งด้วยว่า “ไอ้แมว แต่งเพลงแบบ หว่าเว้ อีกสิ” ผมก็บอกว่า คำบรีฟนี่มันง่ายมากเลยนะ (หัวเราะ) ผมคาดหวังกับเพลง อยู่คนเดียว เยอะนะ น่าจะมากที่สุดในอัลบั้มแล้วด้วย เพราะมันเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลางที่สุดแล้ว ทั้งความแมส ความอินดี้ ความอัลเทอร์เนทีฟแบบ 90s มันกลมกล่อมที่สุดแล้ว คนทั่วไปน่าจะเสพเพลงนี้ได้ง่าย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าไปสู่อัลบั้มเต็ม ซึ่งที่คิดไว้ตั้งแต่แรกคือ ความเป็นจริง คือหมัดแย็บ อยู่คนเดียว จะเป็นหมัดฮุก คือถ้าเพลงนี้ยังไม่มา จะเล่นหมัดชุดแล้วนะ (หัวเราะ)
แกน: สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่า อยู่คนเดียว จะเปรี้ยงปร้างเท่า หว่าเว้ หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าคุณภาพและกระบวนการทำเพลงทุกอย่าง มันก็เหมือนตอนที่เราทำ หว่าเว้ หมดเลย

ดูเหมือนว่า 2 ซิงเกิ้ลแรกจะมีความอัลเทอร์เนทีฟสูงมาก?
แกน
: มันชัดที่สุดแล้วครับ ผมหมายถึงภาพรวมของอัลบั้มด้วยนะ
แมว: ชัดมาก ผมคงรู้สึกงงมากถ้ายังมีคนบอกว่าเราเป็นพังค์ คือกลิ่นอายของพังค์มันยังมีอยู่แหละ แต่มันเบาบางมาก
แกน: ผมว่าพังค์มันคือวิถี พังค์มันซ่อนอยู่ในอะไรหลายๆ อย่างมากกว่า ไปอยู่ในบรรยากาศของเพลง ในดีเทลของเนื้อหาบางคำ ในอัลบั้มนี้เรามีใช้คำว่า ‘เสือก’ แต่ไม่รู้ว่าร้องไปแล้วคนฟังจะได้ยินอย่างนั้นกันหรือเปล่า
แมว: เดี๋ยวๆ เพลงไหน มีด้วยเหรอ (หัวเราะ)
แกน: (ร้องเพลงขึ้นมา) “เสือกทำให้เธอเสียใจ ได้ทำให้เธอเสียใจ” ซึ่งผมว่าอันนี้แหละพังค์ หรืออาจจะไปดุดันเกรี้ยวกราดในดีเทลของแต่ละเพลง อย่างบางเพลงก็จะเป็นกีตาร์ที่ fuzz มากๆ บางเพลงเป็นลูกเล่นของการประสานเสียง เราไปพังค์ในอะไรแบบนั้น ส่วนเพอร์ฟอร์มบนเวทีเราก็ยังเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นพังค์อยู่ คือเป็นพังค์ที่ยังอยู่ในสังคมได้

กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่กลัวแฟนเพลงจากอัลบั้มแรกจะตกใจเหรอ?
แกน
: ตอนแรกกลัวนะ กลัวมาก ต้องมีคนบอกว่า ไม่ใช่ The Jukks ไม่ฟังแล้ว ไม่ชอบ เปลี่ยนไปวะ ไม่แนว ไม่เฟี้ยวเลย แต่กลับไม่มีอะไรแบบนั้นเลย ตกใจมาก แต่ถึงแม้ว่าจะกังวล แต่พวกเราตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้กัน เพราะฉะนั้นถ้ามันมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เราก็คงไม่ว่าอะไร ซึ่งเราโชคดีมากที่ท้ายที่สุดทุกคนก็ยังชอบทั้งอัลบั้มแรกและอัลบั้มนี้
เตอร์: จริงๆ กลัวตั้งแต่ที่มิวสิควิดีโอเป็นการ์ตูนแล้วด้วย กลัวว่ามันจะส่งไปถึงคนฟังหรือเปล่า แต่พอวันแรกผ่านไปมาจนถึงวันนี้ ผมรู้สึกเหมือนว่าเราได้โบนัสแถมมา คนอินไปกับเรื่องราวในเอ็มวี เขาดูรู้เรื่อง และแปลความหมายในแบบที่เราอยากจะสื่อออกมาจริงๆ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี

คาดหวังสูงไหมกับอัลบั้ม Clips?
แมว
: สูงครับ ถ้าไม่ดังก็จะไปขายก๋วยเตี๋ยวแล้ว (หัวเราะ)
เตอร์: ใครที่ทำเพลงหรือทำงานอื่นๆ ก็ตาม ทุกอย่างที่ยัดมาด้วยความตั้งใจ มันก็คาดหวังกันหมดแหละครับ ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว
แกน: ทำเล่นๆ ไม่มีจริงหรอกครับ ศิลปินทำเพลงออกมาก็ต้องอยากให้คนฟัง ไอ้เรื่องเงินหรือโชว์มันเป็นสิ่งที่ตามมา แต่ในเบื้องต้น อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้คอมเม้นต์กลับมาทั้งในโซเชียลหรือการได้มาเจอกันมันทำให้เราดีใจ อย่างมีคนมาบอกว่า ชอบเพลงใหม่มากเลย เพราะมาก คือไม่เคยมีใครบอกว่าเพลงของ The Jukks เพราะเลย มีแต่บอกว่าเพลงมัน ซึ่งเราดีใจในจุดนี้
แมว: คือที่เราบอกว่าถ้าอัลบั้มนี้ไม่ดัง เราจะไปขายก๋วยเตี๋ยว เราคิดไปถึงแง่ที่ worst case แล้วจริงๆ มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก เกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกายังจะรบกันอยู่แล้วเลย แต่ถึงเราจะคิดไปในทางลบก่อน แต่เราก็ไม่ได้ทำตัวให้เป็นไปในทางนั้น เหมือนวันที่ปล่อยเพลง คนอื่นจะดีใจกันมาก แต่เราจะยั้งๆ ไว้หน่อย เหมือนบอกตัวเองเสมอว่า เรายังไม่ใช่ the best หรอก ทั้งที่ฟังแล้วเพลงดีมาก คืออะไรมันก็เกิดขึ้นได้ มันคือการมองโลกในแง่จริงมากกว่า
แกน: ถ้าสมมติมัน worst case จริงๆ อัลบั้มนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็อาจยังไม่เดือดร้อนอะไรมาก ผมก็มีทำอย่างอื่นไปด้วยอยู่แล้ว และถ้ามันไม่ได้เดือดร้อน พื้นที่ตรงนี้มันคือความสนุก ยังไงเราก็ยังอยากทำอยู่ มันอาจจะง่ายขึ้นก็ได้ สมมติว่าเราไม่ประสบความสำเร็จด้านนี้ แต่เราไปประสบความสำเร็จในด้านอื่น ในอนาคตเราก็อาจได้กลับมาทำตรงนี้อีก อาจจะไม่ต้องซีเรียสเท่าตอนนี้ อยากทำอะไร อยากใส่อะไรก็ใส่เลย เผลอๆ ดังกว่าด้วย (หัวเราะ)
เตอร์: ถ้าวงอยากทำผมก็ทำ เหมือนผมชอบของเล่นสักอย่างหนึ่ง ผมก็ต้องมีติดตัวไว้เพื่อความสนุก มันขาดไม่ได้หรอก เรื่องเงินผมก็เข้าใจ ทุกคนก็ต้องทำมาหากิน ถามว่าเงินเป็นจุดสูงสุดไหม ก็ใช่ ทุกคนต้องปลงในเรื่องนี้ แต่สิ่งที่มันดีที่สุดก็คือ ให้คนฟังได้รู้สึกว่า เขาชอบเพลงของเราจากใจจริงก็พอ
แกน: อีกอย่างคือเราทั้ง 3 คนเริ่มต้นมาด้วยกันทั้งหมด ผมไม่อยากเลิกทำ The Jukks เพราะรู้สึกว่าเหมือนเราดึงกันมาแล้ว ไม่งั้นเตอร์คงไปเป็นดีไซเนอร์ แมวคงไปทำเซรามิก ผมก็คงไปทำนู่นทำนี่ของผม สุดท้ายเรามาอยู่ตรงนี้กันแล้ว และมันก็ยังมีโอกาสอยู่ คือถ้าเรานึก ลบลบเป็นบวก ไม่ออก มันก็คงไม่มีอะไรแบบนี้ อาจจะไม่มีอัลบั้มสองแล้วก็ได้ คือพอเจอคำนั้นมันค่อนข้างเป็นการปลดล็อคทุกอย่างเลยจริงๆ
เตอร์: แล้วมันก็ค่อนข้างเป็นรากเหง้าของพวกเราด้วย สมมติว่าเพื่อนเราคนหนึ่งรู้สึกเซ็ง พวกเราจะไม่ได้เป็นคนที่เดินไปบอกว่า เป็นไงล่ะ สมน้ำหน้า แต่เราจะพูดว่า ไม่เป็นไรเว่ย เอาใหม่ มากกว่า คอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้สรุปว่าเราเป็นใคร แต่เราคือเราแบบนี้ เราแค่ลืมมันไปเฉยๆ มัวแต่ไปหาอะไรมั่วซั่วอยู่ก็ไม่รู้
แมว: ก็พูดเป็นนี่เตอร์ ปกติไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาเวลาให้สัมภาษณ์ (หัวเราะ)

05

นับจากอัลบั้มแรก มุมมองที่มีต่อการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
แกน
: กระบวนการคิดเราโตขึ้น ผมว่ามันสืบเนื่องกันหมดเลยนะ คนเราพออายุเยอะขึ้น ร่างกาย สังขารก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกอย่างเริ่มไม่เหมือนเดิม ส่งผลไปยังกระบวนการคิดที่ทำให้เราเริ่มมีการวางแผน ตระเตรียมมากขึ้นกับทุกอย่าง ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนกินเหล้าติดกันกี่วันก็ได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว จะออกกำลังกายก็หักโหมเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาการฟื้นตัวมันก็ช้าลง คือคิดมากขึ้นน่ะ พยายามจะดำรงชีวิตภายใต้สติมากขึ้น ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะไม่มีสติเลยก็ตาม (หัวเราะ)
แมว: เราทำเลวมาเยอะแล้ว เรารู้ว่าจุดไหนมันไม่ดี แล้วเราก็โตขึ้น คิดมากขึ้น เป็นห่วงคนรอบข้างเรามากขึ้น มันทำให้โลกของเราเปลี่ยนไป เราเพิ่งจะพยายามกลับมาตีกลองเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ฝึกกลองหนักมาก แล้วอย่างอื่นมันก็ตามมา สมาธิ การคิด ช่วงนี้เราอ่านหนังสือมากขึ้น เราเห็นเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้เก่งๆ กันเยอะมาก เราไม่อยากเป็นคนแก่ที่ทำงานใหญ่ๆ โตๆ แต่ไม่ฟังคำใครเลย เรารู้สึกว่าเราควรจะให้เกียรติเด็ก เราต้องฟังเขา แล้วเราจะทำอย่างไรให้ทันเขา เพื่อที่เราจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้อย่างดี
เตอร์: ข้อผิดพลาดส่วนมากใน 5-6 ปีที่ผ่านมาจะเกิดจากความชุ่ยของผม ซึ่งก็รู้อยู่แล้วด้วยนะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีงานเลย ไม่มีอะไรทำจนผมไม่ได้บริหารสมองเลย เฉื่อยชาไปเรื่อยๆ จนผมเซ็ง จนมันเกิดโมเม้นต์ที่ต้องคิดอะไรบางอย่างได้แล้วนะ ผมได้คอนเซ็ปต์ ลบลบเป็นบวก มาบรีฟตัวเอง เพราะถ้าผมไม่มีอะไรทำก็จะนั่งเปื่อยไปวันๆ ซึ่งดีที่ได้กลับมาสนุกกับ The Jukks อีก
แมว: แต่เราก็ไม่อยากกลับไปเปลี่ยนอดีตอะไรนะ
เตอร์: ใช่ คือรู้สึกว่าทุกอย่างที่ได้รับมาตลอดชีวิตก็รู้สึกโอเคแล้วล่ะ ถ้าย้อนกลับไปมันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละ
แกน: ผมมองว่าสิ่งไร้สาระที่ผมทำไป หลายๆ คนอาจมองว่ามันไร้สาระ แต่จริงๆ แล้วมันก็ถือเป็นประสบการณ์ทั้งหมดเลย ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น ก็คงไม่มีอัลบั้มนี้เกิดขึ้น
แมว: และถ้าใครได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่คงจะรู้แล้วว่า พวกเราไม่ได้มาเล่นๆ

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.