เสด็จแม่ Madonna มาเปิดการแสดงครั้งแรกที่เมืองไทยทั้งที บิลบอร์ด ไทยแลนด์ก็ต้องหาคนพิเศษพอกันมารีวิวคอนเสิร์ตของนายแม่ เราได้รับเกียรติจากคุณ วชิรปาณี มากดี ผู้ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องมาดอนน่าก็ว่าได้ วชิรปาณีพูดอยู่เสมอว่ามาดอนน่าเป็นผู้ให้แรงบันดาลใจในการทำงานของเขา และเขาได้ศึกษามาดอนน่ามาตลอด เธอเป็นผู้มีอิทธิพลในชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก ลองอ่านดูว่าวชิรปาณีรู้สึกอย่างไรกับโชว์ที่พึ่งผ่านไป

**********

The Queen and I

MADONNA Rebel Heart Tour in Bangkok 9 February 2016

 

“Dance and sing get up and do your thing” คือข้อความที่มาดอนน่าเชื้อเชิญทุกคนให้ออกมาเริงร่าบนฟลอร์เต้นรำเป็นครั้งแรกในเพลง Everybody ซิงเกิ้ลเปิดตัวสู่ชาวโลกเมื่อปี 1982 ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อมาดอนน่า เธอมีความสามารถพิเศษในการลากให้ผู้คนลงมาสนุกสนานบนฟลอร์เต้นรำ และเมื่อคืนนี้เธอก็ลากให้ทุกคนในอิมแพ็คอารีน่า ลงมา Dance and sing, get up and do their things อย่างสนุกสนานและพร้อมเพรียงกัน

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ในงานคอนเสิร์ตที่เมืองไทย เป็นคอนเสิร์ตที่เราได้เห็นผู้คนหลากหลายที่สุด บรรยากาศโดยรวมคึกคักกันตั้งแต่ก่อนเริ่มคอนเสิร์ต เราเห็นแฟนเดนตายที่ดูท่าทางน่าจะฟังกันมาตั้งแต่อัลบั้ม Like a Virgin ไปจนถึงแฟนรุ่นใหม่ที่น่าจะเกิดมาหลังอัลบั้ม Ray of Light หรือ Music ด้วยซ้ำ แม้แต่คอเพลงร็อคที่เราไม่คิดว่าจะมาเจอที่คอนเสิร์ตนี้ ก็เห็นยืนแอบเงียบหงิมอยู่ตามมุมเสา หลายคนแต่งตัวกันมาเต็มเหมือนกับอยู่ในงานคอสเพลย์สักงาน เราได้เห็นวิวัฒนาการแฟชั่นยุคต่างๆ ตั้งแต่ 80s, 90s จนถึงยุคปัจจุบันผ่านลุคของมาดอนน่าที่บรรดาแฟนๆ หยิบยกมาแต่งกัน มากันทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าทุก gen ทุก genre และทุก gender แต่แน่นอนล่ะว่าเพศพิเศษอาจจะมากหน่อย ก็คุณแม่ของพวกเธอมาทั้งทีมีหรือจะพลาด คลาคล่ำจนแอบเผลอคิดไปว่ากำลังอยู่ในรายการ Drag Race ของรูพอล

001

 

ประตูเปิดเข้างานเวลาสองทุ่มตรงเป๊ะตามที่กำหนดไว้ในบัตร แต่กว่าที่ยานแม่จะลงจอดก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม โดยก่อนหน้านั้นมี DJ Mary Mac มาเปิดเพลงตื๊ดๆ ฆ่าเวลาในบูธหน้าม่านที่เป็นรูปมาดอนน่าบนฉากหลังสีแดงรูปเดียวกับที่เห็นบนบัตรและโปสเตอร์คอนเสิร์ตนั่นแหละ เวทีออกแบบเป็นทางเดินรูปไม้กางเขนทอดยาวมาตรงกลางระหว่างที่นั่งคนดูและมีเวทีรูปหัวใจอยู่ปลายสุด ระหว่างรอ ผู้ชมก็เล่นเวฟไปพลางๆ พอดีเจประกาศว่าอีก 20 นาที โชว์ถึงจะเริ่มเพราะมาดอนน่ายังแต่งหน้าไม่เสร็จ แฟนๆ ที่รอมาเกือบสองชั่วโมงถึงกับโห่กันอื้ออึง…แต่ไม่เป็นไร รอกันมาสามสิบปีแล้ว รออีกยี่สิบนาทีจะเป็นไรไป

เมื่อถึงเวลา เหล่าแดนเซอร์ในชุดอัศวินซามูไรก็เดินหน้ากันออกมา แล้วยานแม่ก็พุ่งทะยานออกมาจากกรงที่ลอยขึ้นมากลางเวทีพร้อมวิดีโอฉากหลังกราฟฟิกสวยงามในเพลง Iconic ช่วงแรกนี้เน้นธีมซามูไร เสื้อผ้าหน้าผมได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่นเต็มๆ รวมไปถึง choreography ที่ห้อยโหนโจนทะยานกันเป็นพิเศษ ต่อด้วยซิงเกิ้ล (ไม่ค่อย) ฮิตล่าสุด Bitch I’m Madonna ตอนนี้มีแดนเซอร์สาวๆ ในลุคเกอิชาออกมารำพัด แล้วแม่ก็เริ่มเตะต่อยกับแดนเซอร์ชาย มีหน้านิกกี้ มินาจพ่นท่อนแร็ปเป็นแบ็คกราวน์ด พอจบก็หยิบกีตาร์ไฟฟ้ามาบรรเลงเพลง Burning Up เวอร์ชั่นร็อคๆ มีเปลวเพลิงลุกโชนเป็นฉากหลัง แล้ววิ่งมาโซโลกลางเวที ตอนนี้แหละที่คนดูกรี๊ดกันเสียงดังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแฟนวัยดึกที่คงได้ใจกับเพลงที่คุ้นเคย ก่อนจะแอบเงียบๆ อีกครั้งกับ Holy water ที่มีแดนเซอร์สาวแต่งกายแบบแม่ชีคาธอลิกแต่มาในฮอตแพ้นท์ออกมาเต้นรูดเสากับมาดอนน่า แล้วเลื้อยๆ ไปจบลงบนโต๊ะกลางเวทีใหญ่ที่เซ็ตเลียนแบบภาพเขียน The Last Supper ต่อเข้ากับเพลง Vogue พอเป็นน้ำจิ้มให้หายอยากแบบไม่เต็มเพลง ก่อนที่จะจบเซ็กชั่นแรกด้วยอคูสติกเวอร์ชั่นของเพลง Devil Pray แล้วมาดอนน่าก็หายแวบไปหลังเวที

Madonna Rebel Heart Tour Bangkok_Photo Credit Live Nation BEC-Tero (024)
Madonna Rebel Heart Tour Bangkok_Photo Credit Live Nation BEC-Tero (028)
Madonna Rebel Heart Tour Bangkok_Photo Credit Live Nation BEC-Tero (025)
Madonna Rebel Heart Tour Bangkok_Photo Credit Live Nation BEC-Tero (020)

ช่วงต่อเข้าเซ็กชั่นที่สองมีแดนเซอร์มาแสดงโชว์มูฟเม้นต์ประกอบผ้าขาวบางที่มีพัดลมเป่าตึงๆ พัดลมแบบที่ถ้าบียอนเซ่มาเห็นก็คงต้องรีบวิ่งมาสยายผมใส่ ที่จอวิดีโอด้านหลังเป็นภาพจากมิวสิควิดีโอเพลง Ghosttown แต่เพลงที่เปิดประกอบการเต้นคือ Messiah แล้วมาดอนน่าก็กลับออกมาในลุคผสมผสานระหว่างร็อคอะบิลลี่และฮาราจูกุ ดีไซน์โดย Prada ตามธีม Rockabilly Meets Tokyo ในเพลง Body Shop มีรถ Ford Falcon รุ่นปี 1965 เป็นพร็อพ แล้วก็ต่อด้วยเพลง True Blue ที่มาดอนน่าหยิบอุคูเลเล่ขึ้นมาโซโล เวอร์ชั่นอคูสติกของเพลงนี้ทำเอาแฟนๆ ร้องตามกันทั้งอารีน่า บางคนถึงกับน้ำตาคลอกันเลยทีเดียว แล้วเธอก็กระชากอารมณ์คนดูกลับมาด้วยการนำเข้าสู่มู้ดดิสโก้ๆ กับเพลง Depper and Deeper ซึ่งคนดูจะทำอะไรได้? ก็ต้องเต้นน่ะสิ! มาดอนน่าร้องและเต้นเพลงนี้ที่ปลายสุดของแคทวอล์ค พอจบปุ๊บก็มีบันไดวงหล่นปุลงมาจากฟากฟ้า ตามมาด้วยเพลง Heartbreak City ที่เอามาแมชอัพกับ Love Don’t Live Here Anymore เพลงหวานของ Rose Royce ที่มาดอนน่าเคยคัฟเวอร์ไว้นานมากแล้ว เลื้อยๆกันบนบันไดสักพัก แม่ก็ผลักแดนเซอร์ชายตกลงมาจากยอด แล้วปิดเซ็กชั่นด้วย Like a virgin ที่เอามามิกซ์ใหม่ได้เก๋ไก๋ทำให้คนที่ฟังเพลงนี้ตั้งแต่เด็กจนแก่ไม่เอียน ว่าแล้วเวทีด้านหลังก็เอียงขึ้นมาพร้อมเตียง 4 หลัง แต่ละเตียงมีแดนเซอร์แสดงลีลาเต้นกึ่งร่วมรักกันประกอบเพลง S.E.X ที่แมชอัพกับ Justify My Love อยู่บนนั้น มีทั้งแบบชายหญิง ชายกับชาย และหญิงกับหญิง หนึ่งในแดนเซอร์หญิงเปลือยอกอีกต่างหาก เรียกเสียงฮือฮาและความตื่นตะลึงพรึงเพริดเบาๆ แอบนึกในใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีข่าวตำรวจแจ้งจับแดนเซอร์มาดอนน่าข้อหาเปลือยอกต่อหน้าธารกำนัลไหมหนอ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในประเทศนี้

หลังจากฟินกันไปถ้วนหน้าแล้ว มาดอนน่าก็ลากผ้าคลุมกรุยกรายเดินออกมาพร้อมแดนเซอร์สาวหมวยสองนาง…ใช่แล้วมันคือเพลง Living For Love และผ้าคลุมที่เธอเคยถูกกระชากตกเวทีมาแล้วนั่นแหละ แต่คราวนี้ไม่หล่น เพราะแอบเห็นแวบๆ ว่าชีหันมาพยักหน้าส่งซิกให้น้องหมวยสองนางก่อนที่จะดึงผ้าคลุมออก โชว์ลีลามาธาดอร์ปราบวัวกระทิง พอเด็ดเขาแดนเซอร์กระทิงหนุ่มล่ำแล้ว ก็เอาใจแฟนเพลงรุ่นใหญ่อีกรอบด้วย La Isla Bonita ตามด้วย Take a Bow เพลงพิเศษที่เธอบอกคนดูว่าร้องเพลงนี้เป็นครั้งที่สามในชีวิตที่นี่ (ครั้งแรกคือร้องกับ Babyface ที่งาน American Music Awards ปี 1995 ครั้งที่สองคือที่ไทเปในทัวร์ Rebel Heart นี่แหละ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง) จบเซ็กชั่นที่สามด้วยเพลงนำจากอัลบั้ม Rebel Heart และภาพวิดีโอจาก Fan Art รูปหน้ามาดอนน่าในแต่ละยุคจากฝีมือแฟนๆทั่วโลก

แล้ววิดีโอฉากหลังก็เปลี่ยนเป็นกราฟฟิกประกอบเพลง Illuminati มีแดนเซอร์มาโยกดึ๋งๆ โยนตัวไปมาบนเสากระโดงสูง ช่วงนี้คนดูแถวกลางติดกับแคทวอล์คสนุกสนานเป็นพิเศษกับแดนเซอร์ที่โยกไปโยกมาเหนือหัวตัวเอง ก่อนที่มาดอนน่าจะกลับออกมาในลุค Flapper สไตล์ยุค 1920s ด้วยชุดพู่ระยิบประดับเพ็ชรทั้งตัว คราวนี้ชวนคนทั้งอารีน่าลุกขึ้นเต้นกับเพลง Music ที่แซมเปิ้ลเพลง Give It To Me เบาๆ ตามด้วย Candy Shop และ Material Girl ที่เอามาร้องแบบเนิบนาบ คนดูก็ร้องตามกันทั้งเพลง แล้วก็หยิบอูคูเลเล่ออกมาโซโล่อีกรอบ แต่คราวนี้มาในเพลงฝรั่งเศสคลาสสิกหวานบาดใจ La Vie en Rose แน่นอนล่ะว่าเสียงของมาดอนน่าไม่ได้ดีขนาด Edith Piaf นักร้องต้นฉบับ แต่ในบรรยากาศแบบนี้เธอก็เอาคนดูทั้งอารีน่าอยู่หมัด ปิดท้ายโชว์ด้วย Unapologetic Bitch ซึ่งมีการเลือกผู้ชมจากหน้าเวทีขึ้นไปร่วมสนุก ในรอบวันที่ 9 นี้เป็นน้องโท (อ่านบทสัมภาษณ์ความรู้สึกน้องได้ที่นี่แหละ) ที่มาดอนน่าเรียกว่า Two Toes ซึ่งขึ้นไปเต้นแจมกับมาดอนน่าและแดนเซ่อร์บนเวที สะบัดกันจนวิกหลุด มาดอนน่าถึงกับหัวเราะตัวงอทีเดียว ก่อนจะให้รางวัลเป็นกล้วยและแดนเซอร์ชายกลับบ้านขำๆ แล้วกล่าวคำอำลาแฟนๆทั้งหลายว่า Bye bye bitches แต่แหม…ขาดอะไรไปหรือเปล่า? ว่าแล้วก็กลับออกมาอังกอร์ในเพลงเอกที่ใช้ปิดโชว์จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าโชว์ของมาดอนน่าแทบจะทุกครั้งต้องจบด้วยเพลง Holiday ซึ่งปิดโชว์อย่างสวยงามประทับใจกับธงชาติไทยที่เอามาคลุมไหล่ (แอบเสียวในใจนิดนึงว่าจะมีดราม่าเรื่องธงชาติตามมาอีกไหม) ทั้งร้องทั้งเต้นไปทั่วเวทีก่อนจะก่อนจะขึ้นสลิงลอยตัวหายเข้าไปในฉากหลัง ทิ้งความสนุกสนานปลื้มปริ่มไว้ให้แฟนๆที่รอคอยการมาเยือนเมืองไทยของตัวแม่สูงสุด หรือ ยานแม่ของบรรดาลูกสาวทั้งหลาย

Madonna Rebel Heart Tour Bangkok_Photo Credit Live Nation BEC-Tero (002)

 

Rebel Heart ถือเป็นคอนเสิร์ตที่ energy สูงมาก ทั้งคนเล่นคนร้องส่งพลังถึงกันและกัน เรียกได้ว่า energy เยอะที่สุดตั้งแต่เคยมีคอนเสิร์ตมาในเมืองไทยเลยก็ว่าได้ มากกว่าคอนเสิร์ตร็อคหลายๆวงด้วยซ้ำ ถึงหลายคนจะบอกว่าไม่ใช่ยุคของมาดอนน่าแล้ว และเพลงใหม่ๆ บางเพลงคนก็แทบจะร้องตามกันไม่ได้ แต่ก็เห็นลุกขึ้นเต้นกันเต็มที่ เป็นคอนเสิร์ตที่คุ้มค่าตั๋วที่สุด ไม่ว่าจะราคาไหน คนดูได้รับพลังที่เธอส่งมาให้กับแบบเต็มๆ สมราคาทุกที่นั่ง ไม่มีใครได้เปรียบใคร เพราะแม่รักลูกทุกคนเท่ากัน นั่งหน้าได้ใกล้ชิด ได้ดูดีเทลของคอสตูมจากดีไซเนอร์ระดับโลกทั้ง Prada, Miu Miu, Moschino โดย Jeremy Scott, Alessandro Michele จาก Gucci และ Alexander Wang เพื่อนรักคนล่าสุด คนนั่งไกลก็ได้เห็นโปรดักชั่น แสงสี และการออกแบบเวทีและโชว์ที่ถือว่าเป๊ะที่สุดในโลก มีการใช้พื้นที่ทุกส่วนของเวทีอย่างชาญฉลาด ถูกที่ถูกเวลา ไม่มี Dead Area หรือ Dead Air เลยตลอดคอนเสิร์ต ซึ่งนอกจากความเป๊ะแล้วมาดอนน่ายังเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์อันดับหนึ่ง มีความเป็นกันเอง เล่นล้อ ต่อปากต่อคำกับแฟนๆ ด้วยมุขตลกโปกฮาก๋ากั่นแบบที่เธอถนัดและไม่มีใครทำได้ดีไปกว่านี้แล้ว ตั้งแต่การกล่าวทักทายแฟนๆล้อเลียนชื่อเมืองหลวง “แบง-ค็อก” ของเราแบบสองง่ามสามแง่ ชวนคนดูทั้งอารีน่าตะโกนว่า Fuck Yeah! และแจกกล้วยบนเวที ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ถึงได้เป็นที่หนึ่งของโลก เหมือนกับที่เธอเคยพูดไว้เมื่อแรกเข้าวงการว่า “I want to rule the world” นับตั้งแต่วัยสาวจนย่างเข้าสู่วัยกลางคน สามสิบปีผ่านไปมาดอนน่าก็ยัง Dance and sing, get up and do her thing และสามารถลากเราลงมาบนฟลอร์เต้นรำได้ทุกเมื่อ เธอบอกไว้ในเพลง Everybody เช่นกันว่า “I know that you’ve been waiting. I’ve been watching you” เหมือนจะรู้ว่าคนไทยรอคอยเธอมานานแสนนาน และการรอคอยนี้ก็สิ้นสุดลงแล้ว…เสียดายอย่างเดียว ไม่มีเพลงนี้ในคอนเสิร์ตที่เมืองไทยน่ะสิ!!

 

Story by: Wachirapanee Whisky Markdee
วชิรปาณี มากดี เป็นสไตลิสต์และนักเขียนอิสระผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมายาวนาน อดีตเป็น Creative Director ของ MTV TRAX MAGAZINE

 

Photos by: Live Nation BEC-Tero