9-900

“คนจรจัดเคยวิ่งหนีพวกเราอย่างเดียวเลย”  จ่อว์ จ่อว์กล่าว

นักร้องนำ/มือกีตาร์แห่งวง The Rebel Riot ยังจำได้ดีกับช่วงแรกที่วงของเขาได้เริ่มทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ทั้งการแจกจ่ายอาหารและรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน “แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับการที่เราไปแจกจ่ายอาหาร เสื้อผ้า และยารักษาโรค พร้อมๆ กับการใช้เวลากับเด็กเร่ร่อนที่อยู่ตามท้องถนน”

อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งสี่คน จ่อว์ จ่อว์ (Kyaw Kyaw) อายุ 29, โอ้กกี้ (Oakar) อายุ 26, ซาร์นี (Zarni) อายุ 24, และสมาชิกใหม่ มิน ซอว์ (Min Zaw) อายุ 24 จาก The Rebel Riot ก็ยังคงมาพร้อมกับเอกลักษณ์การแต่งตัวที่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะนอกของความภูมิใจและความแน่วแน่ในเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นในตัวของพวกเขา จากการเป็นที่ขำขันของผู้พบเห็น ไม่เว้นแม้แต่เมืองที่ว่ากันว่าเป็นเจ้าแห่งความสุดโต่งอย่าง กรุงเทพฯ ที่ที่พวกเขาโดดเด้งออกมาจากฝูงชนด้วยการแต่งตัวสไตล์พังค์ตั้งแต่หัวจรดเท้า

และท่ามกลางความเป็นมาและเปลี่ยนแปลงอันยาวนานของวงการพังค์ที่มีการซอยแยกย่อยออกไปหลายแขนง แต่ The Rebel Riot ยังคงสามารถแผดเสียงความเป็นพังค์อย่างที่คนเห็นปั๊บแล้วรู้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น โมฮอว์กสีแสบ, ผมตั้งแหลม, เสื้อกั๊กหนังตอกหมุด, การเจาะตามร่างกาย, ร้องเท้าบูทส้นหนา และ สัญลักษณ์แห่งอนาธิปไตย (Anarchy) พร้อมชื่อวงพังค์ระดับตำนานขวัญใจพวกเขาทั้งหลาย

6-900

สำหรับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่อินกับพังค์ พวกเขามักคิดว่าพังค์ก็เป็นแค่ดนตรีที่มักจะเล่นด้วยสามคอร์ดหลักๆ ที่มาพร้อมด้วยการร้องแบบตะโกนสุดเสียง แถมสมาชิกล้วนแต่ใส่ชุดหนังแฝงความเกรี้ยวกราดกันทุกคนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ารำคาญ และนำพามาซึ่งความอคติจากคนที่ไม่อินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ The Rebel Riot เลือกที่จะนำเสนอความพังค์ในตัวของพวกเขาออกมาภายใต้ความเป็นนักมนุษยนิยม ที่นอกเหนือจากการแผดเสียงสุดพลังพังค์การเมืองอย่างออกรสชาติผ่านเนื้อเพลงของพวกเขา หรือแฟชั่นแบบพังค์ที่เด่นชัด การแสวงหาสันติสุข ความมีน้ำใจและความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกของสมาชิกทุกคนยังถูกขับเคลื่อนออกมาผ่านกิจกรรมด้านมนุษยชนในโครงการช่วยเหลือคนไร้บ้านของพวกเขา

“โดยทั่วไปแล้ว พอคนเห็นอะไรที่เป็นพังค์ พวกเขาก็คิดในทันทีเลยว่า พวกเราต้องเป็นพวกขี้ยาและเป็นสิ่งที่แย่ของโลกใบนี้ สำหรับผมยาเสพติดคือสิ่งที่ไร้สาระ มันออกฤทธิ์กับความรู้สึก พวกเราต้องการพลังจากชีวิตจริง ไม่ใช่จากยาพวกนั้น” จ่อว์ จ่อว์ ผู้รับหน้าที่ตอบคำถามส่วนใหญ่ของวงกล่าว

The Rebel Riot ได้กลายเป็นกระแสไวรอลที่ถูกพูดถึงเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากมีภาพของพวกเขาขณะยืนรอรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้วยการแต่งตัวแบบพังค์เต็มยศถูกเผยแพร่ออกไป โดยการมาเมืองไทยที่นอกจากจะขึ้นเล่นคอนเสิร์ตของพวกเขาแล้ว ยังมีการพรีเมียร์ภาพยนตร์สารคดี My Buddha Is Punk จากผู้กำกับชาวเยอรมัน อันเดรียอาส ฮาร์ตมาน เป็นครั้งแรกในเอเชียอีกด้วย

ภาพยนตร์สารคดี My Buddha Is Punk ถ่ายทำขึ้นในปี 2012 และออกฉายในปี 2015 เป็นการถ่ายทอดสะท้อนเรื่องราวของพังค์ในประเทศเมียนมาร์ กับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง ที่สะท้อนออกมาด้วยการต่อต้านและไม่ยอมรับของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ประกอบกับความเชื่อและการนับถือในทางศาสนาและชาติพันธุ์ของผู้นับถือศาสนาพุทธในประเทศก็กำลังถูกสั่นคลอน ด้วยคำถามในเรื่องของจริยธรรมของผู้นำศาสนา พร้อมๆ กับความยุ่งเหยิงวุ่นวายของการเมือง ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญ พร้อมความหวังแด่อนาคตใหม่ไปแล้วก็ตาม โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องดังกล่าวได้โฟกัสไปที่แรงบันดาลใจ ความหวังของ จ่อว์ จ่อว์ และ The Rebel Riot ผ่านการยอมรับความแตกต่างทางความเชื่อและมนุษยธรรม และการนำสองสิ่งที่ดูเหมือนจะต่างกันสุดขั้วอย่างศาสนาพุทธและพังค์มารวมกัน พร้อมนำเสนอผ่านเพลงของพวกเขาที่เปรียบเสมือนกระบอกเสียงการประท้วงในความไม่ยุติธรรมของการเมือง ความป่วยของสังคม และความรุนแรงในศาสนา ณ ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

ในประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเมียนมาร์นั้น ศาสนาพุทธถือว่าเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญของสังคม แต่สิ่งที่มักจะถูกต่างชาติหยิบยกมาพูดถึงในเรื่องของศาสนาพุทธในประเทศเมียนมาร์ก็คือ ความทรงอิทธิพลของมะบะธะ (Ma Ba Tha) หรือสมาคมเพื่อคุ้มครองชาติพันธุ์และศาสนาพุทธ ที่มีการออกมาต่อต้านชาวมุสลิมในประเทศเมียนมาร์ โดยเฉพาะกับผู้นำกลุ่มต่อต้านอย่างพระวีระธุ กับการออกมาโจมตีและต่อต้านชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีมานี้

จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พระวีระธุก็ได้ถูกห้ามเทศนาเป็นเวลา 1 ปี

“ถ้าคุณต้องฆ่าคนเพื่อศาสนาของคุณ คุณมันก็แค่คนโง่ที่คลั่งศาสนา” จ่อว์ จ่อว์ กล่าว “ผมไม่สนใจว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน ชาติอะไร ศาสนาอะไร พวกเราเหมือนกันหมดทุกคน ผมแค่ไม่อยากให้คนต้องมาฆ่าแกงกันเท่านั้นเอง และนั่นก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

5-900

จ่อว์ จ่อว์ (Kyaw Kyaw) มือกีตาร์/ร้องนำ

ถ้ามองให้ลึกลงไปถึงรากฐาน พังค์คือสิ่งที่ไม่มีอะไรสอดคล้องกันเลย มันเต็มไปด้วยการล้มล้าง การต่อต้านหรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ความกบฏ ศาสนาพุทธ คือสิ่งที่ถูกจัดระบบระเบียบและต้องการความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎที่เคร่งครัด ถือเป็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของทั้งสองสิ่งที่ยากจะมองข้าม

“คุณพูดถูกที่ศาสนาพุทธและพังค์สามารถเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ศาสนาพุทธสามารถเป็นองค์กรหรือระบบ แต่ในอีกด้านหนึ่งศาสนาพุทธก็สามารถเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหลักการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณจะใช้ชีวิตอย่างไร สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ หรือวิธีการที่คุณจะปฏิบัติต่อคนอื่นๆ อย่างไร ด้วยความมีน้ำใจ ความรัก และความเมตตา ศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่ององค์กร ศาสนาพุทธคือการค้นหาตัวเอง ไม่ใช่การเดินตามสถาบันหรือสำนักต่างๆ สำหรับพวกเรามันไม่ใช่ระบบ แต่มันคือวิธีการคิด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล และมันก็เป็นสิ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอด”

“ในความคิดของพวกเรา ศาสนาพุทธและพังค์นั้นใกล้เคียงกันมากในด้านของมนุษยธรรมและความเท่าเทียมกัน มนุษย์ทุกคนเกิดมาด้วยความเท่าเทียม ในสายตาของพวกเราศาสนาพุทธไม่มีการเหยียดชาติพันธุ์ เหยียดเพศ แต่องค์กร สมาคม หรือสำนักทางศาสนาพุทธทั้งหลายคือคนที่สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา คุณเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อใช่ไหม”

“อีกอย่างศาสนาพุทธคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับเราได้ตลอดเหมือนกับพังค์ คุณแค่ต้องหาแนวทางของคุณด้วยตัวคุณเอง” จ่อว์ จ่อว์ กล่าว

3-900

ซาร์นี (Zarni) มือกลอง

ถึงแม้จะมีความล้ำทางความคิดหรือกบฏระดับ The Rebel Riot แต่การที่ไม่ค่อยมีผู้หญิงในแนวร่วมก็ถือเป็นสิ่งที่ยากจะมองข้ามไป และเมื่อหัวข้อดังกล่าวได้ถูกพูดถึง จ่อว์ จ่อว์ ก็ได้โชว์รอยสักรูปหญิงสาวชาวเมียนมาร์ในชุดประจำชาติ บนแขนซ้ายของเขาที่เปรียบเสมือนกับตราประทับความเท่าเทียมในเรื่องเพศทันที

“พวกเรายังถือว่าเป็นประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนามาก และผู้หญิงก็ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน พวกเธอถูกกดขี่ข่มเหง ผู้หญิงยังไม่สามารถมีโอกาสที่ทัดเทียมกับผู้ชาย มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับพวกเธอ พวกเราสนับสนุนสิทธิสตรีเต็มที่ สิทธิสตรีคือสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเรา พวกเราสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและสิทธิมนุษยชนก็ไม่ได้มีเพื่อผู้ชายเท่านั้น”

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและความคิดของพวกเขา The Rebel Riot ถือว่าเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่งในประเทศเมียนมาร์ในช่วงสองสามปีหลังมานี้ได้อย่างไม่ยาก จากการเริ่มก่อตั้งวงตั้งแต่สมัยวัยรุ่นในปี 2007 หลังจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมียนมาร์ครั้งใหญ่ หรือการปฏิวัติผ้าเหลือง (Saffron Revolution) พังค์คือดนตรีต่างประเทศที่ The Rebel Riot ได้ลิ้มรสชาติเป็นครั้งแรก จากการค้นพบขุมทรัพย์เทปคาสเซตต์ดนตรีพังค์ในตลาดมืดจากพ่อค้าที่นำของล่อตาล่อใจมาจากแดนไกล เพื่อตอบสนองการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ของวัยรุ่นในประเทศ ทางด้านสมาชิกของวงเองก็ยอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดโดยเฉพาะกับการเงินได้ด้วยการเป็นวงพังค์เพียงอย่างเดียว ซาร์นี มือกลองของวง จึงมีอีกบทบาทหนึ่งกับการเป็นช่างสัก ส่วนสมาชิกที่เหลือของวงอาศัยการทำเสื้อยืดขายเป็นหลัก

1-900

มิน ซอว์ (Min Zaw) นักร้องคนที่ 2

“พวกเรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะดำรงชีวิตด้วยดนตรีของพวกเรา และถ้าพวกเราอยู่ได้ด้วยแค่ดนตรีของพวกเรา มันก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะยังคงไว้ซึ่งความจริงใจและซื่อสัตย์กับตัวตนของพวกเรา ดนตรีของพวกเราไม่ใช่ดนตรีกระแสหลัก มันคือสิ่งที่พวกเราคิดและรู้สึก ดนตรีคือวิธีการพูดโดยจิตวิญญาณของพวกเรา ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ไม่มาก คนส่วนใหญ่มักจะฟังดนตรีไม่กี่แบบ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาชอบฟังก็มีแต่เกี่ยวกับความรักสดใส หรือไม่ก็ความรักที่ไม่สมหวัง พวกเขาไม่อยากฟังอะไรที่เกี่ยวกับการปฏิวัติหรือการแสวงหาอิสระ ซึ่งอย่างที่บอกว่า ดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่มันยังไม่เพียงพอ นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงต้องการแรงขับเคลื่อนเพื่อไปถึงจุดนั้น เพราะพวกเราไม่ใช่แค่นักดนตรี พวกเราออกไปทำในสิ่งที่พวกเราเชื่อ” จ่อว์ จ่อว์ กล่าว

The Rebel Riot และเหล่าสาวกพังค์ที่มีความคิดในแบบเดียวกัน ได้เริ่มออกแจกจ่ายอาหารและของดำรงชีวิตแก่คนไร้ที่อยู่อาศัย และเด็กไร้บ้านในประเทศเมียนมาร์ตั้งแต่ปี 2013 ในทุกๆ คืนวันจันทร์ นอกจากจะมีการแจกจ่ายอาหารแล้ว พวกเขายังร่วมพูดคุย รับฟัง และให้คำปรึกษากับเด็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้น ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นแค่ใครสักคนที่รับฟังปัญหาของพวกเขาด้วยไมตรีจิต สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกเขาก็คือการได้เห็นและเรียนรู้จากการเคลื่อนไหว “Food Not Bomb” ในประเทศอินโดนีเซีย

“ทุกคนสามารถออกมาบ่นกับปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ทุกคนบ่นได้หมด แต่พวกเราตัดสินใจลงมือทำในสิ่งที่ดนตรีและการเคลื่อนไหวหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนพวกเราก็แค่บ่นแต่ไม่ทำอะไร แค่ดื่มกินไปวันๆ เสียเวลาไปเปล่าๆ พวกเราหวังว่าเมื่อคนได้เห็นในสิ่งที่พวกเราทำ พวกเขาอาจจะเกิดแรงบันดาลใจและลงมือทำในสิ่งเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม มันคือการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราต้องการ” จ่อว์ จ่อว์ กล่าว

4-900

โอ้กกี้ (Oakar) มือเบส

The Rebel Riot เองเชื่อว่าประเทศของพวกเขายังคงอยู่ในการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีการรายงานข่าวออกมามากมายกับการที่เมียนมาร์ถือเป็นเป้าหมายใหม่แก่นักลงทุนต่างชาติ ที่ที่ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์และบางส่วนก็ยังไม่ถูกสำรวจเลยด้วยซ้ำ ซึ่งทุกสิ่งกำลังดีขึ้นหรือไม่? ซาร์นี มือกลองของวงก็พร้อมให้คำตอบในทันที

“ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ” เขากล่าว “พวกเราต้องการเวลา จากประชาธิปไตยมาเป็นเผด็จการทางทหารมันง่าย ซึ่งมันอาจจะสามารถทำได้ภายในวันเดียว แต่จากเผด็จการทางทหารมาเป็นประชาธิปไตยพวกเราต้องการเวลา อาจจะมากกว่า 10 ปีเลยด้วยซ้ำ กับการที่จะให้ทุกระบบมันลงตัว พวกเราต้องการระบบการศึกษาที่ดีกว่านี้ และความทัดเทียมทางด้านเศรษฐกิจ พวกเราต้องยกระดับการทำธุรกิจ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะคนจะมีงานทำเพิ่มมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุกสิ่งก็จะแพงขึ้นและช่องว่างของคนก็จะเพิ่มมากขึ้น คนจนก็จะยิ่งจน การเหยียดคนก็จะมากยิ่งขึ้นไปอีก”

“ต่อมาพวกเขาก็จะโทษคนต่างชาติ พร้อมความคลั่งชาติที่รุนแรงขึ้น” จ่อว์ จ่อว์ กล่าวเสริม

7-900

The Rebel Riot กล่าวว่าขณะนี้พวกเขายังไม่มีแพลนใดๆ ในอนาคต พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยดนตรีและแรงขับเคลื่อนจากการเมืองและงานการกุศล ซึ่งเห็นชัดว่าทางวงเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีกับการได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรเอกชน จากการที่พวกเขารู้สึกว่าเงินเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโดยตรง ตอนนี้ The Rebel Riot ยังไม่ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจใดๆ เพราะการขับเคลื่อนของพวกเขายังคงไม่มีกระบอกเสียงมากพอและยังเคลื่อนไหวอยู่ในกลุ่มเล็กๆ

“พวกเราอยากช่วยเหลือคนให้ได้มากกว่าที่พวกเราทำอยู่ตอนนี้” จ่อว์ จ่อว์ กล่าว

“พังค์และศาสนาพุทธคือวิธีทางความคิดของพวกเรา คือวิธีการดำรงชีวิตของพวกเรา พวกเราคือกบฏเพื่อมนุษยชาติ”

 

Story by: Onsiri P.
Photos by: Binn Buameanchol
Translated by: Aekkachai S.