0418da3c

 

มีวงฮิปฮอปจำนวนมากผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในยุค 90s บางอัลบั้มเริ่มโน้มเอียงไปทางป๊อป บางอัลบั้มก็คงความดิบตามสไตล์ที่เราเรียกกันว่าแก๊งสเตอร์ บางอัลบั้มเสียดสีสังคมอย่างจัง แต่ในจำนวนนั้นมีเพียงไม่วงที่จะมีครบถ้วนทั้งสามข้อที่กล่าวมาและประสบความสำเร็จได้เท่ากับวงทรีโออย่าง Fugees ที่ทั้งดนตรีและยอดขายดีจนทำให้อัลบั้มนี้เป็นที่กล่าวขานอย่างมากในยุคนั้น

เมื่อ 20 ปีก่อน The Score คืออัลบั้มเพลงแร็พที่ทำออกมาสำหรับทุกคน ไวเคล็ฟ ฌอนส์, ลอรีน ฮิล และ พราส มิเชล รวมตัวไปอัดเสียงกันที่นิวเจอร์ซี่ย์ ณ สตูดิโอบูก้าเบสเมนท์ เป็นชื่อเท่ๆ ที่ตั้งไว้ซึ่งอันที่จริงก็คือบ้านของลุงของไวเคล็ฟ หนึ่งในสมาชิกตัวตั้งตัวตีนั่นเอง

ถ้าพูดถึงเรื่องซาวนด์ อัลบั้มนี้มีพาร์ตของดนตรีที่พอจะเอาใจชาวร็อคได้บ้าง เพลงคัฟเวอร์บ็อบ มาร์เล่ย์ ก็ยังมีให้ได้ฟังกัน ยิ่งหลากหลายขึ้นไปอีกเมื่อมีเสียงโซลที่พอจะมัดใจผู้ฟังวัยกลางคนที่ไม่ถนัดเพลงฮิปฮอป อัลบั้มลองเพลย์ชุดนี้อัดแน่นด้วยแร็พแบทเทิลที่ดุเด็ดเผ็ดมัน มีการแตะป๊อปคัลเจอร์เป็นครั้งคราว สอดแทรกข้อคิดเห็นทางการเมือง สุขนิยมทั้งที่ถูกและฝ่าฝืนกฎหมายคละเคล้ากันไป

ยอดขายที่ไม่ค่อยสู้ดีนักสมัยอัลบั้มเดบิวต์ Blunted on Reality ในปี 1994 ทำให้ทั้งสามคนได้บทเรียนว่าควรไปติดอาวุธทางวาทกรรมเสียใหม่ ถ้าอยากให้คนกระแสหลักหันมาฟังและทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อมากขึ้น ซึ่งในอัลบั้มนี้ทำให้เราเห็นว่าพวกเขาทำการบ้านมาดีมาก

สามซิงเกิ้ลฮิตของอัลบั้มนี้ ได้แก่ Fu-Gee-La, Killing Me Softly (คัฟเวอร์เพลงดังของ โรเบอร์ตา แฟล็ก) และ Ready or Not ทั้งสามเพลงนี้ทำให้ The Score ได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งชาร์ตบิลบอร์ด 200 ขึ้นแท่นเป็นอัลบั้มแพลตตินั่มถึง 6 ครั้งในเวลาหนึ่งปี

ไม่ใช่แค่แนวคิดทางสังคมที่ผู้ฟังได้เสพย์ แต่ยังได้รู้สึกอิ่มไปกับเคมีที่แสนเข้ากันระหว่างไวเคล็ฟกับลอรีน ฮิลล์ หญิงสาวคนเดียวของวง ช่วงนั้นพวกเขามีความสัมพันธ์ลับกันจริงๆ ซึ่งไวเคล็ฟกล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือของเขาด้วย “รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ไม่ยับยั้งความรู้สึกกันเลย” ทั้งๆ ที่ไวเคล็ฟมีภรรยาอยู่แล้วในตอนนั้น

อัลบั้มนี้ทำให้ Fugees กลายเป็นวงที่เด่นดังที่สุดของยุค ชื่อของวงมาจากคำว่า Refugees ที่ไม่ได้แค่หมายถึงการย้ายถิ่นฐานเหมือนที่ไวเคล็ฟ และครอบครัวของพราส อพยพมาจากประเทศเฮติเท่านั้น แต่ในสตูดิโอบ้านหลังนั้นเองที่พวกเขาได้ผลัดเปลี่ยนพรสวรรค์และความใฝ่รู้ทางดนตรีมาสู่กันและกันทุกคน โดยได้โปรดิวเซอร์ ซาลีม เรมี่ และ เจอร์รี่ ดูเพลสซิส (ญาติของไวเคล็ฟ) มาร่วมด้วย ภายใต้ความสนิทสนม เป็นกันเอง ในแบบคนชุมชนเดียวกัน

น่าเสียดายที่ความกันเองนั้นอยู่ไม่ยืด หลังทำอัลบั้ม The Score ทั้งสามคนต่างแยกย้ายไปมีชีวิตใหม่ ไวเคล็ฟออกอัลบั้มเดี่ยวโดยเน้นไปที่ประเด็นการเมืองในเฮติ ส่วนลอรีน ฮิล ออกอัลบั้ม The Miseducation of Lauryn Hill แล้วก็ไม่ปรากฎตัวอีกเลย ส่วนพราสก็ออกอัลบั้มเหมือนกันก่อนที่จะผันตัวไปทำโปรดักชั่นภาพยนตร์ ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นครบทั้งสามคนขึ้นแสดงคือปี 2006

และด้วยความสัมพันธ์ที่ “เป็นไปไม่ได้” อย่างที่ไวเคล็ฟว่าไว้ในหนังสือ ความหวังที่จะได้เห็นทั้งสามคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งนั้นช่างเลือนลางเหลือเกิน

Story by: Kenneth Partridge
Translated by: Sutthimas R.