TTT01

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ “SOUNDBOX The Temper Trap Live in Bangkok” จัดโดย BEC-Tero Entertainment กับการเดินทางมาแสดงสดครั้งแรกในเมืองไทยของวงอินดี้ร็อคจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนามว่า The Temper Trap เจ้าของบทเพลง Sweet Disposition อันโด่งดัง ซึ่งบอกตามตรงเลยว่า หลังจากโชว์ของพวกเขาเมื่อค่ำคืนของวันพุธที่ 8 มีนาคม 2017 ผ่านพ้นไป The Temper Trap กลายเป็นอีกหนึ่งวงดนตรีที่เล่นสดได้น่าติดตามสุดๆ เลยทีเดียว

 

ขอเกริ่นสักเล็กน้อยก่อนว่า ปีที่แล้วผู้เขียนมีโอกาสได้ไปชมการแสดงสดของ The Temper Trap ที่เทศกาลดนตรี Good Vibes Festival ณ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งหากจะว่ากันตามจริง ผู้เขียนค่อนข้างรู้สึกเฉยๆ กับโชว์ของพวกเขาในวันนั้น อาจจะด้วยปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้เราได้ฟังเพลงด้วยลำโพงข้างเดียวในช่วงแรกของโชว์ หรือกว่าที่ The Temper Trap จะบิลด์ผู้ชมให้มีอารมณ์ร่วมก็ปาเข้าไป 2-3 เพลงสุดท้ายแล้ว แต่ด้วยสถานที่จัดงานที่มาเลเซียเป็นเอาต์ดอร์ ต่างจากคอนเสิร์ตหนนี้ในเมืองไทยที่จัดในฮอลล์ อีกทั้งยังเสมือนเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเขาอยู่กลายๆ ผู้เขียนจึงคาดหวังว่าอาจจะได้สัมผัสโชว์ของ The Temper Trap ในอีกอารมณ์หนึ่งที่แตกต่างออกไปก็เป็นได้

ElectricNeonLamp

Electric Neon Lamp

เราเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานอย่าง เมืองไทย GMM Live House ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เพราะเป้าหมายแรกคือการไปดูโชว์ของวง Electric Neon Lamp ซึ่งมาในฐานะวงเปิดของงาน และที่สำคัญผู้เขียนไม่ได้ดูพวกเขาเล่นสดมานานมากๆ แล้ว ซึ่งจังหวะอันเร่งเร้าจากดนตรีสไตล์ ‘ณีอร’ ก็ปลุกร่างกายให้กลับมาชีวิตชีวาได้ไม่น้อย แม้เพลงที่พวกเขาเลือกมาโชว์บนเวทีจะมีทั้งที่ฮิตและไม่ฮิตไม่ว่าจะเป็น นิมมานเหมินทร์, นางรอง, รถไฟแห่งความฝัน, อวกาศ ก่อนจะปิดท้ายความคึกคักด้วย โทรจิต ที่ทำเอาเราต้องขยับแข้งขยับขาตามเลยทีเดียว

Scrubb02
Scrubb01

Scrubb

พักเวทีไปราวๆ 20 นาที วง Scrubb ก็ก้าวขึ้นสู่เวทีในฐานะวงเปิดอีกหนึ่งวง โดยส่วนตัวมีโอกาสชมการแสดงสดของ 2 หนุ่ม เมื่อย-บอล มาหลายต่อหลายครั้ง และที่สำคัญพวกเขาก็เพิ่งปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ออกมาเพียงไม่กี่เพลง ก็เลยแอบรู้สึกไปก่อนว่า ก็คงจะได้ฟังทุกเพลงฮิตจากพวกเขาเหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ทุกอย่าง, ย้อนเวลา, See Scape, คำตอบ, เข้ากันดี, ใกล้ คือเซ็ตลิสต์ที่พวกเขาเตรียมมา คั่นด้วย 2 ซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง ฝน และ ทุกวัน แต่เดี๋ยวก่อน… โชว์ของ Scrubb ที่ยังคงดีงามตามมาตรฐานของพวกเขานั้นมีการเรียบเรียงดนตรีใหม่และใส่เพิ่มเข้าไปในแต่ละเพลง นี่คือเสน่ห์ในโชว์ของ Scrubb ที่มีความสดใหม่ทุกครั้งอย่างแท้จริง ราวกับว่าเราได้ฟังเพลงใหม่จากพวกเขาตลอดเวลา ยิ่งได้ จุ-จุรีพร กมลธรรมกุล มือกลองสาวแห่งวง Abuse the Youth มาช่วยสร้างความหนักแน่น รวมถึง เพลง-ต้องตา จิตดี จากวง Plastic Plastic มาเพิ่มเติมสีสันของเสียงคีย์บอร์ดก็ยิ่งทำให้เพลงเดิมๆ ของ Scrubb ทวีความน่าสนใจขึ้น

TTT03

ดักกี้ แมนดากี้

และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย 4 หนุ่ม The Temper Trap ที่ประกอบไปด้วย ดักกี้ แมนดากี้ (ร้องนำ, กีตาร์), โจเซฟ เกรียร์ (กีตาร์, คีย์บอร์ด), โทบี ดันดาส (กลอง) และ โจนาธอน แอเฮอร์เน (เบส) ขึ้นเวทีตอน 3 ทุ่มเป๊ะๆ กับคำกล่าว “สวัสดีครับ” อย่างชัดถ้อยชัดคำของฟร้อนต์แมนอย่าง ดักกี้ (ไม่รู้ไปฝึกพูดมาจากไหนถึงชัดเจนขนาดนี้) เปิดตัวด้วยไตเติ้ลแทร็คอย่าง Thick as Thieves ที่สร้างพลังงานบางอย่างให้จดจ้องไปที่พวกเขาได้เป็นอย่างดี และต่อเนื่องแบบไม่มีเบรกกับอีก 2 เพลงดังอย่าง Lost Love และ Fall Together ที่ทำเอาฮอลล์คอนเสิร์ตใจกลางเมืองคึกคักเลยทีเดียว ก่อนจะไล่เรียงแทร็คจากทั้ง 3 สตูดิโออัลบั้มมาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเล่นทั้ง Fader, Burn, Trembling Hands หรือแม้แต่ Rabbit Hole

TTT06

โจเซฟ เกรียร์

แต่ก่อนจะเล่นเพลงต่อไป ก็เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิคบางประการซึ่งต้องใช้เวลานิดหน่อยในการรีเซ็ตอุปกรณ์ ดักกี้ ก็เลยถือโอกาสชวนแฟนเพลงชาวไทยคุยเสียเลย และดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีไม่น้อย เพราะนอกจากจะแซวปัญหาที่เกิดขึ้นบนเวทีด้วยประโยคที่ว่า “Sh*t happens” แล้ว ยังมีการพึมพำว่าเพลงต่อไปที่จะเล่นคือเพลงอะไรนะ ทำเอาผู้ชมด้านล่างขำขันกันเกรียวกราว อีกทั้งยังบอกว่า ได้ยินมาว่าคนไทยชอบร้องเพลง ก็เลยฆ่าเวลาด้วยการสอนคอรัสของบทเพลงต่อไป และทำให้เพลง So Much Sky กระหึ่มไปด้วยเสียงคอรัสที่ร้องว่า ‘โอ่เว้โอเว้โอ’ เรียกได้ว่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

TTT05

โทบี ดันดาส

Ordinary World, Summer’s Almost Gone และ Science of Fear คือเพลงเซ็ตต่อมาที่พวกเขาหยิบมาเล่น โดยเฉพาะเพลงหลังสุดนี่เดือดสุดๆ ดักกี้คว้าไม้กลองไปช่วยโทบีหวดเครื่องทองเหลือง ก่อนจะกระโดดลงมาจากเวทีขึ้นไปปีนรั้วกั้นแบบใกล้ชิดแฟนเพลงสุดๆ ก่อนจะต่อด้วย Resurrection และ Alive ที่ทำเอาแฟนเพลงโยกตามกันทั่วทุกอาณาบริเวณ และปิดท้ายด้วยเพลงบรรเลงอย่าง Drum Song ซึ่งช็อตที่ ดักกี้ ราดน้ำเปล่าลงบนกลองทอมแล้วหวดลงไปจนน้ำกระเซ็นเป็นภาพที่พีคมาก เรียกเสียงปรบมือและฮือฮาได้อย่างกึกก้องก่อนที่พวกเขาจะเดินกลับไปด้านหลังเวที

เสียงอังกอร์เพิ่มระดับเดซิเบลมากขึ้นเรื่อยๆ ทิ้งช่วงไม่นาน The Temper Trap กลับมาประจำการตามตำแหน่งอีกครั้ง ดักกี้ กล่าวกับแฟนเพลงชาวไทยประมาณว่า คุณไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในการมาเยือนสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเป็นครั้งแรก แต่พวกคุณได้สร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมายไปมาก ก่อนจะแถมอีก 2 เพลงอย่าง Soldier On และ Sweet Disposition ที่ร้องตามกันกระหึ่มฮอลล์ ซึ่งในเพลงหลัง ดักกี้ ก็ขอกระโจนลงจากเวทีเพื่อมาใกล้ชิดกับแฟนๆ อีกครั้งเป็นการทิ้งท้ายอีกด้วย

TTT04

โจนาธอน แอเฮอร์เน

หากจะว่าด้วยเรื่องโชว์ล้วนๆ 2 วงดนตรีตัวแทนจากประเทศไทยรวมถึงไฮไลต์อย่าง The Temper Trap ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการแสดงสดของ 4 หนุ่มจากออสเตรเลียที่เหนือความคาดหมายและคาดหวังไปพอสมควร เมื่อเทียบกับเทศกาลดนตรี Good Vibes ที่มาเลเซียแล้ว โชว์ที่งาน “SOUNDBOX The Temper Trap Live in Bangkok” เต็มไปด้วยภาพความประทับใจที่มากกว่า แม้ว่าซาวนด์โดยรวมในช่วงของ Electric Neon Lamp และ Scrubb จะยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ทว่าสำหรับ The Temper Trap ก็เต็มอิ่มในอารมณ์ทีเดียว จะมีที่ขาดไปบ้างก็คือความหนักแน่นในย่านเสียงต่ำของกระเดื่องหรืออะไรก็ตามแต่ที่หากมาในรูปแบบฟูลสเกลอาจจะทำให้โสตประสาททำงานได้อย่างเต็มที่มากกว่านี้ ในขณะที่ระบบแสงก็มีช่วงพีคอันน่าตื่นตาตื่นใจมาเป็นระยะ นอกจากนั้นก็ยอดเยี่ยมตามมาตรฐาน

TTT02

The Temper Trap

เรามองว่า The Temper Trap ยังเป็นวงที่เครื่องร้อนช้า อาจจะด้วยแนวดนตรีที่ไม่ได้คึกคักเร้าอารมณ์มากมายนัก ทำให้คนดูก็โยกตามกันได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะ 6-7 เพลงแรก รวมถึงพวกเขาก็ไม่ใช่วงที่พูดบนเวทีเก่งกันสักเท่าไหร่ แต่สำหรับคอนเสิร์ตในเมืองไทยครั้งนี้ จุดเปลี่ยนอาจจะอยู่ที่เหตุขัดข้องของอุปกรณ์ดนตรีที่ทำให้ฟร้อนต์แมนอย่าง ดักกี้ มีโอกาสได้พูดคุยกันแฟนเพลงอย่างเป็นกันเอง แถมเพลงที่เล่นต่อจากนั้นอย่าง So Much Sky ก็ง่ายต่อการที่ผู้ชมจะได้มีส่วนร่วมกับโชว์ จึงทำให้เพลงที่พวกเขาเล่นและเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่แสดงออกมาหลังจากนั้นสามารถจูนติดกับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ ไต่ระดับความมันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบโชว์นั่นเอง

อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงก็คือ ช่วงการแสดงของ Electric Neon Lamp ซึ่งเริ่มในเวลาประมาณ 19.00 น. ผู้ชมค่อนข้างน้อยมาก ก่อนจะเพิ่มปริมาณขึ้นในโชว์ของ Scrubb และค่อนข้างเต็มพื้นที่สำหรับช่วงเวลาของ The Temper Trap ซึ่งโดยส่วนตัวก็พอเข้าใจในเหตุผลบางประการ อาจจะด้วยสถานที่จัดงานย่านใจกลางเมืองที่การจราจรสำหรับวันธรรมดาในช่วงเวลานั้นค่อนข้างติดขัดเอามากๆ บางคนอาจจะยังอยู่บริเวณด้านหน้างานไม่ได้เข้าไปในฮอลล์หรืออะไรก็ตามแต่ ใจความสำคัญก็คือ เราแอบเสียดายที่หลายคนไม่ได้เข้าไปชมฝีมือของศิลปินไทยที่ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครเหมือนกัน และขอปรบมือให้ Electric Neon Lamp ที่เต็มที่กับโชว์ในคืนนั้นแม้บรรยากาศจะค่อนข้างเงียบเชียบก็ตาม

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น “SOUNDBOX The Temper Trap Live in Bangkok” ถือได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตเปิดศักราชปี 2017 ของโปรเจกต์ SOUNDBOX ได้อย่างยอดเยี่ยม และหวังว่าเมื่อ The Temper Trap มีผลงานใหม่ออกมา พวกเขาจะกลับมาเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทยอีกครั้งตามที่ได้กล่าวไว้บนเวที

 

Story by: Chanon B.
Photos by: BEC-Tero Entertainment