2

 

กาขาว… หลายคนคงไม่รู้จักมักคุ้นกับสัตว์ปีกชนิดนี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า โดยปกติแล้วรูปลักษณ์ของ “ฝูงกา” ที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้านั้นจะห่อหุ้มร่างกายด้วยสีดำทะมึน แต่สำหรับวงการดนตรีบ้านเรา อีกาสีขาวฝูงนี้กำลังค่อยๆ โบยบินสู่ท้องฟ้าสีครามอย่างสง่าผ่าเผยขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงเวลา 2 ปีกว่ากับ 6 ซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาได้สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงเพลงอินดี้บ้านเราอย่างต่อเนื่อง ด้วยซาวนด์ร็อคแหวกหูอันทรงพลัง รวมถึงเนื้อร้องภาษาอังกฤษล้วนซึ่งใครที่ไม่ได้สืบประวัติวงมาก่อนอาจนึกว่าเป็นวงดนตรีเมืองนอกเสียด้วยซ้ำ กลางเดือนนี้ “The Whitest Crow” กำลังจะมีปาร์ตี้เปิดอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขาที่ใช้ชื่อว่า Bangkok Blondie

 

ที่มาของชื่อวง
“อยากได้ชื่อวงที่ให้ความรู้สึกลึกลับ และตรงข้ามกับความเป็นจริง” ฟร้อนท์แมนของวงที่มาพร้อมทรงผมสกินเฮดอย่าง ไตเติ้ล เอ่ยถึงที่มาของชื่อ The Whitest Crow ที่เราได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนจากช่วง Bedroom Studio ของคลื่นวิทยุเด็กแนว Fat Radio ณ ขณะนั้น ซึ่งจะเปิดผลงานของศิลปินหน้าใหม่ที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ “แต่พวกเราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสีขาวที่รูปลักษณ์ภายนอกนะ บางคนโดนตัดสินจากภายนอกมาตลอดว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่จริงๆ เขาอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้” ไตเติ้ลอธิบาย

แม้จะเป็นระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษนับตั้งแต่ The Whitest Crow ได้เข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาค่ายเพลงอินดี้คุณภาพอย่าง Rats Records รวมถึงซิงเกิ้ลแรกอย่าง Be With You ได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูปอย่างเป็นทางการ แต่อันที่จริงแล้วพวกเขารวมตัวกันมาตั้งแต่ราวๆ ปี 2010 – 2011 และทำเพลงออกมาเรื่อยๆ โดยสมาชิกทั้ง 4 คนทั้ง ไตเติ้ล – ปฏิภาณ สุวรรณสิงห์ (ร้องนำ, กีตาร์), เบ็น – นัทธพงศ์ พรหมจาต (กลอง), อ๋อง – วิศวชาติ สินธุวณิก (กีตาร์) และ แบงค์ นนทพัทธ์ พรหมจาต (เบส) เจอกันที่ชมรมดนตรีของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็มีหน้าที่ประจำอยู่ที่วงของตนเอง แต่อาจจะด้วยโชคชะตาหรืออะไรบางอย่าง ก็ได้นำพาพวกเขามาติดปีก และกลายร่างเป็นอีกาสีขาวที่เพียบพร้อมไปด้วยความสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

4

 

เรียกพวกเราว่าชาวร็อค
การที่จะมองหาคำจำกัดความแนวดนตรีของพวกเขาอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะทั้ง 4 สมาชิกขอเรียกมันสั้นๆ ว่าเป็น “เพลงร็อค” ด้วยความเชื่อที่ว่าแนวดนตรีที่ไม่แปรผันในทุกวันนี้มันตายไปสักพักแล้ว เรื่องราวของแฟชั่น งานศิลปะ การออกแบบ รวมถึงแนวดนตรี จึงมีการนำมาผสมผสานออกมาเป็นสิ่งใหม่ พวกเขาจึงไม่อยากยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า “นิยาม” จนเกินไปนัก

“เหมือนเราฟัง Radiohead หรือ Sigur Ros แล้วสรุปไม่ได้ว่า ดนตรีของพวกเขาคือแนวไหน พวกเราพยายามทำให้คนฟังฟังเพลงแล้วรู้สึกว่า นี่แหละ The Whitest Crow” อีกครั้งที่เป็นคำอธิบายจากไตเติ้ล

แต่หากลองได้ฟังแต่ละซิงเกิ้ลของพวกเขาก็จะพบว่า สีสันของสรรพเสียงที่มีการนำมาใช้นั้นน่าสนใจไม่น้อย อย่าง Give Up On Love ที่นำเอาความเป็นดิสโก้มาเป็นส่วนประกอบ ซาวนด์แบบฮาร์ดร็อคในซิงเกิ้ล Be With You และ Your Soul หรือแม้แต่กลิ่นอายเล็กๆ ของดนตรีดับและอาร์แอนด์บีจากเพลง Follow the Heart นั่นเอง

และอาจจะด้วยเหตุผลที่สมาชิกแต่ละคนในวงฟังเพลงที่ค่อนข้างกว้างและมีความแตกต่างกัน อย่าง แบงค์ น้องเล็กของวงจะชอบฟังโพสต์ร็อคและโพรเกรสซีฟ มี Pink Floyd เป็นวงในดวงใจ ส่วน เบ็น พี่ชายแท้ๆ ของแบงค์ก็ฟังทั้งเมทัล พังค์ บริตร็อค จนถึงฮาร์ดร็อค ในขณะที่ อ๋อง พี่ใหญ่ที่ชอบโดนน้องๆ แกล้งอย่างน่ารักน่าชังนั้นมี เอวริล ลาวีน เป็นศิลปินที่ให้แรงบันดาลใจ แต่พักหลังจะฟังหนักไปทางดรีมป๊อป รวมถึงซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วน ไตเติ้ล จะฟังเพลงค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ยุคของ Led Zeppelin, Pink Floyd จนมาถึงซาวนด์สังเคราะห์ของยุคปัจจุบัน แต่มักจะเน้นฟังไปที่ริฟฟ์และกรู๊ฟของเพลงเสียมากกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ช่วงไหนที่ใครฟังเพลงอะไรหรือศิลปินคนไหนที่น่าสนใจ ก็จะนำมาแชร์ให้ทุกคนในวงได้ฟังร่วมกัน และก่อเกิดเป็นไอเดียในการทำเพลงจนมาถึงทุกวันนี้

 

เนื้อเพลงภาษาอังกฤษ?
ช่วง 1-2 ปีให้หลังมานี้ หลายวงดนตรีในวงการเพลงอินดี้เลือกที่จะนำเสนอรูปแบบการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารผ่านเนื้อร้อง The Whitest Crow ก็เช่นกัน ซึ่ง ไตเติ้ล ผู้รับผิดชอบในการริเริ่มโครงของแต่ละเพลงทั้งหมดให้เหตุผลกับเราว่า “ผมชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษน่ะครับ ในบางมุมมันอาจจะดูเวอร์เกินไป และแม้ว่าเวลาเราได้ยินเพลงภาษาไทย ความหมายมันจะอินกว่า และเข้าสู่สมองของเราโดยตรง แต่เพลงภาษาอังกฤษมันทำให้ใครในโลกนี้ฟังก็ได้ มันเป็นภาษาสากล พวกเรามองถึงจุดที่เพลงของเราจะได้ไปเกือบทั่วทั้งโลก เดินทางไปถึงคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เปรียบง่ายๆ เหมือนพวกเราจะไปต่อยมวยชิงแชมป์โอลิมปิกในนามของประเทศไทยน่ะครับ”

ซึ่งการนำเสนอที่ The Whitest Crow เลือก ก็ทำให้พวกเขาเริ่มมีแฟนเพลงจากต่างประเทศมาฟอลโลว์ รวมถึงเว็บไซต์ดนตรีต่างประเทศที่เลือกเพลงของพวกเขาไปรีวิว แนะนำ และบางเว็บไซต์ถึงขั้นติดชาร์ตเลยก็มี

3

 

และถ้าฟังกันอย่างพินิจพิเคราะห์ มุมมองและเนื้อหาในเพลงของ The Whitest Crow นั้นค่อนข้างหนักเอาเรื่อง น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่อายุของสมาชิกวงแต่ละคนจะอยู่ในช่วง 22-25 ปีเท่านั้น แต่พวกเขากลับเลือกพูดถึงเรื่องชีวิตอย่างเข้มข้น หรือแม้แต่การจิกกัดสังคมได้อย่างแสบสัน ซึ่งมักจะเริ่มจาก ไตเติ้ล ที่ได้ไอเดียอะไรบางอย่างมา และส่วนใหญ่ก็จะมาพร้อมกันทั้งเนื้อร้องและทางคอร์ด หลังจากนั้นค่อยนำไปต่อยอด และเอามาให้เพื่อนๆ ในวงฟัง และหลังจากนั้นปฏิบัติการการคิดพาร์ตของแต่ละสมาชิกก็เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่บทสรุปสุดท้ายจะกลายมาเป็นแต่ละซิงเกิ้ลที่ทุกคนได้ยินได้ฟังกัน

 

ลีลาชวนโยกบนเวที
มีใครเคยทักไหมว่าลีลาบนเวทีของคุณช่างคล้ายคลึงกับ อเล็กซ์ เทอร์เนอร์ แห่งวง Arctic Monkeys? เราถาม ไตเติ้ล แบบตรงๆ “มีคนบอกเยอะมากครับ ถ้าเก็บเป็นตังค์ป่านนี้ผมน่าจะรวยแล้ว” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ซึ่งใครที่เคยดูโชว์ของ The Whitest Crow มาแล้วคงจะพอคุ้นกับลีลาและมาดกวนๆ ของหนุ่มไตเติ้ลอยู่บ้าง “ปกติผมก็ฟัง Arctic Monkeys อยู่แล้ว และอเล็กซ์ เทอร์เนอร์ ก็เป็นหนึ่งในไอดอลของผม แต่ผมคิดว่า ทุกอย่างมันเกิดจากสิ่งที่ผมสั่งสมและสะสมมา แล้วมันตกตะกอนออกมาอย่างที่ทุกคนได้เห็นเองตามธรรมชาติ” ไตเติ้ล อธิบาย

แต่หากจะพูดถึงโชว์โดยรวม The Whitest Crow เป็นหนึ่งในวงดนตรีรุ่นใหม่ที่มีพลังการแสดงสดในระดับที่สูงมาก “เวลาอยู่บนเวทีมันมาเองโดยอัตโนมัติ พวกเราคิดแค่ว่า ถ้าพวกเราสนุกกันก่อน คนที่มาดูก็น่าจะสนุกกับเราได้” อ๋อง มือกีตาร์หัวฟูเอ่ยปาก ส่วน เบ็น ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังผู้ควบคุมจังหวะทุกอย่างของวงก็เสริมว่า “พวกเราสนุกตั้งแต่ซ้อมวงกันแล้ว คือตอนซ้อมพวกเราก็เล่นเหมือนโชว์บนเวทีจริง” ก่อนที่นักร้องนำอย่าง ไตเติ้ล จะสรุปประเด็นนี้แบบตรงๆ ว่า “พวกเราไม่เคยต้องมาส่องกระจก แล้วดูว่า ต้องเล่นท่านี้นะ หรือจะเป็นท่านี้ดีไหม พี่นึกออกใช่หรือเปล่า” แน่นอนว่าเราเข้าใจ เพราะทุกครั้งที่ได้ดูโชว์ของ The Whitest Crow ไม่ว่าจะผ่านสายตาของตัวเองหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทุกสิ่งทุกอย่างจะปรากฏออกมาด้วยพลังแห่งความจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พวกเขารักเสมอ

7

 

ปาร์ตี้เปิดอัลบั้ม
กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา The Whitest Crow ปล่อยซิงเกิ้ลที่มีชื่อว่า Bangkok Blondie ซึ่งเปรียบเสมือนบทสรุปของทุกซิงเกิ้ลที่ผ่านมา และครอบคลุมความเป็น The Whitest Crow ได้มากที่สุดออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกัน โดยถือเป็นซิงเกิ้ลส่งท้ายก่อนที่ล่าสุดพวกเขาจะประกาศจัดปาร์ตี้เปิดอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิต คำถามจึงก่อเกิดขึ้นมากมาย… วงอินดี้รุ่นใหม่ กับอัลบั้มเต็ม… ในสภาพวงการเพลงบ้านเรา ณ ตอนนี้เนี่ยนะ?

“ถ้าจะให้อธิบายแบบรวบรัดที่สุดก็คือ สิ่งที่พวกเราทำมันเป็นนามธรรมมาตลอด อัลบั้มเต็มเป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถพูดได้ว่า นามธรรมที่เราทำมามันสามารถจับต้องได้แล้ว” ไตเติ้ลยังรับหน้าที่อธิบายอย่างต่อเนื่อง

โดยอัลบั้มที่มีชื่อว่า Bangkok Blondie จะวางจำหน่ายที่งาน Bangkok Blondie Album Launch Party ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม 2559 ที่ Play Yard by Studio Bar ลาดพร้าวซอย 8 เพียงที่เดียว และมีจำนวนเพียง 500 แผ่นสำหรับสาวกอีกาขาวตัวจริงเท่านั้น โดยไม่มีการวางจำหน่ายที่ร้านค้าทั่วไปแต่อย่างใด ส่วนใครที่อยากได้หลังจากนั้น คงต้องรออัพเดตเรื่องการสั่งซีดีอัลบั้มผ่านทางช่องทางแฟนเพจของวงต่อไป

“ถ้ามองถึงเป้าหมายที่ดูจับต้องได้มากที่สุด ก็คงเป็นการไปเล่นดนตรีที่ต่างประเทศ ให้ชาวโลกได้รู้จักว่าเรามาจากประเทศไทย เราเป็นคนไทย เราสามารถทำได้ ซึ่งมันก็เป็นภาพใหญ่ที่เราวาดเอาไว้ แต่ในอีกแง่เราก็ขอลุยไปเรื่อยๆ แค่มีคนร้องเพลงพวกเราได้ตอนไปเล่นสด มันเป็นความรู้สึกที่เกินบรรยายแล้ว พวกเราไม่อยากใส่ความหวังลงไปมาก เราจะพยายามคิดเสมอว่า จุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรีของพวกเราคือความชอบ และทำมันต่อไปเรื่อยๆ จะดีกว่า” ไตเติ้ลส่งท้าย

และหลังจากการพูดคุยเสร็จสิ้น ดูเหมือนว่าอีกาขาวฝูงนี้ไม่ใช่แค่กำลังทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง แต่พวกเขากำลังโบยบินและทำในสิ่งที่รักอยู่ภายใต้ปีกแห่งความเชื่ออันแข็งแกร่งมากกว่า คงต้องติดตามกันต่อว่า สถานีต่อไปของ The Whitest Crow พวกเขาจะบินร่อนลงสู่ ณ สถานที่แห่งใด

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.
Special Thanks: Rats Records