UMG-900x600

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การเจรจาต่อรองระหว่าง Spotify และ Universal Music Group (UMG) สำหรับสัญญาระยะยาวซึ่งค่อยๆ กลายเป็นข้อตกลงธุรกิจสื่อที่ตามมาด้วยความเสี่ยงโดย ลูเชียน เกรนจ์ ซีอีโอและประธานบริษัท Universal Music Group ทราบว่า Spotify จะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันหากจะเผยแพร่บริการสตรีมมิ่งสู่สาธารณะโดยไร้ซึ่งข้อตกลงกับค่ายเพลง ในขณะที่ แดเนียล เอค ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอแห่ง Spotify จำเป็นต้องลดค่าลิขสิทธิ์เพลงเพื่อแสดงให้เหล่านักลงทุนเห็นถึงผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ อย่างที่ทราบกันว่า สตรีมมิ่งกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสำหรับการฟังเพลง UMG รวมถึงค่ายเพลงอื่นๆ จึงต้องการเซอร์วิสบางอย่างเพื่อที่จะเปลี่ยนวิถีความคิดของผู้ที่ชอบฟังเพลงฟรีให้กลายมาเป็นสมาชิก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ธุรกิจดนตรีกลับมาดีดังเดิม

“สถานการณ์มันเหมือนช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเลย” ปีเตอร์ พาเทอร์โน หนึ่งในหุ้นส่วนของ King Holmes Paterno & Soriano กล่าวกับ บิลบอร์ด

แต่ก็ยังดีที่ไม่มีใครกดปุ่มทำลายล้างนั้น เพลงของค่าย Universal Music Group ยังคงมีให้ฟังใน Spotify เหมือนเดิม แม้จะยังไม่มีสัญญาระยะยาวและการอ่อนข้อของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าทั้ง 2 บริษัทได้มีการเจรจาสัญญาซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้ในสิ่งที่ต้องการ

อีกทั้ง โจนาธาน แดเนียล หุ้นส่วนของบริษัท Crush Music ซึ่งดูแลศิลปินอย่าง Sia และ Lorde กล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นให้ความรู้สึกราวกับว่า มันเป็นข้อตกลงที่สมเหตุสมผลเอามากๆ ที่ Spotify เปิดโอกาสให้ค่ายเพลงเข้ามามีบทบาท ในการกำหนดระยะเวลาเองได้ว่าผู้ฟังจะต้องจ่ายค่าบริการฟังเพลงในอัลบั้มนั้นๆ เมื่อไหร่ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนก็คือส่วนลดตามที่ค่ายเพลงต้องการ”

สัญญาฉบับจริงค่อนข้างมีรายละเอียดที่ซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเรตค่าลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่หากจะกล่าวสรุปให้พอเข้าใจได้ง่ายก็คือ ส่วนแบ่งรายได้ทุกวันนี้ที่ Spotify จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ค่ายเพลงนั้นคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย จะกลายเป็นราวๆ 52 เปอร์เซ็นต์ซึ่งน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยจะขึ้นอยู่กับสมาชิกที่บริษัทตั้งเป้าเอาไว้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายใด ในทางกลับกัน ศิลปินจากค่าย UMG จะสามารถกำหนดจำนวนอัลบั้มที่ผู้ฟังต้องจ่ายค่าบริการในการฟังหลังได้หลังจากอัลบั้มนั้นๆ วางจำหน่ายไปแล้ว 2 สัปดาห์  ซึ่งเป็นการยินยอมรับข้อเสนอหลังจาก Spotify ปฏิเสธไปในคราวก่อน

พวกผู้บริหารค่ายเพลงเริ่มกระซิบกระซาบกันมาได้พักนึงแล้วว่าการเจรจาต่อรองใช้เวลานานเนื่องจาก แดเนียล เอค ค่อนข้างลังเลว่าจะเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของการฟังเพลงฟรีดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยอม ซึ่งแหล่งข่าวนั้นใบ้ว่า โฮราซิโอ กูเตียร์เรซ ที่ปรึกษาทั่วไปของ Spotify มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ และการเจรจาก็ไม่สามารถยืดเยื้อไปได้มากกว่านี้แล้ว เนื่องจากสัญญาเงินกู้ในเดือนมีนาคม 2016 ระบุไว้ว่า หาก Spotify ไม่เผยแพร่บริการสตรีมมิ่งสู่สาธารณะภายในเดือนก่อนหน้านี้ เรตราคาก็จะเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆ 6 เดือน และต้องให้เงื่อนไขที่เอื้อต่อผู้ให้กู้ด้วย โดยดีลระหว่าง UMG และ Spotify นั้นมีมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งก็สร้างแรงจูงใจอย่างมหาศาลให้ต้องเปิดบริการสู่สาธารณะ และความสำเร็จของ IPO หรือการเสนอขายหุ้นใหม่ให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรกก็ทำให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ได้ประโยชน์ ซึ่งสร้างความเท่าเทียมระหว่าง 2 บริษัท ถึงแม้ว่าตอนนี้ผู้บริหารถือว่ารายได้ที่พวกเขาสร้างขึ้นเองจะสำคัญกว่ามากก็ตาม มากไปกว่านั้น ความสำเร็จทางด้านการเงินของ Spotify ช่วยทำให้การลงทุนรวมถึงการแข่งขันของค่ายเพลงในโลกออนไลน์สามารถเดินหน้าต่อได้

Spotify ยังคงต้องการทำสัญญาระยะยาวกับค่าย Sony Music Entertainment, Warner Music Group รวมถึงคอมมูนิตี้ของค่ายเพลงอินดี้อีกด้วย ทว่ามันก็ยังไม่ใกล้เคียงกับความสำเร็จสักเท่าไหร่ ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือ เงิน นั่นเอง โดยแหล่งข้อมูลจากค่ายเพลงหนึ่งกล่าวว่า “Spotify ต้องการลดส่วนแบ่งรายได้ที่ค่ายเพลงจะได้เพื่อที่จะมี IPO ซึ่งพวกเราเข้าใจในจุดนั้น แต่ทำไมพวกเราจะต้องโอเคกับดีลที่จะทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงด้วยล่ะ?”

การที่ UMG และ Spotify ตกลงทำเงื่อนไขร่วมกันทำให้ Spotify กล้างัดข้อกับค่ายเพลงอื่นๆ เพราะว่าค่ายอื่นไม่ต้องทำสัญญาแบบเดียวกันนี้เพื่อปล่อยเพลง อีกทั้ง UMG ที่ในไตรมาสแรกของปี 2017 มีส่วนแบ่งรายได้ในตลาดเพลงสหรัฐฯ ถึง 35.7 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้เริ่มวางโครงสร้างสำหรับข้อกำหนดทางดิจิตัลอีกด้วย “นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่จะกลายเป็นมาตรฐานของวงการดนตรี” รัสส์ ครุปนิค หุ้นส่วนผู้จัดการจาก MusicWatch กล่าว

Adele900
Taylor900

อเดล และ เทย์เลอร์ สวิฟต์ สองศิลปินที่ไม่ยอมเอาผลงานเพลงของตัวเองลง Spotify
(Photos by: Billboard)

ความสามารถในการจำกัดจำนวนเพลงที่ผู้ฟังจะต้องจ่ายค่าบริการให้ Spotify อาจไม่มีค่ามากเท่าที่มันควรจะเป็นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ศิลปินที่ต่อต้าน Spotify อย่าง อเดล หรือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งไม่ยอมเอาผลงานของตัวเองลง Spotify ตั้งแต่แรก ก็อาจลืมไปว่าแฟนสมัยนี้ไม่ชอบซื้อเพลงหรือแม้แต่กระทั่งดาวน์โหลดเพลงอีกต่อไปแล้ว “ผมไม่คิดว่าการซื้อเพลงหรือการดาวน์โหลดเพลงจะเวิร์คนอกจากจะเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ หรอกนะ” เอลเลียต กรอฟฟ์แมน หุ้นส่วนของ Carroll Guido & Groffman กล่าว “สิ่งที่น่าจะโฟกัสควรจะเป็นการผลักดันการเข้าถึงการฟังแบบฟรีมากกว่า”

ดีลของ UMG สามารถทำแบบนั้นได้ ถึงแม้ว่าการนำอัลบั้มออกจากบริการฟังเพลงฟรีของ Spotify จะทำให้ผู้ฟังโยกย้ายไปสู่ iTunes รวมถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ นานา เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์จะลดลงเว้นแต่ว่า Spotify จะสามารถทำจำนวนสมาชิกตามที่วางเป้าไว้ได้ “ข้อตกลงดังกล่าวกระตุ้นให้พวกเขาเพิ่มจำนวนสมาชิกแทนที่จะทำให้การฟังฟรีเติบโตเพียงอย่างเดียว” ค่ายเพลงกล่าว “ถ้าสมาชิกเพิ่มขึ้น ศิลปินและค่ายเพลงก็จะสร้างเม็ดเงินได้มากขึ้น”

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันเข้มข้นซึ่งอาจทำให้วงการธุรกิจสตรีมมิ่งเพลงที่เหลือต้องทำตาม แม้ว่าค่ายเพลงบางค่ายอาจจะยังขอรอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน “Universal คือค่ายที่จะเป็นตัวตัดสิน ว่าธุรกิจนี้จะได้รับการขยับขยายหรือไม่” มาร์ค มัลลิแกน นักวิเคราะห์ที่ MIDiA Research กล่าว “และนี่แหละคือก้าวต่อไปของการร่วมงานกันระหว่างค่ายเพลงและบริการสตรีมมิ่ง”

 

Story by: Robert Levine
Illustration by: Remie Geoffroi
Translated by: Chanon B.