whal&dolph-900-7

ลองหลับตาจินตนาการถึงภาพอันงดงามใต้ท้องทะเลสีคราม ฝูงปลาน้อยใหญ่ต่างแหวกว่ายไปตามความรู้สึกอันอิสระ เพียงแต่มีสัตว์น้ำ 2 ตัวที่สะพายกีตาร์ คอยขับกล่อมบทเพลงให้เพื่อนร่วมโลกได้สัมผัสถึงสุนทรียะทางท่วงทำนอง พวกเขาคือวาฬและโลมา กับมิตรภาพที่ก่อเกิดเป็นวงดนตรีดูโอ้คู่ใหม่ของวงการดนตรีบ้านเราภายใต้ชื่อ Whal & Dolph

 

เรามีนัดกับ ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (กีตาร์, ร้องนำ) และ น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) คือ 2 สมาชิกแห่งวง Whal & Dolph (อ่านว่า วาฬแอนด์ดอล์ฟ) ณ โซนตลาดปลาสวยงาม สวนจตุจักร ในบ่ายวันหนึ่งท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าว ซึ่งใครหลายคนที่ติดตามเพจของวงคงทราบกันดีกว่า น้ำวน มีชื่อในวงการที่เรียกกันติดปากไปเรียบร้อยแล้วว่า ‘คุณวาฬ’ ในขณะที่ ปอ คือ ‘คุณดอล์ฟ’ นั่นเอง และวงดนตรีวงนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นจากคำว่า… เพื่อน

“ก่อนหน้านี้ผมกับปอมีวงร็อคด้วยกันทั้งคู่” น้ำวนกล่าวถึงวง The Public Mansion ส่วน ปอ เองก็เคยมีวงที่ชื่อ The Jogging Boys และ Fits ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงพักวงกันทั้งหมด และน้ำวนก็เผยต่อว่า “แต่ด้วยพื้นฐานของผมน่ะชอบคิดเพลงหรือสร้างไลน์กีตาร์ในแนวทางป๊อป ซึ่งเอาไปใช้กับวงของตัวเองกันไม่ได้ ก็เลยชวนปอมาทำไซด์โปรเจกต์เสียเลย”

whal&dolph-900-3

นั่นอาจเป็นเพียงความคิดริเริ่มที่เพื่อนซี้ทั้ง 2 คนอยากจะทำอะไรสนุกๆ ด้วยกัน แต่จากการที่จะปล่อยเพลงป๊อปออกมาสัก 1 ซิงเกิ้ลก็เพียงพอ กลับกลายมาเป็นความจริงจังที่พวกเขาต่อยอดไปจนถึงอัลบั้มเต็มกันเป็นที่เรียบร้อย โดยย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณวาฬ ได้รังสรรค์ไลน์กีตาร์เพลง ยิ้ม และส่งต่อมายังมือของ คุณดอล์ฟ ที่ทำการเขียนเนื้อเพลงท่อนแรกของเพลงดังกล่าวขึ้นมา และใช้เวลาอีกร่วม 1 ปี กว่าที่เพลง ยิ้ม จะเสร็จสิ้นทุกกระบวนการ และปล่อยออกมาให้ทุกคนได้ฟังในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง

หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดพวกเขาจึงแทนตัวเองให้เป็นสัตว์น้ำ 2 ชนิด และตั้งชื่อวงขึ้นมาว่า Whal & Dolph เราเองก็สงสัยไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งคุณดอล์ฟก็ขอเป็นตัวแทนตอบในประเด็นนี้ “แวบแรกคือรู้สึกว่า เราเป็นเพื่อนกัน และเราควรจะเป็นสัตว์สักตัว แล้วความคิดที่จะเป็นสัตว์น้ำก็ลอยขึ้นมาจากคลิปไลน์กีตาร์ที่คุณวาฬส่งมาพร้อมกับรูปโลมาครับ” ก่อนที่คุณวาฬจะเสริมต่อว่า “เราก็เลยมองต่อว่า สัตว์ตัวไหนที่พอพูดถึงตัวนี้ แล้วมันจะนึกถึงอีกตัวหนึ่งโดยอัตโนมัติ”

และวาฬกับโลมาก็กลายเป็นคำตอบแรกและคำตอบสุดท้ายในใจของพวกเขา มากไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังมองว่า โลกแฟนตาซีที่พวกเขาสร้างขึ้นมาน่าจะเป็นคอนเทนต์ที่สามารถนำไปต่อยอดเรื่องราวได้หลากหลายและน่าสนใจนั่นเอง “ทุกวันนี้พอคนเห็นอะไรเกี่ยวกับวาฬและโลมาในโลกโซเชียลก็จะแท็กมาหาพวกผม ทุกคนก็เรียกผมว่าคุณวาฬ เรียกปอว่าคุณดอล์ฟไปแล้ว ซึ่งผมว่ามันก็แอบสำเร็จตามที่คิดไว้เหมือนกัน” คุณวาฬกล่าว

แม้ว่าซิงเกิ้ลเปิดตัวอย่าง ยิ้ม จะใช้เวลาทำนานถึง 1 ปี แต่นั่นก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหาทิศทางของซาวนด์ดนตรีของ Whal & Dolph อย่างแท้จริง “ก็งมหากันอยู่นานพอสมควรครับ ตอนแรกเพลง ยิ้ม นี่กะจะมีกีตาร์ตัวเดียว แล้วผมร้อง แต่พี่แน็ต (สรรพวิท สร้อยคำ) มือกีตาร์วง Summer Dress ก็แนะนำว่า พวกเราควรจะมีกีตาร์อีกตัว” คุณดอล์ฟเผยถึงเรื่องราวที่มาจุดประกายแนวทางของวง โดยปกติคุณวาฬจะเล่นกีตาร์แบบฟิงเกอร์สไตล์หรือตีคอร์ดธรรมดา คุณดอล์ฟจึงต้องเสริมในเรื่องของการโซโล่กีตาร์เข้าไปพร้อมกับที่เขาจะต้องร้องเพลงไปด้วย ซึ่งเขายอมรับว่า ต้องฝึกหนักอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ทุกเพลงของ Whal & Dolph ยากหมดเลยนะ ถ้าฟังดีๆ คนฟังจะไม่รู้ว่า ผมเล่นกีตาร์โซโล่ อยากให้คนฟังรู้สึกว่าเหมือนมีมือกีตาร์อีกคนเล่นอยู่ ส่วนผมมีหน้าที่ร้อง แต่ต้องเอา 2 คนนั้นมารวมเป็นผมคนเดียว และที่สำคัญ ต้องฟังแล้วเพราะด้วย” คุณดอล์ฟแจกแจงถึงรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่ากระแสตอบรับจากเพลง ยิ้ม จะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร แต่คุณวาฬและคุณดอล์ฟก็มองว่าเพลงดังกล่าวเหมาะสมที่จะเป็นซิงเกิ้ลแนะนำตัววง Whal & Dolph อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นพวกเขาก็ปล่อย Live Session เพลงเนื้อหาเศร้าอย่าง ออกมา ต่อเนื่องด้วยอารมณ์โรแมนติกจากเพลง นานนาน ที่ปล่อยออกมาในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ และล่าสุดกับเพลง โอ๊ย ที่กลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ด้วยความที่ซิงเกิ้ลแรกของเรามีกีตาร์โปร่ง 2 ตัว สแนร์ และซาวนด์เอฟเฟกต์บางอย่าง คนฟังก็อาจจะคิดว่าพวกเราเป็นวงโฟล์คหรือวงอะคูสติกหรือเปล่า เคยมีสื่อมาสัมภาษณ์ว่า เพลงในอัลบั้มเป็นแนวนี้หมดเลยเหรอ เราก็เลยบอกไปว่า ไม่ใช่ เราเป็นทุกแนวเลย” คุณดอล์ฟกล่าว ก่อนที่ทั้งสองจะอธิบายต่อว่า 4 แทร็คในอัลบั้มอีพี Craft ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะมีความเป็นอะคูสติกค่อนข้างสูง ส่วน นานนาน ก็จะเป็นฟูลแบนด์ ในขณะที่ โอ๊ย ก็มีกลิ่นอายอาร์แอนด์บี รวมถึงบีตของกลองที่มีความเป็นดนตรีฮิปฮอปอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าแนวดนตรีของ Whal & Dolph เรียกว่าอะไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนฟังฟังแล้วรู้ว่าเป็นเพลงของ Whal & Dolph ในทันทีนั่นเอง

มากไปกว่านั้น การที่คุณวาฬและคุณดอล์ฟเลือกที่จะนำแนวดนตรีอันหลากหลายที่อยู่บนพื้นฐานของดนตรีป๊อปมาผสมผสานเอาไว้ในอัลบั้มเต็ม กับเพลงทั้งหมด 13 แทร็คที่คาดว่าน่าจะได้ฟังกันภายในปีนี้ก็เนื่องจากพวกเขาคิดว่า การที่อัลบั้มมีเพียงแนวเพลงเดียวอาจทำให้เกิดอาการเลี่ยนในการฟังได้นั่นเอง ซึ่งคุณดอล์ฟก็กล่าวว่า “เราไม่ได้ตีกรอบการทำเพลงของเราว่าต้องเป็นอย่างไร แค่เราอยากฟังมันแบบไหน เราก็ทำมันออกมาอย่างนั้น”

whal&dolph-900-8

ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ

แม้ว่าพวกเขาจะนำเสนอตัวตนผ่านโลกแฟนตาซีในการเป็นสัตว์น้ำ 2 ชนิด ทว่าเรื่องราวในบทเพลงกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงแทบทั้งสิ้น “มันเหมือนไดอารี่เล่มหนึ่งของคุณดอล์ฟและคุณวาฬ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมมากกว่า” คุณดอล์ฟ ผู้ซึ่งมีหน้าที่หลักในการแต่งเพลงเผย ซึ่งเขามองว่า การเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงจะทำให้คนฟังสามารถสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นได้ เมื่อรู้สึกเศร้าก็แต่งเพลงเศร้า มีความสุขก็แต่งเพลงที่ฟังแล้วมีความสุข รวมถึงการที่แต่ละเพลงมีชีวิตของมันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการนำเสนอบทเพลงใดบทเพลงหนึ่ง

คุยกันมาพักใหญ่ เราสัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นของพวกเขาทั้งสองผ่านแววตาและน้ำเสียง แต่กระนั้น สัตว์น้ำทั้ง 2 ตัวนี้ก็ยังมีแง่มุมสนุกสนานผ่านการสวมบทบาทเป็นคุณวาฬและคุณดอล์ฟในโลกโซเชียล “ในทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กทุกคนจะเรียกเราว่าเจ้าปลา คุณปลา แล้วเราจะเรียกเขาว่าเจ้ามนุษย์” คุณดอล์ฟเล่าให้เราฟัง ซึ่งเขาก็เผยต่อว่า ทุกอย่างของ Whal & Dolph จะเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับแฟนเพลง หรือแม้กระทั่งการเล่นสดบนเวทีก็ตาม “ธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุด เราไม่ควรไปบีบตัวเองว่าต้องเท่หรือเป็นแบบใคร เราเป็นอย่างที่เราเป็นดีกว่า ถ้าคนจะชอบก็ชอบเพราะเราเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ชอบเพราะว่าเราถูกจับไปใส่ชุดหล่อๆ” แม้จะจบสิ้นประโยคของคุณดอล์ฟด้วยเสียงหัวเราะ แต่เราสัมผัสได้ถึงความจริงจังที่ส่งต่อมายังเรา

whal&dolph-900-8

น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ ตอนนี้ Whal & Dolph อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก แล้วความสุขในทุกวันนี้ของพวกเขาทั้งสองคืออะไร “เราดีใจมากที่ทุกวันนี้คนยังแชร์เพลงทุกเพลงของเรา” คุณดอล์ฟตอบเป็นคนแรก “มันไม่ใช่เรื่องยอดวิวหรืออะไร การที่แฟนเพลงสามารถสัมผัสใจความสำคัญของเพลงที่เราสื่อออกไปได้จริงๆ ต่างหากคือสิ่งสำคัญ มีคนเอาเพลง นานนาน ไปบอกรักกัน คุณฟังเพลง ยิ้ม แล้วต้องยิ้ม คุณฟังเพลง แล้วต้องรู้สึกเศร้า เจ็บปวด สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้เรามีความสุข” ส่วนคุณวาฬก็มีมุมมองไม่ต่างกันเท่าใดนัก “ผมมองว่าเพลงคือการสื่อสารชนิดหนึ่ง การที่คนฟังมีฟีดแบ็ค หรือเพลงของเรามีเอฟเฟคต์กับคนฟัง แสดงว่าเรื่องการสื่อสารเราผ่านนะ ซึ่งเราสองคนภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

คุณวาฬเล่าให้เราฟังต่อถึงความคาดหวังบางอย่างที่พวกเขาอยากจะทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ “ผมกับคุณดอล์ฟเคยคุยกันว่า อยากให้เพลงของ Whal & Dolph เป็นเหมือนเพลงของค่ายเบเกอรี่ มิวสิค ในยุคนั้นที่อยู่ในยุคนี้น่ะครับ” โดยพวกเขามองว่า ยุคของ เบเกอรี่ มิวสิค เป็นยุคที่ดี มีเพลงหลากหลายแนว และเป็นเพลงเพราะที่ทุกวันนี้คนยังเปิดฟังกันอยู่ แถมคุณดอล์ฟยังเล่าเหตุการณ์ที่ไอดอลของเขาอย่าง โยคี เพลย์บอย (โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา) แชร์เพลง โอ๊ย ไปที่เฟซบุ๊กส่วนตัว แถมยังให้กำลังใจพวกเขาด้วยประโยคที่ว่า “ทำเลยนาย มันคือยุคของพวกนายแล้ว” อีกด้วย

ส่วนเป้าหมายระยะไกล คุณวาฬและคุณดอล์ฟยังไม่ได้มองไปถึงจุดนั้น ในตอนนี้พวกเขาเพียงแค่อยากทำทุกเพลงออกมาให้ดีที่สุด อยากให้คนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอยากมีงานเล่นสดที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จะสามารถสื่อสารความรู้สึกในบทเพลงไปสู่คนฟังได้ดีกว่าการฟังจากสตูดิโอเวอร์ชั่นด้วยซ้ำไป

เมื่อเราถามถึงแนวโน้มของแวดวงดนตรีอินดี้ในปีนี้ พวกเขาก็มีความคิดเห็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว “วงการเพลงอินดี้จะเป็นอย่างไรมันขึ้นอยู่กับศิลปิน ไม่ได้อยู่ที่คนฟัง มันไม่ใช่แค่คุณส่งเพลงไปให้คนฟังแล้วบอกว่าช่วยหน่อย แต่คุณต้องทำเพลงออกมาแล้วมีคนหันมาบอกว่า ดีว่ะ เราช่วยคุณเอง ซึ่งนอกจากเพลงจะต้องดีแล้ว คุณต้องอัดให้ดี ต้องมีการพรีเซ้นท์วงที่ดีด้วย” คุณดอล์ฟกล่าว

ในขณะที่คุณวาฬมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยากอยู่เหมือนกัน “เวลาคุณปล่อยเพลงอะไรออกมาที่บอกว่าไม่มีคนฟัง ผมว่าจริงๆ แล้วเขาได้ฟังหมดแหละ แต่ถ้าเขาไม่ได้ประทับใจก็คงฟังแค่รอบเดียวแล้วก็ผ่านไป ผมว่าก็ต้องหันมามองตัวเองบ้างว่าทำไม เราไปโทษคนอื่นไม่ได้หรอกว่าทำไมไม่ฟัง เขาไม่ชอบ เขาเลยไม่ฟังมันก็ถูกต้องแล้ว สัปดาห์หนึ่งศิลปินปล่อยเพลงกันเป็นสิบ เต็มที่ 1 วันคนก็ลืมแล้ว ถ้าเพลงคุณไม่ดีจริงมันหายไปแน่นอน สิ่งสำคัญคือต้องทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุด เอาจริงเอาจัง และทำงานให้หนักเข้าไว้”

whal&dolph-900-4

ท้ายที่สุด Whal & Dolph มีบางสิ่งบางอย่างที่อยากฝากไปถึงเหล่ามนุษย์ทั้งหลายที่อาจจะยังไม่รู้จักพวกเขามากนัก โดยคุณดอล์ฟขอฝากว่า “เดี๋ยวเราก็ได้รู้จักกันครับ วันหนึ่งเพลงของเราจะไปถึงหูของพวกคุณแน่นอน และถ้าวันนั้นคุณรู้จักพวกเราแล้ว แปลว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว” ส่วนคุณวาฬก็มีข้อความส่งตรงถึงคนฟังเช่นกันว่า “รออยู่กับที่นั่นแหละครับ เราจะพาเพลงของเราไปหาถึงที่เอง ซึ่งถ้าเราทำไม่สำเร็จ ก็หมายความว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอ แต่เราก็จะทำต่อไปครับ”

 

วาฬและโลมาคู่นี้ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์บทเพลงต่อไป เพราะเพียงแค่มีเพลงที่ดี มีเพลงที่พวกเขาชอบและรักอย่างมากมาย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับวงดนตรีวงหนึ่ง และที่สำคัญก็คือ พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Purin A.