zeal-21

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อ 14 ปีที่แล้ว Zeal เป็นอีกหนึ่งวงดนตรีที่โดดเด่นด้วยการนำเอาเสียงสังเคราะห์มาเป็นตัวละครเอกโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งดนตรีร็อคได้อย่างลงตัว อัลบั้มอย่าง Zeal (2002), Trip (2004), Space (2005), 4Real (2008) และ Glow (2011) รวมถึงเพลงฮิตที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้ง เหวี่ยง, สองรัก, จูบลา, ล้มทั้งยืน, ดาว ฯลฯ ต่างเป็นข้อพิสูจน์ชั้นเยี่ยมว่าพวกเขาชัดเจนในตัวตนมากแค่ไหน แม้ว่าในช่วงหลังหลายคนอาจจะพบเห็น Zeal กับภาพลักษณ์วงป๊อปร็อคทั่วไปที่มาพร้อมกับเพลงประกอบโทรทัศน์ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอกลักษณ์เฉพาะตัวทางซาวนด์ของ Zeal ก็กลับมากับซิงเกิ้ล Zero รวมถึงการโยกย้ายสู่การทำงานภายใต้สังกัดใหม่อย่าง Brew Music ในเครือ Music Move Entertainment และก่อนที่จะได้ฟังซิงเกิ้ลใหม่จากพวกเขา เราจึงชวนสมาชิกทั้ง 5 คนไม่ว่าจะเป็น เป๊กซ์ – ปราชญ์ พงษ์ไชย (ร้องนำ), ชุ – ณัฐบวร เศรษฐกนก (กีตาร์), ศิลา – ศิลา นามเทพ (กีตาร์), ป๊อก – ต่อยศ จงแจ่ม (เบส) และ เคน – ปรัชญา มีบำรุง (กลอง) มาพูดคุยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับบทบาทในการเป็นเจ้าพ่อเพลงละครอย่างที่ใครหลายคนเรียกกัน รวมถึงความฝันครั้งใหม่ของ Zeal ที่เริ่มต้นจากซิงเกิ้ลที่ 0 อย่าง Zero ที่ได้ยินได้ฟังกันไปแล้ว

 

ห่างหายจากอัลบั้มชุดที่แล้วอย่าง Glow ไปประมาณ 5 ปี ผลงานส่วนใหญ่ของ Zeal ที่ได้เห็นกันมักจะเป็นเพลงประกอบละคร?
ป๊อก : มันเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกันมากกว่า คือ ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) เขารู้จักกับผู้จัดละครหลายท่าน แล้วละครเขาอยากได้เพลงประกอบที่เป็นแนวป๊อปร็อคหน่อยด้วย ก็ตกปีละ 1 เพลง
เป๊กซ์ : สุดท้ายแล้วทั้งช่วงชีวิตของพวกเราก็ได้ไปทำเพลงที่เกี่ยวกับละครเยอะมาก ผมว่าเกือบ 10 เพลงได้ ก็เลยอาจเป็นที่มาที่หลายคนอาจคิดว่า Zeal เป็นเจ้าพ่อเพลงละครหรือเปล่า
ป๊อก : แล้วช่วงหลังๆ เพลงที่ทำออกไปประสบความสำเร็จด้วย แต่เพลงอย่าง สมรภูมิไฟ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพลงละครที่ดุเดือดพอสมควรก็อาจจะไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก คนฟังก็เลยรู้สึกว่า Zeal เป็นตัวแทนของเพลงละครช้าๆ ป๊อปๆ ขนาดนี้แล้วเหรอ

แต่ในที่สุด Zeal ก็กลับมาพร้อมซิงเกิ้ลที่ชื่อ Zero ที่กระแสตอบรับค่อนข้างดีมาก?
ชุ : คือก่อนจะเป็นเพลงนี้ พวกเราก็ทำเพลงสะสมมาเรื่อยๆ แต่ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยให้แต่ละคนคิดกันมาคนละเพลง คล้ายๆ มาประกวดกันว่า เพลงของใครเหมาะจะเป็นซิงเกิ้ลแรกของพวกเราในยุคสมัยนี้ที่สุด
เป๊กซ์
: ซึ่งเพลงนี้จริงๆ มีหลายนัยยะ จะมองเป็นเรื่องของความรักก็ได้ หรือจะมองว่าเป็นเรื่องการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของคนๆ หนึ่งก็ได้ แล้วแต่ว่าใครจะเสพย์ในมุมไหนมากกว่า เพลงนี้ ศิลา ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของวงเป็นคนแต่ง คือศิลาเข้าใจแล้วว่าวง Zeal เป็นอย่างไร หนึ่งคือ ศิลา เป็นแฟนเพลงของวง Zeal มาก่อน สองคือรู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งช่วงหลังๆ ศิลา ก็จะมาเป็นหลักในเรื่องของการคิดและทำดนตรี

เรียกได้ว่า ลบภาพเจ้าพ่อเพลงละคร และกลับมาเป็นตัวตนของ Zeal อย่างแท้จริง?
เป๊กซ์ :
วิธีคิดต่างกันมากกว่าครับ ตอนทำเพลงละคร เราก็จะคิดเพลงขึ้นมาเพื่อซัพพอร์ตตัวละครนั้นๆ แต่ถ้าเป็นเพลงในอัลบั้มของ Zeal จริงๆ เราก็ใส่นู่นนี่นั่นลงไปได้มากกว่า
ศิลา : เท่าที่เห็นจากฟีดแบ็ค หลายคนบอกว่า คิดถึง Zeal อัลบั้มแรกๆ นะ คิดถึงเพลง เหวี่ยง หรือ ล้มทั้งยืน แต่อาจจะฟังง่ายกว่า ซึ่งผมก็ได้แรงบันดาลใจมาจากอัลบั้มแรกๆ ของ Zeal ประมาณหนึ่งด้วย ผมลองจินตนาการว่า ตอนวง Zeal ทำเพลงสมัยก่อนนั้นเป็นอย่างไร
เคน : แต่เพลงนี้ก็จะมีพาร์ตของดนตรีร็อคนำอยู่พอสมควร ไลน์กีตาร์จะเด่นขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ Zeal จะมีความเป็นอิเล็กทรอนิกส์หรือเสียงซินธ์ที่ดุหน่อย

แว่วมาว่ากำลังจะปล่อยซิงเกิ้ลถัดไปกันด้วย?
เป๊กซ์ : ก็เดี๋ยวรอช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนครับ น่าจะเป็นเพลงช้าขยี้อารมณ์ที่แฟนๆ คิดถึงกัน (หัวเราะ)

มีแววจะต่อยอดไปถึงอัลบั้มเต็มบ้างไหม?
ป๊อก : ยังครับ แต่แม้ว่าพวกเราจะทำเพลงออกมาในรูปแบบซิงเกิ้ลก็จริง แต่เราจะมองทั้งหมดเป็นภาพรวมของอีพีอัลบั้ม เราอาจจะไม่ได้เข้าห้องอัดทีเดียว 5 เพลง ค่อยๆ คิดทำไปทีละเพลง แต่ก็จะเป็นความคิดที่อยู่ในก้อนเดียวกัน คอนเซ็ปต์และไดเรกชั่นแบบเดียวกัน ไม่แน่ว่ากลางปีหน้าเราอาจจะรวมมาเพื่อเป็นอีพีอัลบั้มให้แฟนเพลงก็ได้ ที่คิดแบบนี้ก็เพราะว่า สมมุติถ้าทำไปสัก 4-5 เพลง ไดเรกชั่นในงานชิ้นนั้นมันอาจจะจบด้วยจำนวนเพลงเพียง 5 เพลงก็เพียงพอก็ได้ หลังจากนั้นก็อาจจะมานั่งคุยกันใหม่ พวกเราอาจจะอินกับสิ่งใหม่ๆ แล้ว มันก็สามารถเปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นว่าใน 1 ไดเรกชั่นหรือ 1 ชิ้นงานจะต้องเป็น 10 เพลงเสมอไปสำหรับยุคสมัยนี้ แต่จะว่ากันตามจริง Zero ไม่ใช่ซิงเกิ้ลแรกนะ แต่มันคือซิงเกิ้ลที่ 0

zeal-4

 

ซิงเกิ้ลที่ 0… เราไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม?
ป๊อก : เลขศูนย์มันคือจุดเริ่มต้นของกระบวนความคิดว่าเราจะเดินไปอย่างไร ก่อนจะเดินไปยังจุดที่ 1-10 เราต้องยืนอยู่ในจุดนี้เสียก่อน มันคือจุดยืนจุดแรกของความฝัน นั่นคือ Zero

แล้วความฝันในครั้งนี้แตกต่างจากความฝันครั้งก่อนๆ อย่างไรบ้าง?
ป๊อก : คือ ณ ตอนนี้มันเป็นเรื่องของความสนุกในการที่เราจะเดินหน้าต่อ ที่ผ่านมา 15 ปีในนาม Zeal ก็เป็นสิ่งที่พวกเราอยากทำ แล้วสิ่งที่เราอยากทำในทุกวันนี้ล่ะ? ช่วงต้นปีเรามีคอนเสิร์ตปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ทั้ง Zeal Rare Live หรือ Zeal Back to Zero เราก็มีค่ายเพลงคอยให้การสนับสนุน แต่ถามว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ Zeal อยากจะให้เกิดขึ้นคืออะไร Zeal อยู่ด้วยกันมา 15 ปีไม่เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่ ถามว่าอยากจัดไหม… อยากจัด แต่คอนเสิร์ตใหญ่ไม่ได้พรวดพราดออกมาได้เหมือนคนท้องเสีย เราต้องดูความพร้อมในหลายๆ ส่วน วงเราอยากให้มีอยู่แล้ว แต่แฟนเพลงจำนวนเท่าไหร่ที่พร้อมจะเฮไปกับพวกเรา ถ้าสมมุติว่าแฟนเพลงพร้อม แล้วมีผู้สนับสนุนหรือเปล่า บอกตามตรงว่ามันเป็นหนึ่งในความฝันของพวกเรา แต่หากจะจัดต้องพร้อมมากๆ จริงๆ ไม่ใช่จัดแล้วเฟล ซึ่งนั่นก็จะทำให้ทั้งวงและผู้จัดรู้สึกแย่ไปด้วย
เคน : หรืออย่างผมก็อยากพาวงไปเล่นต่างประเทศให้ได้สักครั้งในช่วงชีวิตของการเป็นนักดนตรี ได้ไปเจอแฟนเพลงไทยในต่างประเทศบ้าง ถ้าถึงจุดนั้นจริงๆ แล้วก็ค่อยคิดกันต่อว่าจะเดินไปสู่อะไรอีก

2 คอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ผ่านมา เราสัมผัสได้ถึงความสุขบนเวทีของพวกคุณอย่างเต็มเปี่ยม?
ป๊อก : ถ้าเป็นเรื่องที่เห็นผมยิ้มน่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า เล่นผิดว่ะ (หัวเราะ) อย่างโชว์แรก Zeal Rare Live เป็นเซ็ตเพลงที่พวกเราไม่เคยได้เล่นสดเลย แล้วก็ต้องยอมรับว่า เพลงของ Zeal สมัยก่อนจะมีความซับซ้อนและความหลากหลายในเรื่องการเรียบเรียงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคีย์เพลง หรือแพทเทิร์นแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้ฟังจากเพลงทั่วๆ ไป ซึ่งตอนซ้อมก็โอเคระดับหนึ่งแล้วนะ แต่พอถึงวันเล่นจริงทั้งตื่นเต้น แล้วมันห่างหายจากการโชว์ในลักษณะนี้มานาน ก็ต้องพยายามส่งอารมณ์สนุกๆ หากันแก้เขิน การเล่นดนตรีไม่ใช่แค่การขะมักเขม้นเล่นอยู่คนเดียว

ทีมเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวงดนตรี?
ป๊อก : วงดนตรีคือการผสมเสียงทุกอย่าง เสียงดนตรีของแต่ละคนจะต้องนำเอามาผสมกันเพื่อให้เกิดความไพเราะ ถ้าไม่มีทีมเวิร์ก ไม่ฟังกัน ต่างคนต่างเล่น ก็พังเลยนะ มันยิ่งกว่าคำว่าสำคัญเสียอีกสำหรับทีมเวิร์กกับการเล่นดนตรี
เป๊กซ์ : บางทีวงก็ต้องมานั่งพูดคุยกัน ก่อนโชว์จะเริ่ม ทุกคนอาจพบเจอปัญหาหรือเรื่องราวอะไรก็ตามมา แต่พอขึ้นไปบนเวทีก็ควรจะต้องลืมทุกอย่าง และโฟกัสอยู่กับงานหรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ ถ้าทำตรงนั้นไม่ได้ วงก็เดินหน้าไม่ได้เช่นกัน พวกผมเคยคุยกันว่า ถ้าพลังงานส่งไปไม่ถึงคนดูข้างล่าง ก็อย่าไปโทษพวกเขา เพราะคุณไม่ยอมส่งพลังงานลงไปเอง บนเวทีคุณจะวอกแวกไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่นักดนตรีอาชีพพึงจะกระทำ

เคยทะเลาะกันบ้างไหม?
ป๊อก : ถ้าบอกว่าไม่เคยนี่จะเชื่อไหม (หัวเราะ) คือผมว่ามันเป็นเรื่องปกติของการอยู่รวมกันของสังคมมนุษย์ บางคนอยู่คนเดียวยังทะเลาะกับตัวเองเลย แล้วนี่อยู่กันตั้ง 5 คน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการทำงานมากกว่า เวลาคนเราทำงานก็จะเกิดความเครียด อยากให้งานออกมาดีที่สุด แต่คำว่าดีที่สุดของแต่ละคนมันต่างกัน เพราะฉะนั้นก็อาจจะเกิดความขัดแย้งกันบ้างเล็กน้อย สุดท้ายก็ต้องแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการพูดคุยและเอาชิ้นงานเป็นหลัก พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาราวๆ 20 ปี ผมว่าช่วงชีวิตที่สนุกที่สุดของการเป็นมนุษย์ 1 คน ก็คือการที่พวกเราอยู่ด้วยกันนี่แหละ

zeal-31cover

 

หาจุดลงตัวระหว่างดนตรีร็อคและอิเล็กทรอนิกส์จนเกิดมาเป็นซาวนด์เฉพาะตัวของ Zeal ได้อย่างไร?
ป๊อก : การเล่นดนตรีด้วยกันมา 15 ปี กับเส้นทางและความชอบของแต่ละคน ถ้านับรวมแค่เพลงจากทุกอัลบั้มของ Zeal ก็ประมาณ 50 เพลงแล้ว เรื่องไลน์ดนตรีที่เราคิดและสร้างสรรค์มันชัดเจนแล้วว่า นั่นคือวิธีคิดของพวกเรา
เป๊กซ์ : เหมือนรู้มือกันแล้ว
ศิลา : บางทีเวลาขึ้นเพลง เราสามารถจินตนาการได้แล้วว่า เดี๋ยวพี่เคนจะตีกลองแบบนี้นะ แล้วเบสจะมาแบบนั้น กีตาร์จะเป็นแบบนี้

หากรู้มือกันแล้ว ยังมีเรื่องยากสำหรับการทำเพลงอยู่อีกไหม?
ป๊อก : อืม… ก็น่าจะเป็นช่วงระหว่างการคิดเพลงนี่แหละ มันเป็นขั้นตอนที่อยากจะปรับเปลี่ยน หนีจากความที่เรารู้ว่า Zeal เป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ พวกเราหนีไม่ได้หรอก แต่เราจะปรับจะเปลี่ยนอย่างไรให้เข้าที่และลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้ คือถ้าเราทำในแบบเดิมๆ มันก็อาจจะออกมาดีแหละ แต่ตัวพวกเราเองจะไม่รู้สึกสนุกไปกับมัน เพราะเรารู้หมดแล้ว เราจึงพยายามหาความสนุกโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องหนีความเป็นตัวเรา ซึ่งบางทีมันก็เป็นเรื่องยาก เพราะอยู่กับตัวเอง อยู่กับสิ่งที่ Zeal เป็นมาตลอด มันก็เลยนานกว่าจะเกิดมาเป็น 1 เพลง

นอกจากจะปรับเปลี่ยนเรื่องวิธีคิดไปในแต่ละเพลงแล้ว ยังมีอะไรอีกที่ Zeal เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง?
เป๊กซ์ : คงเป็นเรื่องการเล่นสด เมื่อก่อนพลังงานบนเวทีมันไม่เคลื่อนที่มากขนาดนี้ แต่ทุกวันนี้พลังงานในการเล่นสดมีเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่าแก่แล้วแก่เลย พวกเรายังรักในการเล่นดนตรีอยู่ ก็ต้องมาคุยกันนะว่า อยู่บนเวทีก็ต้องให้กำลังใจกันเองด้วย เมื่อก่อนเราอาจจะไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้มากนัก แต่ตอนนี้มันสำคัญมาก ทุกคนมีบล็อกกิง มีสิ่งที่ตัวเองโฟกัส ซึ่งมันเป็นสิ่งที่โชว์ต้องการ
ชุ : ประสบการณ์ทำให้พวกเรารู้แล้วว่า ทำอย่างไรโชว์ถึงจะสนุก
ป๊อก : ตอนนี้เหมือนพวกเราทุกคนสนุกกับความเป็นธรรมชาติที่รับส่งความรู้สึกกันบนเวที รู้ว่าส่งไปแบบนี้มันคือใช่ มันสนุก ที่สำคัญคือ เล่นดนตรีให้เหมือนกับตอนแรกเริ่มสมัยมัธยมที่อยากทำให้สนุกที่สุด และทำให้เพื่อนเราที่อยู่ข้างล่างสนุกไปกับเราด้วย

เห็นภาพวงดนตรีที่ชื่อ Zeal ในอีกสัก 10 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร?
เคน :
10 ปีก่อน ภาพที่ผมเห็นคือ Zeal ก็ยังเป็นวงดนตรีวงหนึ่ง ซึ่งมันก็ยังคงอยู่จริงๆ ส่วนภาพต่อไปที่ผมหวังเอาไว้ มันก็คงจะมีเรื่องเล่าของคอนเสิร์ตใหญ่ หรือแม้แต่คอนเสิร์ตในต่างประเทศเอามาเล่าให้ลูกหลานฟัง
ศิลา : ผมอยากจะเล่นดนตรีไปจนแก่ อยากจะอยู่กันไปเรื่อยๆ แบบนี้ และอยากจะใช้อาชีพนักดนตรีเลี้ยงชีวิตเราจนกว่าจะหมดแรง
ป๊อก : ก็น่าจะยังสนุกอยู่นะ เหมือนวงดนตรีอย่าง Red Hot Chili Peppers หรือ U2 ก็ยังคงความเก๋าอยู่บนเส้นทางดนตรีได้อยู่
เป๊กซ์ : ผมว่า Zeal มีสมาชิกเพิ่มแน่เลย (หัวเราะ) ผมชอบทำนู่นทำนี่ใหม่ๆ อยู่แล้ว การเพิ่มเติมอะไรสักอย่างเข้ามามันไม่ใช่เรื่องผิด มันขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้นเราต้องการอะไร ดนตรีมันมีพัฒนาการของมัน วงดนตรีก็ต้องเติบโตตามให้ทันให้ได้ และผมก็ไม่คิดว่าจะต้องยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ชุ : ผมว่าการยืนหยัดอยู่ในวงการให้นานที่สุดมันก็เป็นความฝันของนักดนตรีทุกคนแหละ ผมก็เคยฝัน แต่ก่อนจะฝันก็ต้องทำวันนี้ให้สนุกก่อน มันถึงจะไปจุดนั้นได้ ถ้าวันนี้เล่นดีแต่ไม่สนุก ก็คงไม่ไปถึงจุดนั้นหรอก

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Pisut S.